.

"เธอเชื่อในเรื่องของ "คู่แท้" ที่ถูกกำหนดให้เกิดมาคู่กับเรามั๊ย?"

"เธอเชื่อมั๊ย ว่าคนที่เกิดมาเพื่อเรา และเราเกิดมาเพื่อเค้า มันมีอยู่จริงๆ?"

"เคยคิดบ้างมั๊ย ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา ทุกคนที่เราได้เจอในชีวิตของเรา เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว...ตั้งแต่ก่อนที่เราจะรู้สึกตัว?"

คำถามนี้ ถูกยิงออกมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ขณะกำลังกินข้าวเย็นกับพี่รหัสของผม 2 คน...แน่นอนว่า จากน้ำเสียงและท่าทางที่ดูเอาจริงเอาจังขนาดนั้น ผมคงไม่สามารถทำท่าปัดมือไปด้านข้าง เล่นมุกสวนไปอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า "ไม่มีทาง !!!" เหมือนอย่างที่คิดเอาไว้ได้...

คุณพี่สาวของผม เริ่มร่ายยาวให้ฟังถึงทุกๆฉากทุกๆตอนของชีวิตตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก ว่าผ่านเรื่องราวต่างๆมามาก ทั้งสถานการณ์ที่ต้องเลือก สถานการณ์ที่เป็นจุดหักเหในชีวิต การสูญเสียคนสำคัญ การลาจากกับคนที่เคยรัก ตลอดไปถึงการตัดสินใจเดินในเส้นทางที่ไม่เคยคาดฝัน ฯลฯ และทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ว่าจะดีหรือเลวอย่างไร สุดท้ายมันก็สอดประสาน นำมาสู่ผลลัพธ์ที่เป็นตัวของเค้าในทุกวันนี้ ทั้งบุคลิก แนวคิด ทัศนคติ หรือแง่มุมใดๆก็ตามที...และกว่าจะรู้ตัวว่าเริ่มคล้อยตามไปกับแนวคิดของพี่เขา ผมก็หมดความสนใจจะเล่นมุกแทรกไปเสียแล้ว...

แม้ลึกๆจะเต็มไปด้วยรู้สึกปนเปกัน ทั้งทึ่งในตัวของพี่ ที่สามารถมองเห็นถึงสายใยที่เชื่อมโยงทุกแง่มุมของชีวิตที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ให้เป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ และก็ทั้งอดขำในชีวิตของตัวเอง ที่ดูยังไงก็ไม่เห็นถึงความเชื่อมโยงกันได้แม้แต่น้อย...

...หลายคนฟังแล้วก็อาจจะนึกแย้งขึ้นมาเหมือนกัน(รวมทั้งตัวผมเองด้วย) ว่าเป็นเรื่องที่ดูไม่เข้าท่าเสียเลย ที่จะบอกว่า การกระทำและความคิดของตัวเรานั้น ถูกกำหนดไว้เสร็จสรรพ จากสิ่ง(หรือบุคคล)ใดๆก็ตามที ที่มีอำนาจเหนือสามัญสำนึกของตัวเรา...การมาพยายามอธิบายว่า การที่เราได้มาเจอคนๆนี้ ได้มีความผูกพันธ์ ได้ร่วมทำสิ่งต่างๆด้วยกัน แล้วสุดท้ายต้องมาลาจากกันอย่างไม่มีวันกลับ เป็น"ชะตากรรม"ที่ถูกกำหนดไว้อย่างไม่มีทางขัดขืนนั้น...หลายคนคงขำไม่ออก...มันช่างเป็นคำพูดที่ดูเย็นชาไม่มีความรู้สึกเอาเสียเลย...

แม้จะอยากเขียน แต่ขอพักเรื่องคู่แท้เอาไว้ก่อน...วันนี้เรามาลองหยิบประเด็นหลัง มาคุยกันในบรรทัดฐานที่ว่ากันนะครับ...ถ้าหากทุกสิ่งมันจะถูกกำหนดเอาไว้แล้วจริงๆ จำเป็นไหม ที่ต้องฝืนดิ้นรนจากมัน? สู้เราลองมาเปิดใจให้กว้าง มองดูชีวิตของตัวเองด้วยมุมมองที่ปราศจากอคติซักครั้ง ในทำนองที่ว่า "ไม่ปฎิเสธสิ่งที่ธรรมชาติมีให้ แต่โอบรับ อยู่ร่วมกับมันอย่างกลมกลืน"...จะเป็นไปได้ไหม ที่เราอาจจะได้เห็น"แง่มุม" บางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งๆที่โลกของเราก็ยังเป็นโลกใบเดิม...จนอดแปลกใจไม่ได้ว่า โลกใบเดิมๆกับชีวิตเดิมๆ ก็สามารถสดใสpositive ได้อย่างไม่น่าเชื่อ...

พูดก็พูดเถอะ ถ้าถามความเห็นส่วนตัว ว่ายอมรับได้แค่ไหน กับแนวคิดดังกล่าว ก็คงต้องตอบตรงๆตามสไตล์คนที่ไม่ค่อยชอบอยู่ในกรอบและข้อกำหนดว่า ไม่ชอบใจเท่าไหร่อยู่ดีน่ะครับ

...แต่ถ้าหากเรามาลองคิดถึงอีกมุมหนึ่ง การที่คนสองคน ต่างที่ ต่างวิถีชีวิต และไม่เคยได้รู้จักกันมาก่อนเลย ได้มาพบเจอกัน ได้มีปฎิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน มีความรู้สึกทั้งดีและไม่ดีต่อกัน ได้มีการสร้างความผูกพันธ์ที่ไม่สามารถมองเห็นและอธิบายได้ด้วยหลักทฤษฎีใดๆ...แม้สุดท้ายคนทั้งสองคนจะต้องแยกจากกัน แม้สุดท้ายก็ไม่สามารถรับรองได้ว่า สิ่งที่หลงเหลือจะเป็นรอยยิ้มหรือน้ำตา...แต่สายสัมพันธ์นั้นก็ยังคงอยู่...

"การมีอยู่" ของเขาหรือเธอนั้น ส่งผลกระทบต่อชีวิตส่วนที่เหลือของเรา ไม่มากก็น้อย...

คนที่เรารักที่สุด...ก็สอนให้ได้รู้ว่า การที่คิดถึงคนอื่นก่อนคิดถึงตัวเอง มันทำให้เกิดความสุขได้อย่างไร

คนที่รักเราที่สุด...ก็สอนให้ได้รู้ว่า การที่มีคนคอยอยู่เคียงข้าง ไม่ว่าจะยามแสนสุขหรือสุดเศร้า มันก็จะเต็มไปด้วยความอบอุ่นและวางใจ

คนที่เราเกลียดที่สุด...ก็สอนให้ได้รู้ว่า การเรียนรู้อดีต เติบโตจากข้อผิดพลาด ให้อภัยคนอื่น และพัฒนาตัวเองนั้น ควรจะทำตัวแบบไหน

คนที่เกลียดเราที่สุด...ก็สอนให้รู้ว่า ตัวของเรา ที่สะท้อนในสายตาของคนอื่น ไม่ใช่เป็นคนเดียวกับตัวของเราจากภาพสะท้อนในกระจก และการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เหมาะสมนั้น จะเป็นในรูปแบบใด

เพราะมีเขา ผมถึงมีความคิดแบบในวันนี้

เพราะมีเธอ ผมถึงมีความมุมมองเช่นในวันนี้

เพราะมีเขา ผมถึงมีบุคลิก ท่าทางดั่งที่ได้แสดงออก

เพราะมีเธอ ผมถึงมีถ้อยคำดั่งที่ได้ยินได้ฟัง

...หากกล่าวโดยสรุป จะรักจะเกลียด จะชิงชัง หรือปรารถนาก็ตามที...เพราะมีทั้งเขาและเธอ จวบจนวันนี้ ผมถึงได้เป็นตัวผม อย่างที่ผมเป็น...

คนหลายต่อหลายคนที่ได้ผ่านเข้ามาในชีวิต ได้มีอิทธิพลต่อเราไม่มากก็น้อย ร่วมกันสร้างความทรงจำต่างๆ ทั้งที่ไม่อยากลืมและที่ไม่อยากจำ..."ตัวของเรา" ในปัจจุบัน ก็เป็นหลักฐานที่สำคัญที่สุด เป็นผลลัพธ์ที่มีชีวิต ที่จะให้คำตอบว่า สิ่งเหล่านั้น ได้เคยเกิดขึ้นจริง และสิ่งเหล่านั้น ไม่ได้ไร้ความหมาย...

การที่ได้มาคิดในมุมที่ว่า ทั้งบุคคลที่ได้พานพบ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทางชีวิตของเรานั้น เป็นเหมือนบททดสอบที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนและมีระบบ...แม้บางทีมันอาจจะดูยัดเยียด แต่บางทีมันก็ทำให้ชีวิตของเราที่เกิดมา มีความหมายมากขึ้น และโรแมนติกกว่าจะเป็นแค่โลกที่น่าเบื่อใบเดิมนะครับ

***ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เขียนถึงประเด็นแรกรึเปล่า วันนี้ก็ขอฝากไว้ถึงหนังสือดีๆเล่มหนึ่ง ที่กล่าวถึงเรื่องของ Soul mate หรือ"คู่แท้" ที่ต่างเวียนว่าย ข้ามพบข้ามชาติ ฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ กว่าที่จะได้มาร่วมเดินในเส้นทางเดียวกันอีกครั้ง...

Only love is real ผลงานเขียนจากชีวิตการทำงานจริงของดร.ไบรอัน แอล. ไวส์ (Brian L. Weiss, M.D.) นักจิตวิทยาที่ใช้วิธีบำบัดแบบถอยจิต(สะกดจิตระลึกชาติ)กับชายหญิงคู่หนึ่ง ที่ไร้ซึ่งความเกี่ยวข้องกันปลุกความทรงจำที่ฝังแน่นอยู่ ลึกลงไปในสมอง ลึกลงไปในวิญญาณ...ทำให้เราได้ตระหนักว่า "สายใยที่มองไม่เห็น" มีอยู่จริง ไม่เคยเสื่อมถอยไปกับการเวลา และไม่ได้สิ้นสุดลงที่ความตาย...

งานแปลโดยคุณมณฑานี ตันติสุข ของสำนักพิมพ์ดอกหญ้านะครับ เล่มที่ผมเคยอ่าน ก็นานมากพอดูแล้ว(หาไม่เจออีกต่างหาก="=)ตอนนี้ก็สุดที่จะรู้ได้ว่า หน้าปก และราคาจะไปถึงไหน แต่คุ้นๆเหมือนเมื่อ 2-3 ปีก่อน เห็นฉบับพิมพ์ครั้งหลังๆ ได้มีการเพิ่มบทสัมภาษณ์ และบทวิเคราะห์จากนักจิตวิทยาเข้าไปอีกมาก ลองหามาดูนะครับ เป็นงานเขียนที่น่าติดตาม และเต็มไปด้วยกลิ่นของความโรแมนติกโชยมาตลอดเล่ม...คู่แท้ที่ถูกกำหนดไว้ จะเป็นเรื่องจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง หรือเป็นแค่คำโกหกตัวเองอันแสนอ่อนโยน...ยังไงเสีย มันก็ทำให้เรายิ้มได้ ทุกครั้งที่นึกถึงนะครับ...

อย่าเพิ่งหลงกันนะครับ วันนี้เราเปิดประเด็นคุยกันอยู่ 2 ประเด็น ซึ่งเน้นหลักไปที่โจทย์ข้อหลัง และขออนุญาตไม่ตอบนะครับ แต่จะรอฟังคำตอบจากเพื่อนๆมากกว่าครับ ว่าคิดเช่นไรกับ "สิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว" บ้าง...(หรือแม้แต่ความคิดถึงตรงนี้ก็...ถูกกำหนดไว้แล้ว?)

และหากเอนทรีนี้ดูเพ้อไปมาก ก็ขออภัยไว้ด้วย เพราะช่วงนี้สติสตังไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว...คงเพราะ...ได้กลับมาเจอคนที่ไม่คาดว่าจะได้พบ ในสถานที่ที่เหมาะสม และเวลาที่เหมาะเจาะอย่างไม่น่าเชื่อ...

To be Continued...

.

.

รักการค้นหา

รักคนอ่านครับ ^^//

ปล.ทิ้งท้ายกลับไปที่โจทย์แรกซักนิด ตรงประเด็นหัวข้อกระทู้...ผมตอบคำถามของพี่รหัส เรื่องของคู่แท้ที่ถูกกำหนดให้เป็นของกันและกันไปว่า...ผมเชื่ออย่างที่สุด ว่ามีคนเช่นนั้นอยู่จริงๆ แต่ก็เชื่อยิ่งขึ้นไปอีกว่า...โอกาสที่จะได้พบอีกครึ่งหนึ่งของชีวิตนั้น...ไม่ได้มีกันทุกคน...

แล้วคุณละครับ หาจิ๊กซอร์ชิ้นสุดท้ายพบแล้วหรือยัง?

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Nostalgia...Taggy

ยัยแอม...เป็นเอนทรีที่ไม่จัดว่ายาวที่สุดๆนะ เทียบกับอันที่ผ่านๆมาน่ะ

เอริธจัง...นั่นสินะครับ ที่ชอบเลข 7 อาจจะมาจากวันเกิดก็เป็นได้ อืม...พวกเราเกิดวันเดียวกันนี่นะ อาจจะเป็นสิ่งที่ฝังมาในยีนก็เป็นได้

DDP...เวลาได้อ่านความคิดของใคร แม้ไม่เคยได้พบกันจริงๆ ก็เหมือนกับเราได้เข้าใกล้ความเป็นต้วเขา ผ่านงานเขียนนั้นๆ...เหมือนที่ผมอ่านบทความและบทกลอนของคุณเลยครับ

พี่วลาดิมีร์...ความฝันเป็นสิ่งที่มีค่าครับ แม้จะไม่มั่นใจตัวเอง แต่ลึกๆผมก็เชื่อนะว่า ถ้าเรามุ่งมั่นจริงๆเนี่ย ความฝันใดๆ ก็จะมีพลังพอที่จะขับให้เราเดินไปต่อจนสุดทางได้ครับ

พี่อีวาน...ผมกำลังมีปัญหา รู้สึกว่า ยิ่งโต ยิ่งอ่านหนังสือน้อยลงครับ หรือจะพูดให้ถูกก็ต้องบอกว่า ยิ่งโต ยิ่งหาข้ออ้างในการไม่อ่านได้มากขึ้น... ตอนนี้กำลังพยายามหาอะไรมาอ่านเปิดโลกให้พอฟัดพอเหวี่ยงกับเมื่อก่อนเหมือนกัน ส่วนเรื่องอิมเมจหมอเนี่ย มันก็ไม่ค่อยแปลกหรอครับ คณะไหนๆก็มีคนหลายแบบอยู่แล้ว อย่างที่คณะผม คนที่ดูไม่ใช่หมอ มีไอเดียกระฉูด ความคิดนอกกรอบ และทำอะไรแปลกแหวกแนว (ในเชิงสร้างสรรค์) มีเยอะมากเหมือนกัน อา...รู้สึกตัวเองเป็นคนธรรมดาเสียนี่กระไร

นายแบงค์...เรื่องชื่อน่ะ ไม่ต้องซีเรียสหรอก ยังไงก็ไม่เคยมีใครเรียกชื่อเล่นจริงๆพี่อยู่แล้ว

ยัย choc...เกือบลืมแกไปเลย เด๋วตามไปเมนท์ที่บลอกนะ อย่าเพิ่งรีบอัพเอนทรีใหม่ล่ะ หุหุ

นายหน่อ บัดด้วย...ไหนๆก็ตัดสินใจมาที่เส้นทางนี้แล้ว (ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลและความคิดยังไงก็ตาม) อย่าลืมที่เราบอกนะ "ทางที่เลือกแล้ว เป็นทางที่ดีที่สุดเสมอ" อย่าไปนั่งกลุ้มนั่งกังวลเลย มามีความสุขและจบไปด้วยกันดีกว่า

เจ๊ปูเป้...เดี๋ยวจะไปค้นมาให้นะ ว่าOdysseyที่เคยอ่าน มันสำนวนไหน หลังๆรู้สึกว่า มันออกมาเยอะเหลือกเกิน ไอ้ที่เคยอ่านก็ไม่รู้เวอร์ชันไหนเป็นเวอร์ชันไหนแล้ว อยากอ่านอีกรอบเหมือนกัน อาจจะเข้าใจได้ดีกว่าที่เคยงง ^^"

อาเจ๊หนูน้อยหมวกแดง...กิจกรรมส่งจดหมายให้รุ่นพี่เนี่ย ดูน่ารักมากๆ เหมือนในหาร์ตูนเลยแฮะ...แต่น่าเสียดาย ถ้าโรงเรียนชายล้วนอย่างเราทำมั่ง คงหลอนพิลึก ออใช่ ชื่อนี้น่ะ น่ารักดีแล้วล่ะนะ

คุณ ohoh...สมัยนี้ต้องขอบคุณอินเตอร์เนทนะครับ ที่ทำให้เราได้มีโอกาสเจอคนที่มีรสนิยมแบบเดียวกันได้ง่ายขึ้น ได้มีโอกาสมานั่งถก นั่งคุยกัน ในหัวข้อสนทนาที่คนทั่วไปคงฟังแล้วงงกันไปใหญ่ ส่วนเรื่อง twelve kingdoms...จะลองหามาอ่านดูครับ อย่างน้อยงานสัปดาห์หนังสือก็น่าจะมีล่ะน่า

คุณรัฐ...ได้แวะเวียนไปที่ blog แล้ว เขียนสนุก และทำเวปได้ดีมากเลยครับ จริงๆผมก็ชอบพวกเรื่องกราฟฟิคและอาร์ทเวิร์คอะไรพวกนี้เหมือนกัน แต่ท่าทางหัวจะไม่ให้เท่าไหร่ ยินดีที่ได้รู้จักกันครับ จะแวะเวียนไปหาบ่อยๆ และถ้ามีประเด็นอะไร ยินดีรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดกันจ้า

นาย Highwind...ตั้งใจไว้แล้วล่ะ ว่าจะพยายามอยู่ในเส้นทางนี้ให้ถึงที่สุด ไม่เปลี่ยนไปไหนแล้ว...ก็ต้องรับผิดชอบการตัดสินใจของตัวเองให้ถึงที่สุดน่ะนะ จะมีความสุขมากน้อยแค่ไหน คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องตัดสินกันล่ะ

#1 By Zieghart on 2007-01-21 03:00

คู่แท้.... เราเชื่อเรื่องนี้นะ แต่ว่าการจะเจอคู่แท้นี่ มันเป็นอีกเรื่องซะแล้ว เพราะยากที่เราจะรู้ได้ว่าใครเป็นคู่แท้นี่สิ

แต่ถ้าเพื่อนแท้นั้น มีเยอะ

#2 By aerith-chan on 2007-01-21 09:45

สำหรับเราแล้ว, เรื่องที่มีคนลิขิตชะตาชีวิตของคนทุกคนเอาไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วนั้น...เราไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่หรอกนะ

เพราะเราเชื่อว่า "วันนี้เป็นผลจากอดีต และอนาคตก็เป็นผลจากวันนี้" มากกว่านะ

เรื่องคู่รักที่สุดท้ายไม่ใช่คู่แท้ อาจเป็นเพราะนิสัยใจคอที่ไม่ตรงกันของทั้งคู่ ซึ่งก็เกิดมาจากพันธุกรรม การเลี้ยงดู และสิ่งแวดล้อมในอดีต

นักดนตรีระดับโลก นักวิทยาศาสตร์ที่สร้างสรรค์ค้นพบทฤษฎีใหม่ ๆ อันลือลั่น ล้วนเกิดจากความทุ่มเท ขัดเกลาตัวเองทุกวันตั้งแต่อดีตจนถึงวันที่เขาประสบความสำเร็จ และยังคงพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ

มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์ ซับซ้อน และที่สำคัญ...คาดเดาไม่ได้

ไม่มีใครหรอกที่สามารถกำหนดชีวิตอันน่าปวดหัว และกลับไปกลับมาของมนุษยฺได้ทั้งโลก

เส้นลายมือที่ (ว่ากันว่า) เป็นตัวกำหนดชีวิต ก็อยู่ในกำมือของเรานี่แหละ

#3 By Highwind on 2007-01-21 10:20

เราเชื่อนะ..รักเเท้อ่ะ

เราเชื่อว่าเมื่อเป็นคู่กันเเล้วทำยังไงก็..ไม่จากกันหรอก

ถึงจากกันซักวันก็ต้องกลับมาพบกันเหมือนเดิมจนได้..เชื่อเราซิ
ตอนนี้กำลังหาอีกเล่มของดร.ไบรอัลอยู่อ่ะ
ที่ชื่อ"สารลับจากสวรรค์"
แต่หาที่ไหนก็ไม่เจอ

#5 By +panpandog+ on 2007-01-21 12:42

ถ้าถามว่าทุกสิ่งถูกกำหนดมาแล้วใช่หรือไม่ ข้าน้อยก็จะตอบว่า ทั้งใช่และไม่ใช่ ฮับ...
ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของความจริงและเหตุผลมากมายที่เชื่อมโยงต่อกัน โยงร้อยไปมาจนเป็นดั่งเส้นเชือก ถักทอออกมาเป็นผืนผ้าที่เรียกว่าตัวตนฮับ อย่างไรก็ตาม การที่จะเลือกเดินไปข้างหน้า แม้อยู่บนพื้นฐานของสิ่งเดียวกัน เราก็มีสิทธ์จะเลือกได้ ว่าเราจะเดินต่อไปตามพื้นฐานนั้น หรือเลือกเพียงให้พื้นฐานเป็นแนวทาง หรือจะปฏิเสธพื้นฐานเพื่อหาเส้นทางที่ดีกว่า จึงเป็นการที่ข้าน้อยกล่้าวว่า ข้าน้อยคิดว่าใช่ สำหรับคำกล่าวที่ว่าทุกสิ่งมีผลในการกำหนดปัจจุบันนี้ แต่พื้นฐานที่เป็นผลผลิตจากอดีตนั้น เราเป็นฝ่ายกำหนดเองว่าเราจะก้าวต่อไปอย่างไร ดังนั้นข้าน้อยเลยคิดว่า มันไม่ใช่ซะทีเดียว ถ้าจะบอกว่าทุกสิ่งถูกกำหนดไว้แล้ว... ข้าน้อยเคยอ่านพบภาษิตจีนบทหนึ่ง ที่กล่าวไว้ว่า ชีวิตคนเรามีสิบส่วน เป็นผลจากอดีตชาติเจ็ดส่วน และชาตินี้อีกสามส่วน... ซึ่งข้าน้อยตีความให้เป็นรูปธรรมชัดๆ ก็อย่างเช่นที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นน่ะฮับ

พอเป็นเช่นนี้ ข้าน้อยเลยคิดว่า แม้อดีตหรือสิ่งที่ผ่านมาจะกำหนดไว้เช่นไร คนเราก็ยังควรจะดิ้นรนให้มากที่สุดบนพื้นฐานของการไม่เอาเปรียบหรือเบียดเบียนใคร เพราะอย่างน้อยๆ การที่เราได้พยายามทำสิ่งต่างๆให้ดีที่สุดในมุมมองของเราแล้ว แม้จะถูกลิขิตมาอย่างไร ก็ไม่เสียชื่อว่าเป็นคนมีความคิดและกำลังฮับ ... เอ๊ะ คนอ่านคนอื่นๆจะเข้่าใจที่ข้าน้อยสื่อรึป่าวนะฮับเนี่ย

#6 By DDP on 2007-01-21 14:55

สปอยล์ tag ที่ 5 ของตัวเองนิดนึง :P

ผมไม่เคยสนใจไอเดียทำนองนี้ จนกระทั่งได้เข้าชมรมการละคร คณะวิศวฯ ครับ

เพื่อนรุ่นเดียวกับเกือบทุกคนในชมรมนี้ เป็นคนที่เคยฝันอยากจะเรียนคณะอื่นด้วยกันทั้งนั้น(และยังมีความสามารถจะทำได้จริง) ตั้งแต่อักษร นิเทศ สถาปัตย์ ฯลฯ แต่ต้องมาเรียนที่คณะนี้ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ต่างกันไป ...และผมก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาอธิบายความบังเอิญที่เหมาะเจาะยังกับมีคนเขียนบท-ผู้กำกับอยู่เบื้องหลังนี้ได้

ชีวิตของผมในช่วงนั้นเหมือนกับอยู่ในการ์ตูนดราม่าซักเรื่องเลยล่ะครับ คือจะมี story arc ของเพื่อนแต่ละคนมาเป็นระยะๆ แถม arc สุดท้ายตอนปลายปีสี่ดันเป็นของผมเองซะด้วยสิ-ฮา -_-a

ผมอาจจะคลั่งนิยายเกินไปก็ได้นะ แต่ตอนนี้ผมเชื่อเลยว่าการพบกันของคนเรามันต้องมีความหมาย และถ้าเราสามารถมองเห็นความเชื่อมโยงของความสัมพันธ์รอบๆ ตัวเราได้ ชีวิตของเราจะสวยงามเหมือนกับในนิยายจริงๆ ครับ (ไม่ได้หมายถึงว่าจะแฮปปี้หลั่นล้าประโลมโลกทุกวันนะ แต่มันจะ อืม...มองโลกได้ต่างจากเดิม...ผมอธิบายไม่ถูกแต่คิดว่าคงเข้าใจมั้ง ^^')

พล่ามยาวเป็นตาแก่อีกแล้ววุ้ย สรุปว่าผมเชื่อว่าการพบกันของคนมีความหมาย, ไม่แน่ใจเรื่องชะตาลิขิต, และยังไม่เชื่อเรื่อง soul mate ครับ (เพราะไม่เคยเจอ)

ว่าแต่ zieghart เองเถอะ มีคนทักบ่อยๆ ใช่มั้ยว่าน่าจะไปเรียนสายอื่น? ฮ่าๆ ถ้าตอบว่าใช่ นี่ก็เป็น"ความหมาย" ที่อยู่ใน "ความบังเอิญ" อีกอย่างนึงล่ะ
ผมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อเรื่องคู่แท้ แต่ในขณะเดียวกัน จากประสบการณ์อันแสนเจ็บปวดที่ผ่านมา มันก็สอนให้ผมรู้ว่า บางครั้งเวลาความรักเข้าตาหรือเรารักใครคนนึงมาก แม้จะรู้ว่าเขาไม่ใช่คู่แท้ แต่เราก็จะขอรักเขาไปจนตาย เจ็บข้างเดียวก็ยอม คู่แท้อะไรนั่นแทบไม่อยู่ในหัวเลยล่ะครับ

แต่การที่มีคู่แท้ก็ทำให้เรามีความมุ่งหมายหาเส้นทางใหม่ๆได้ ตรงนี้ต้องบอกว่าสำหรับผม ไอ้เรื่องคู่แท้นี่แหละที่เป็นส่วนนึงทำให้ผมตัดใจจากเขาได้ แต่อย่างที่กล่าวมาน่ะแหละนะ ผมกลัวยิ่งกว่าว่าวันที่พบคู่ของตัวเองและต่างฝ่ายต่างรักกันแล้ว ชะตากรรมก็ไม่ได้นำให้ทั้งสองอยู่ด้วยกันตลอดไปนี่นะ เฮ้อ ว่าๆไปก็เรื่องของบุญกรรมวาสนาแท้ๆ

ความรักเนี่ยทำให้คนทำได้ทุกอย่างนะครับ

ปล. ผมไม่มองว่านี่เพ้อฝันนะ เพราะเชื่อว่าเราทุกคนมีความรักเหมือนกัน และความรักไม่ใช่สิ่งเพ้อฝัน ยกเว้นแต่คนๆนั้นยังไม่เจอมัน เขาก็จะว่าเราเพ้อสิ้นดีเลยล่ะครับ

#8 By Evan Yzac -- The Crow on 2007-01-21 20:49

คู่แท้ร๋อ? ไม่รู้สิ 555+ อาจจะมีก็ได้นะ

เราไม่จำเป็นต้องตามหาคู่แท้หรอก
แค่มีคนที่เรารัก และรักเราจริง
แค่นั้นก็มีความสุขแร้ว ~^^

ps.แร้วมะไหร่จะเจอเนี่ย 55+
pss.คิดถึงอิชิดะคุงง~><

#9 By on 2007-01-22 18:57

เรื่องเนื้อคู่ถ้าจะปฏิเสธว่าไม่เชื่อก็คงยากนะ
แต่เราเชื่อเรื่องกรรมมากกว่า(ซะงั้น...ไม่เกี่ยวกันเท่าไหร่)

เรารู้สึกว่าพักนี้ปัดแกจะมาแนวนี้บ่อยเกินแล้วนะ แกจะรีบมีไปไหนเนีย (เราแนะว่าเอาคนใกล้ตัวไปก่อนก็ได้นะ)ของที่ได้มาง่ายๆมันก็จะแลดูไม่มีค่าและก็หายไปง่ายๆนะ ความรักบางครั้งมันก้ดูไม่มีค่าอะไรเพราะเรายังไม่รู้สึกถึงมัน แต่ก็มักจะเสียดายเมื่อมันจากไปแล้ว
ชีวิตคนก็งี้แหละ
ปล.สำหรับจิ๊กซอร์ชิ้นสุดท้าย ก็คงยังไม่หาเพราะเรายังไม่ได้ต่อชิ้นแรกเลยอะนะ

#10 By ~TestsuTo~ テッツト on 2007-01-23 01:25

หากชีวิตนี้จะมี "ใครบางคน" เป็นผู้กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น เช่น กำหนดให้เมื่อวานเราเดินหกล้ม วันนี้เราได้พบกับคนที่ใช่ หรือวันพรุ่งนี้เราจะต้องผิดใจกับใคร ฯลฯ คนที่มีอำนาจมากขนาดนั้นคงไม่ใช่ใครที่ไหนเลย นอกจาก "ตัวของเรา" นั่นเอง

ตัวของเราเองเท่านั้นที่จะกำหนดทุกอย่างในชีวิต เพราะมนุษย์มี free wills (เจตจำนงเสรี) ที่จะเลือกคิด เลือกพูด เลือกทำตามที่ตนเองต้องการ ข้อพิสูจน์ง่ายๆก็อยู่ที่ว่า "ขณะที่เรากำลังทำอะไรและเรารู้ตัวว่าเรากำลังทำสิ่งนั้นอยู่ การกระทำนั้นเกิดขึ้นได้ด้วยความตั้งใจของเรา" เช่นนี้แล้ว ใครเล่าจะกล้ามากำหนดชีวิตและจิตใจของเราเองได้

เว้นเสียแต่เราจะปฏิเสธแม้กระทั่งความคิดของเราเอง...!!!

#11 By รัตนาดิศร on 2007-01-23 18:18

โอ... เม้นท์กันยาวๆทั้งนั้น

เราเองก็ชอบหนังสือเล่มนี้มากเหมือนกัน

โชคชะตา พรหมลิขิต กฎแห่งกรรม วิญญาณ

อาจมีอยู่จริง แต่เป็นอะไรบางอย่างที่วิทยาศาสตร์ของมนุษย์ในยุคปัจจุบันยังอธิบายไม่ได้ก็เป็นได้

เราเชื่อว่าทุกอย่างมีเหตุและผลของมัน แต่ไม่ว่ามันจะเกิดมาจากอะไร เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราก็คงได้ยอมรับหรือหาวิธีจัดการมัน และอยู่กับมันให้ได้

"ความรู้ทั้งหมดในโลกเปรียบเหมือนใบไม้ทุกใบในป่า สิ่งที่ข้าพเจ้าสอนเป็นเพียงใบไม้หยิบมือเดียว"
พระพุทธเจ้า

ไม่มีใครรู้จักใบไม้หมดทั้งป่าได้
....แค่ไอ้เสี้ยวนึงของใบที่จะต้องเอาไปสอบไฟนอลนี่ก็แทบกระอักแล้ว....
การใฝ่หาความรู้เป็นเรื่องดี แต่เรื่องบางอย่างเราว่ารู้ไปก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นมา....
แต่การมีอะไรบางอย่างให้เชื่อ มันก็ทำให้ชีวิตมีสีสันดีนะ

จำได้ว่าใน Only Love Is Real เองก็บอกว่า Soulmate เกิดจากวิญญาณดวงเดียวที่แยกออกจากกันเป็นสองดวง หรือมากกว่านั้น และวิญญาณที่แยกออกมาก็จะพยายามกลับมาหากันและกัน

แต่วิญญาณที่แยกออกมา ก็จะถูกแบ่งแยกออกไปได้อีก....

แล้วใครคือ "คู่" ของเราล่ะ ?

#12 By >>VaRioLa on 2007-01-26 16:35

55+ สวัสดีครับพี่ ไม่ได้เข้ามานานมาก เห้นพี่ไม่ค่อยได้อัพ พอเข้ามาแอบตกใจเล็กๆอัพไปสองครั้งแล้ว ก่อนอื่นต้องขอขอบคุรนะครับที่เข้าไปเยี่ยมชมเวบของผม

ส่วนความเห็นของผมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมว่าการกำหนดสิ่งต่างๆมาก่อน มันก็สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง"กรรม"ของศาสนาพุทธอยู่เหมือนกันนะครับ ที่ใครทำอะไรไว้ก็ได้อย่างนั้น แต่โลกเรามันไม่ได้เป็นสีขาว-ดำไปซะหมด เรื่องที่มันไม่ดีไม่เลวเองผมว่าก็ต้องมีผลให้เกิดอะไรตามมาเหมือนกัน

อยากจะพูดอะไร ผมเองก็ยังงงๆครับ 55+

แต่ว่า ผมคิดว่าเรื่องนี้ มันไม่มีคำตอบหรอกครับ ถึงได้คำตอบมาเราก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามันจริงหรือไม่ คนที่เชื่อก็ยืนยันว่ามี คนที่ไม่เชื่อก็ยืนยันว่าไม่มี

ส่วนตัวผม ผมเชื่อว่าคนเราถูกกำหนดโดยอะไรบางอย่างจริงๆครับ แต่ว่าเราสามารถเลือกได้ว่าจะให้ชีวิตเป็นไปในทางไหน (แม้ว่าจะพูดได้ว่าการเลือกนั้นก็ถูกกำหนดมาเหมือนกันก็เถอะ)

ส่วนนึงที่อะไรที่เกิดแบบไม่ตั้งใจมันฝังใจเรามากกว่า (ไม่ได้ตั้งใจจะรู้จักเขาเลยนะวันนั้น ดันได้มาเป็นแฟนกันซะนี่) ผมว่ามันเกิดเพราะ "ความไม่คาดหวัง"ครับ แต่เรื่องมันดันเกิดขึ้น มันก็เลยประทับใจกว่า "กะไว้แล้วต้องเป็นแบบนี้"

อ่ะ โพสต์ไปเป็นงงๆ 55+ จบละกันครับ

#13 By Rath จริงๆ (125.26.147.16) on 2007-02-04 00:07

ความหมายของ Soul mate...
คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหม
porpoo6@hotmail.com

#14 By ปอปู (58.137.7.101) on 2008-05-08 11:05