12: My sunset on third street เมื่อจุดจบที่งดงาม คือการเริ่มต้นที่แสนยิ่งใหญ่
posted on 08 Oct 2006 14:28 by zieghart in My-Mania.
เป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่ช่วงปีหลังๆมานี้ หนังต่างประเทศดีๆหลายๆเรื่อง ถูกนำเข้ามาฉายในเมืองไทยมากขึ้นกว่าแต่ก่อน แม้บางเรื่องอาจจะถูกจำกัดการฉายเฉพาะเพียงไม่กี่โรง อย่าง House RCA หรือที่สยามเท่านั้น (ด้วยเหตุผลสารพัน เช่น การเป็นหนังนอกกระแส) ก็ยังนับว่าเปิดโอกาสให้คนกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น ได้มีโอกาสไปรับชม
.
หนังสั้นฝรั่งเศส หนังอินดี้แมกซิโก หรือหนังรูปแบบต่างๆ ที่หลายเรื่องทำได้ดีกว่าที่คาด...คิดว่าถ้ามีโอกาสหา dvd มาดูได้ก็คงจะเอามาเล่าสู่กันฟังอีกที แต่วันนี้ ผมจะมาพูดถึงหนังญี่ปุ่นเรื่องหนึ่ง ที่แม้จะไม่ได้เป็นสไตล์หนังหลุดกระแส หรือเข้าข่ายคอนเซปต์แปลกซักเท่าไหร่ แต่ผมคิดว่า เป็นหนังที่ดีมากเรื่องหนึ่ง ที่สมควรหามาดูกันครับ
.

Always Sunset on third street
กรุงโตเกียวในปี 1958 สิบสามปีหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้คนในชุมชนเล็กๆบนถนนสายที่ 3 ซึ่งห่างจากหอคอยโตเกียวไปไม่ไกล กำลังพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตของแต่ละคน...
...ถึงแม้ว่าผู้คนในถนนสายนี้จะต้องเผชิญหน้าอยู่กับปัญหามากมายที่เข้ามารุมเร้า แต่ทุกคนยังคงมีความหวังที่จะได้เห็นชีวิตของตนเองดีขึ้น พร้อมกับการรอคอยวันเวลาที่จะได้ชื่นชมหอคอยโตเกียว ซึ่งสร้างไปได้เพียงแค่ครึ่ง ด้วยความหวัง และความภาคภูมิใจว่า "เมื่อถึงเวลาที่หอคอยนี้สร้างเสร็จเมื่อไหร่ หอคอยนี้แหละ ! จะเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในโลก !
...เช่นเดียวกับหนังญี่ปุ่นแนวครอบครัว หรือรักโรแมนติคหลายๆเรื่องที่เข้ามาฉายในเมืองไทยเป็นระยะๆ ดังเช่น Be with you / Love letteretc. ซึ่งมักจะสร้างกระแสที่ออกจะตรงข้ามกันไปคนละขั้ว คนที่ชอบก็จะชมไม่หยุดปาก คนที่ไม่ชอบก็จะด่ากันเสียยกใหญ่
.
อาจจะเป็นเพราะสไตล์การนำเสนอของภาพยนตร์ญี่ปุ่น ที่มีลักษณะเฉพาะตัว คือจะไม่หวือหวา ดึงอารมณ์ร่วม ทั้งสนุก สุข เศร้า ได้อย่างรุนแรงตรงไปตรงมา เหมือนกับหนังเกาหลีที่เราคุ้นเคยกัน แต่จะใช้รูปแบบการเล่าเรื่องอย่างค่อยๆเป็นค่อยๆไป เน้นที่มา และบุคลิคของตัวละครที่จะค่อยๆถูกถ่ายทอดมาอย่างช้าๆ พร้อมกับเรื่องราวที่ดำเนินไป...ซึ่งความลุ่มลึก ในรูปแบบนี้ ก็เป็นทั้งจุดที่เรียกความประทับใจได้มากพอๆกับความผิดหวังในเวลาเดียวกัน...
ผมขอสารภาพว่า แม้จะเป็นคนชื่นชอบหนังญี่ปุ่นหลายๆเรื่อง หลายๆสไตล์ ก็ยังได้ผ่านประสบการณ์เกือบหลับ คาจอมาแล้วแทบทั้งสิ้น ...แต่น่าแปลก ที่เรื่อง Always นี้ สามารถดึงดูดให้ผมและคุณแม่ จดจ่อกับมันได้ตลอด 2 ชั่วโมงกว่า กับภาพของกรุงโตเกียวเมื่อ 50 ปีก่อน และเหล่าผู้คนที่ต่างชีวิต ต่างความฝัน ในถนนเล็กๆสายเดียวกัน ซึ่งล้วนเชื่อมโยงโดยมีความหวังของอนาคตที่สดใสข้างหน้า

.
ตัวหนังถ่ายทอดชีวิตของผู้คนหลากสายอาชีพ ที่อยู่ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคสมัยใหม่
ทั้งเจ้าของกิจการอู่ซ่อมรถเล็กๆที่ใฝ่ฝันจะตั้งบริษัทใหญ่
นักเรียนมัธยมปลายที่พกความหวังเข้ามาหางานในฐานะเลขาในตัวเมือง
นักประพันธ์ไส้แห้งที่พยายามหาแรงขับดันให้กับชีวิตที่กำลังจะถึงทางตัน
นางระบำที่ผันตัวเองมาเปิดกิจการร้านเหล้าในยามราตรี
คุณหมอที่ใช้ชีวิตที่เหลือโดยปราศจากครอบครัวซึ่งสูญเสียไปกับสงคราม
คนขายน้ำแข็งในยุคที่ตู้เย็นยุคเก่ากำลังจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีที่ใหม่กว่า
...ตลอดไปจนถึงเหล่าเด็กน้อยที่วาดฝันถึงอนาคตในศตวรรษข้างหน้า...ทุกชีวิต เกี่ยวเนื่องกัน และต่างวนเวียนมุ่งไปหาอนาคต อยู่ในถนนหมายเลข 3 แห่งนี้เอง
.
ตลอดเวลาที่ดูหนังชีวิตที่อบอุ่นนี้...มีบางช่วง ผมนึกไปถึงหนังอังกฤษจ๋า สไตล์เดียวกัน เรื่องLove actually ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่ง ที่แม้จะดูไม่เกี่ยวข้องกันเลย แต่ต่างก็อยู่ท่ามกลางแนวคิดที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นั่นคือ ความรัก เช่นเดียวกับแนวคิด ความหวัง ที่ปรากฏอย่างชัดแจ้ง ในหนัง Always
.
ตัวหนังถ่ายทอดความนึกคิดของตัวละครออกมาได้เป็นอย่างดี ให้เราได้เห็นภาพการดิ้นรน และต่อสู้เพื่อวันข้างหน้า แม้ตอนแรกที่ได้ฟังคำโปรโมท(อันมหาศาล) จากเพื่อนฝูงที่ได้ชมหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์เมื่อครึ่งปีก่อน ยังคิดอยู่ในใจว่า หนังที่เน้นการใช้อารมณ์หวนระลึก (Nostalgia) แบบนี้ ถ้าหากเราที่เป็นคนต่างชาติ ได้มาดู จะสามารถเข้าถึงอารมณ์ของหนังได้งั้นหรือ ?
.
...ผมเคยคิดว่า คนตะวันตกในวัย20 -30 ก็คงมีอารมณ์ร่วมที่ไม่เท่าคนไทยวัยเดียวกัน เมื่อได้เห็นภาพสะท้อนชีวิตเด็กไทย ที่ถูกถอดออกมา ในเรื่อง แฟนฉัน และคงมิได้ดื่มด่ำในอารมณ์เดียวกันกับเรา เมื่อได้ฟังเสียงระนาดเอกที่ไพเราะ ในเรื่อง โหมโรง...ทว่า ความคิดนั้น ก็ไม่ได้ถูกไปซะทีเดียว เมื่อให้ผมได้มาดูหนังของต่างชาติเช่นนี้บ้าง
.

แม้ตัวเองอาจจะไม่ได้มีความรู้สึกหวนระลึกกับหลายต่อหลายฉากในหนัง ที่ดูออกว่า ผู้สร้างต้องการให้ผู้ชมเกิดความรู้สึก nostalgia ย้อนไปถึงญี่ปุ่นในยุคสมัยเก่าๆ
...สมัยที่ภาพของรถจักรไอน้ำ เด็กน้อยวิ่งเล่นเครื่องบินยาง การชิงรางวัลตามร้านขายของข้างทาง การกินแตงโมและเล่นปืนฉีดน้ำในฤดูร้อน เป็นเรื่องปกติ
...ภาพเทคโนโลยีใหม่ๆ ดังเช่น โทรทัศน์ ตู้เย็น ตู้ซักผ้า เป็นเรื่องที่กำลังจะเข้ามาให้เห็นกันชินตา
...ภาพผู้คนเก่าๆ หลายต่อหลายอาชีพ ที่ล้วนต้องผันตัวเอง หรือถูกกลืนหายไปกับกระแสแห่งยุคสมัย เป็นความเศร้าที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่แน่นอน
แต่อย่างน้อยที่สุด สารที่ผู้สร้างต้องการส่งต่อมาให้ผู้ชม ภายใต้คำสั้นๆอย่าง ความหวัง นี้ ก็ยังมีความโดดเด่นอยู่ในตัวของมันเอง ส่งเสียงอย่างไพเราะชัดเจน ให้ผู้ชมทุกชาติ ทุกภาษาได้เข้าใจ ถึงเหล่าตัวละครในเรื่อง ที่ราวกับจะพูดออกมาพร้อมๆกันว่า...ที่ตรงนี้ มีความหวัง...

.
แม้ในฉากจบของเรื่อง ก็ไม่ได้เน้นความสมบูรณ์ ตรงไปตรงมา เคลียร์ปัญหาและพยามยัดเยียดความสุขในทุกๆด้าน {ราวกับหนังจบ-ชีวิตของตัวละครก็จบ อย่างไรอย่างนั้น} แบบหนัง
.
...ดังที่เด็กน้อยในเรื่องได้กล่าวทิ้งท้ายถึงภาพพระอาทิตย์ตกในยามเย็นที่สวยงามว่า แม้เวลาจะผ่านไปอีกนานแค่ไหน 10ปี 50ปี...ความงดงามของมัน ก็จะยังอยู่ตรงนั้น ให้เราได้ชื่นชมมันด้วยรอยยิ้ม หากเรายังไม่ลืม...วิธีที่จะสู้...วิธีที่จะหวัง...
Always Sunset on third street เพิ่งวางขายในรูปแบบ DVD สองแผ่นเมื่อไม่นานมานี้ ตามร้านค้าทั่วไป แม้จะน่าเสียดาย ที่ Special feature บางจุด ไม่ได้ใส่คำบรรยายมาให้ แต่ด้วยตัวเนื้อหาที่ดี ฉากหลังที่สวยงาม CG ที่สมจริงเพลงประกอบที่ไพเราะ และแพกเกจที่น่าสะสมแล้ว ราคาแผ่นแท้เพียงแค่ 200 กว่าบาท นับว่ายิ่งกว่าคุ้มค่า สำหรับผู้ที่ยังไม่ทิ้งศรัทธาในความหวังครับ...
.
.
รักความหวัง
.
รักคนอ่านครับ @_< //
.

Medicine & Series
Final Fantasy
Review
Mania
About Me
ถ้าสนใจคงได้คุยเรื่องนี้ใน meeting ซักครั้งครับ (นึกๆ บทวิเคราห์ไว้ในหัวหลายเรื่องอยู่ แต่ไม่ได้เขียนซะที)

นู่ลุค...อีวาดีมากนะ ถ้าอยากดู มายืมได้จ้า
คุณ Sasi
#1 By Zieghart on 2006-10-08 14:30