.

ในที่สุดการสอบปลายภาคของผมก็สิ้นสุดลงเสียที ได้กลับมานั่งประจำการอยู่หน้าคอมที่คุ้นเคยอีกครั้ง...เรื่องของอนาคตจะเป็นอย่างไร คงต้องพักเอาไว้ก่อนน่ะนะครับ เอาเป็นว่า ขอขอบพระคุณจากใจ กับทุกแรงเชียร์จากเพื่อนๆ ที่ทำให้ผมอดทนได้จนถึงสอบเสร็จนี่ครับ

วันนี้นึกครึ้ม อยากเล่าหนังซีรีย์ญี่ปุ่นดีๆให้เพื่อนๆฟังซักเรื่องนึง เป็นเรื่องของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง กับโรคร้าย ที่เธอต้องเผชิญหน้า และกอดรัดมันไว้อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง...จนกว่าจะถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิตที่แสนทรมาน...

1 Litre of Tears

ซีรีย์ความยาว 11 ตอนจบนี้ สร้างจากเรื่องจริงของเด็กหญิงชาวญี่ปุ่นวัย 15 ปี ที่ป่วยเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ชื่อว่า "Spinocerebellar ataxia" ที่ทำให้เกิดการเสื่อมสลายของสมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวและการทรงตัว

ผู้ป่วยโรคนี้จะเริ่มมีความผิดปกติในการขยับร่างกายส่วนต่างๆทีละเล็กทีละน้อย ก่อนที่อาการจะเริ่มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ การกะระยะจะเริ่มผิดเพี้ยน การควบคุมกระบวนการที่ละเอียดอ่อนจะเริ่มมีปัญหา ความแม่นยำจะเริ่มถดถอย...ท้ายที่สุด แม้การใช้ชีวตประจำวันธรรมดา ก็ไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง...ได้แต่เพียงอาศัยรถเข็น และคนดูแลอย่างใกล้ชิดเท่านั้น

...และที่โหดร้ายก็คือ แม้ในปัจจุบัน โรคนี้ก็ยังไร้ทางรักษา

คิโตะ อายะ ได้รับรู้ความจริงอันโหดร้ายนี้ เมื่อครั้งเธอมีอายุเพียงแค่ 15 ปีเท่านั้น...ราวกับประกาศิตที่ฟาดลงมาอย่างรุนแรงบนไหล่เล็กๆของสาวน้อย...ใครจะไปรู้ว่า สายตาที่มีอายุเพียงแค่สิบกว่าปี จะมองไป ณ ที่ใด ในโลกที่ดูเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคย...ในละครที่เธอรู้ว่าตอนจบจะโศกเศร้าเพียงไร...ในชีวิตที่เธอรู้ว่า น้ำตา ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย...

อายะตัดสินใจที่จะ "มีชีวิต"อยู่ต่อ จวบจนวันสุดท้าย เธอต่อสู้ดิ้นรนกับอุปสรรคนานัปการ ที่เริ่มต้นเข้ามาเบียดเบียนการใช้ชีวิตของเธอทีละนิดๆ เธอเลือกที่จะต่อสู้กับศัตรูที่ไม่มีทางเอาชนะได้ เพราะเธอไม่ได้หวังว่า ตอนจบของละครชีวิตบทนี้ จะต้องเปี่ยมไปด้วยความสุข แต่อย่างน้อยที่สุด เธอก็มีความสุข และดื่มด่ำกับทุกๆช่วงวินาที ก่อนที่ม่านแดงบนเวที...จะถูกปิดลง

อายะได้เขียนบันทึกประจำวันไว้อย่างละเอียด ทั้งการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ปัญหาที่เริ่มเกิดขึ้นในแต่ละวัน เธอเริ่มมีความผิดปกติในการกะระยะการหยิบจับของ เริ่มควบคุมการเคลื่อนไหวของแขนและขาไม่ได้ดังใจ จากเด็กน้อยสดใส นักกีฬาที่มีอนาคตไกล ห้อมล้อมไปด้วยเพื่อน มีความฝัน มีคนรัก...ทุกอย่างกลับกลายเป็นเหมือนภาพฝันที่แสนห่างไกล...

เธอเขียนบันทึกอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเพราะจากคำแนะนำของหมอเจ้าของไข้ ที่ต้องการให้เธอรายงานความเปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน และอีกส่วนหนึ่ง เพื่อตอกย้ำกับตัวเองว่า จะไม่ยอมแพ้...จวบจนวันที่เธอไม่สามารถที่จะจับปากกาได้อีกต่อไป...

บันทึกของเธอถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือในชื่อ 1 Liter of tears ที่ถ่ายทอดทั้งกำลังใจ ความสุข และความขมขื่น ส่งผ่านชีวิตอันแสนสั้นของเธอ และทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนได้ตระหนักว่า "ความสุข" ที่แท้จริงของชีวิต เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเพียงไร...โลกกลมๆใบเดิมๆ ที่หลายคนบ่นด่าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สามารถงดงามได้เพียงไร ในมุมมองของผู้ที่รู้ตัวว่า จะมีเวลาชื่นชมมันอีกได้แค่เพียงไม่นาน...

นอกจากความประทับใจในความมุ่งมั่นของเด็กน้อยแล้ว คำถามที่เกิดขึ้นกับผม เมื่อได้ชมซีรีย์นี้ก็คือว่า ทำไม หลายครั้งที่คนเรา ไม่ได้เห็นความดีของสิ่งรอบตัว เมื่อถึงเวลาที่สายเกินไปเสียแล้ว?

ทำไมเพิ่งจะเห็นประโยชน์ของการงดสูบบุหรี่ เมื่อพบว่าเป็นมะเร็ง

ทำไมเพิ่งจะเห็นความสำคัญของการรักษาสุขภาพ เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นโรคร้าย

ทำไมเพิ่งจะเห็นความดีของเพื่อน เมื่อต้องจากลากันไปคนละเส้นทาง

ทำไมเพิ่งจะตระหนักถึงความหมายของคนรัก เมื่อเขาได้หนีไปหาคนอื่น

ทำไมเพิ่งจะเห็นคุณค่าของคนสำคัญ เมื่อได้มานั่งอยู่ในงานศพเพียงคนเดียว

...บางครั้ง เมื่อใกล้ชิดกันมากเข้า อยู่ด้วยกันนานเข้า "ความเคยชิน"ก็เข้ามาบดบังเนื้อแท้ที่อยู่ข้างใน...เราเหนื่อยหน่ายกับเหตุการณ์เดิมๆ ภาพเดิมๆ คนเดิมๆ โดยที่แทบไม่ได้มองย้อนไปถึงจุดเริ่มต้น ว่าโดยแก่นแท้แล้ว คนหรือของเหล่านั้น มีความหมายต่อตัวเรามากเพียงไร...

อายะจัง เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้ ที่เธอไม่เคยเปลี่ยนจุดยืนของเธอแม้แต่น้อย เธอมีความสุขกับทุกวินาทีของชีวิตของเธอเสมอมา เธอตระหนักถึงความสำคัญของผู้คนรอบข้างไม่ได้ขาด แม้เมื่อรู้ตัวว่าเป็นโรคร้าย โลกของเธอก็ไม่ได้มืดมนหรือจบสิ้นลง ตรงกันข้าม มันกับสว่างใสวยิ่งกว่าเคย และทำให้เธอพยายามอย่างสุดความสามารถ ที่จะจดจำภาพเหล่านี้ให้นานเท่านาน...

น้ำตาที่ไหลออกมาไม่ได้หยุดนั้น จะสื่อถึงเพียงความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส หรือจะสื่อถึงความเปี่ยมสุข ที่ได้ก้าวข้ามผ่านจิตใจของตัวเองอย่างสุดความสามารถ...ตัวคุณเองเท่านั้น ที่จะให้คำตอบสุดท้ายนี้ได้

อย่ามองข้ามความสำคัญและคนสำคัญที่อยู่ใกล้ตัวคุณนะครับ เพราะใครจะรู้ว่า ทั้งเรา ทั้งเขา จะได้ร่วมใช้ชีวิตด้วยกันบนโลกใบนี้ ไปอีกนานเพียงไร...

.

รักทุกช่วงเวลาที่เหลืออยู่

รักคนอ่านครับ *_*//

ปล. ผมเริ่มสนใจเรื่องนี้จากที่มีคนแนะนำในบอร์ด all-final และได้รู้ว่า บางครั้งการมาหาดูอะไรหลังกระแส มันช่างลำบากจริงๆ ต้องขอบคุณนู๋พิงค์เพื่อนของผม ที่อุปถัมภ์ dvd เรื่องนี้ด้วยนะครับ

ผู้ที่สนใจ (และไม่สามารถหาคนปล่อย bit ได้เหมือนกับผม = =") สามารถชมซีรีย์นี้ทั้ง 11 ตอนได้จากเวป Youtube นะครับ

ปล.2 เอริกะจัง ดารานำแสดง...น่ารักมั่กๆ !!

ปล.3 คราวหน้า ผมจะอัพรีวิวผลงานโปรดของ Clamp เรื่องหนึ่ง ใครรู้จักนักเขียนกลุ่มนี้ ลองเดาเล่นดูนะครับ ว่าจะเป็นเรื่องอะไร...

ปล.4 และทำไม..คนเราเพิ่งจะมาเห็นความหมายของการมีชีวิตอยู่ได้...เมื่อต้องเข้าสอบนรก 9 วัน 7 วิชา...

...อ่านเรื่องย่อแล้วนึกถึง AIR ขึ้นมาแฮะ

ทั้งช่วงอายุของตัวเอก โรคที่รักษาไม่ได้ ทั้งบันทึกประจำวัน ทั้งทัศนคติในการใช้ชีวิตช่วงที่เหลืออยู่

ไว้"ว่างๆ" จะไปหามาดูนะครับ (' ')"

ตอนนี้ผมคงต้องเคลียร์เรื่องการเลือกหัวข้อ "1 semester of thesis" ของผมซะก่อน...
Nostalgiaaaaaaaaa...Soulmate

ทิ้งช่วงนานไปหน่อย อยากจะบอกว่า ประทับใจทุกคอมเมนท์เมื่อ 2 เอนทรีก่อนมากครับ ตอบกันจริงจังและยาวเหยียดเลย อ่านไปยิ้มไปเลยครับ ความเห็นเหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง ผมคงไม่สามารถสรุปรวบยอดถูกผิดอะไรได้ แต่ได้อ่านทุกๆความเห็นแล้ว ข้าน้อยเปิดหูเปิดตาได้มากจริงๆ

ภาค 2 จะไว้ทีหลังนะครับ มีหนังจะเล่าให้ฟัง (อีกแล้ว)

ปล. พี่ปูทันรีเควสมุขตลกไว้เมื่อเอนทรีที่แล้ว ต้องขออภัยที่ต้องต๊ะไว้ก่อน เพราะตอนนี้คิดมุขไม่ออก เล่นไปจะแป๊กซะปล่าวๆ...แป๊กที่เป็นผงๆน่ะครับ...

#2 By Zieghart on 2007-02-16 21:00

^
^
นั่นมันแป้ง!!

#วูบบบบบบ#

เอ๊ะ รู้สึกเหมือนเห็น DejaVu

เข้ามาบอกว่าลืมแสดงความยินดีที่สอบเสร็จ
และเข้ามาบอกว่า Zieghart ลืมดูเอนทรี่ในบล็อกผมไปตั้งสองเอนทรีี่่แน่ะ ฮ่ะๆ ^^
อ่านแล้วรู้สึกว่าน่าดูจังฮับ...
...ตอนนี้ อยู่ในภาวะที่มีน้ำตาเมื่อเวลาที่ไม่อยากมี และหาน้ำตาไม่ได้ในยามที่อยากร้องไห้แทบขาดใจฮับ...
...อ่ะ ฟังดูเว่อร์จริงฮับ - -

#4 By DDP on 2007-02-16 21:38

แม้จะเห็นคุณค่าเมื่อตอนที่ต้องสูญเสีย อย่างน้อยก็ดีกว่ามองไม่เห็นคุณค่าเลยว่ามั้ย ???

ชีวิตเป็นสิ่งที่มีค่า, ไม่ว่าจะเป็นชีวิตที่เรารักหรือเกลียดก็ตาม, การมีชีวิตอยู่ถือเป็นรางวัลสูงสุดของสิ่งทั้งปวงในโลกนี้ ถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อย ท้อแท้ไปบ้าง แต่ถ้ายังคงมีชีวิตอยู่ วันใหม่ก็เริ่มต้นและสานต่อได้ต่อไปเรื่อยๆ ตราบสิ้นลมหายใจ

อย่ารอให้เป็นโรค "มาฆาโดโจเซฟ Machado - Joseph" อย่างที่นางเอกของเรื่องเป็นเลยครับ (นึกถึงหน้า องจินตนาลอยมา....)

#5 By รัตนาดิศร on 2007-02-16 23:38


เหมือนเคยได้ยิน แต่ไม่ค่อยได้ดูหนังสัญชาติเอเชียเท่าไหร่เลยอะ เลยพลาดหนังดีๆไปเยอะ

ในนิยายเรื่องนึงของ ว.วินิจฉัยกุล เขาว่า คนใกล้ตัวก็เหมือนเสื้อผ้าที่ต้องใส่ทุกวัน เสื้อผ้าที่ใส่ทุกวันนี่ไม่ค่อยมีใครประคบประหงมหรอกจริงปะ

ส่วนเสื้อผ้าที่นานน้าน..น ใส่ทีนึง อย่างชุดใหญ่ ชุดพิเศษ ไรเงี้ย เก็บไว้อย่างดีในตู้ รีดซะเรียบ

เหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ต้องขยันหมั่นเตือนตัวเอง

ว่าอย่าลืมใส่ใจสิ่งใกล้ๆ แต่ว่ามักจะถูกลืมทิ้งไว้ ไกลหัวใจ :)

#6 By VC (58.8.124.192) on 2007-02-17 10:10

เวลาเห็นหลาย ๆ คนที่สามารถใช้เวลาที่ตนเองมีอยู่อย่างจำกัดสร้างความสุขให้ตัวเองและคนรอบข้าง...แล้วรู้สึกมีกำลังใจสู้ต่อขึ้นแยะเลยนะ

เราเองก็เพิ่งมาเห็นค่าของ "เวลา" ก็ตอนสอบวิชา Clinical pathology ที่เต็มไปด้วยโจทย์ประวัติผู้ป่วยอันยาวเหยียดนี่แหละ...

เอ๊ย...ไม่ใช่

ก็ตอนเรียนหมอนี่แหละ

เพราะเราได้มีโอกาสเห็นเพื่อน ๆ หลายคนที่นอกจากจะไม่ย่อท้อต่อการเรียนที่หนักหน่วงแล้ว, พวกเขายังไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง ทั้งยังรู้จักปรับแนวคิดและวิถีชีวิตให้สามารถเรียนได้อย่างมีความสุข

อืม...เราเองก็พยายามอยู่นะ

การใช้เวลาทุก ๆ วินาทีได้อย่างมีประสิทธิภาพ...นี่แหละคือบดทดสอบคุณค่าของความเป็นมนุษย์

#7 By Highwind on 2007-02-17 10:13

โอ้ น่าดูแฮะ ถ้าหาซื้อได้จะลองหามาดูค่ะ >.<
นางเอกน่ารัก

ชอบเรื่องที่ดราม่าๆด้วยล่ะค่ะ

เรื่องที่มองข้ามสิ่งใกล้ๆตัวแต่มาเห็นความสำคัญตอนที่จะเสียมันไปนี่ ้ราว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาเลยล่ะค่ะ เพราะสิ่งใกล้ๆตัวมันมีอยุ่มากมายมั้งคะ ก็เลยมองข้ามไปบ้าง แล้วก็ไม่รุ้ว่าจะให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่าด้วย

#8 By ::Materia Hunter::^^ on 2007-02-17 14:51

ไม่ได้ปฏิเสธว่าเรื่องนี้น่าดู แต่หลังๆแนวนี้ก็ออกมาเยอะเช่นกันครับ

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าคนเหล่านี้น่าทึ่งมากๆ ตอนที่ผมกำลังพิมพ์คอมเม้นท์นี่ ผมกำลังไม่สบายอยู่ เพิ่งฟื้นจากการนอนพักไข้ทั้งวัน ตอนที่ผมนอน ผมก็คิดว่า ขนาดเป็นไข้ปรกติฉันยังทรมานขนาดนี้เลย ทั้งปวดหัวทั้งตัวร้อน ปวดไปหมด แต่คนที่เจอโรคร้ายกว่านี้เขาจะรู้สึกยังไง การทำใจให้สดใส สู้โลกสู้ชีวิตได้โดยที่ร่างกายตัวเองบีบให้ตัวเองเจ็บปวดทรมานเรื่อยๆตลอดเวลา ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เด็กผู้หญิงคนนี้สูญเสียการใช้ชีวิตในแต่ละวันไปทีละน้อยๆแต่ก็ยังอยู่สู้ ผมว่าลึกๆแล้วเขาเข้มแข็งกว่าผมที่เป็นผู้ชายแท้ๆร้อยเท่าเลยนะ

มีคำนึงที่รู้สึกคุณ Zieghart จะพูด และตรงกับที่ผมเคยเขียนให้ตัวเองด้วย คือ เราจะรู้ค่าของสิ่งที่เรารักเมื่อมันจากเราไป นั่นสิ ทำไมต้องเป็นอย่างนั้นนะ ที่เห้นชัดที่สุดก็พอ่แม่เรามั้ง กว่าจะสารภาพว่าผมรักแม่ที่สุดก็ตอนงานศพ (ไม่ใช่ผมนะ พ่อแม่ผมยังอยู่ แต่ผมได้ยินเรื่องนี้มาเยอะมากเหมือนกัน)

สุดท้ายขอบคุณที่เม้นท์บล็อกผม เชื่อเหมือนกันครับ วันนี้ที่ผมกลับไปมองอดีตนั้น บางทีผมก็ขำ ว่าเรานี่เก่งจริงๆ ทำได้ทุกอย่าง อึดแสะอึด ถึกแสนถึก ทำไปได้ยังไง และที่สารภาพออกมาก็เพราะว่าตัวเองทำใจได้แล้วน่ะครับ

#9 By Evan Yzac -- The Crow on 2007-02-17 18:11

ท่าทางน่าจะเศร้าได้ใจ
นางเอกนารักดีนะ
ว่าแต่รูปที่ 3 ฉากหลังเหมือนเรื่องอะไรในบล๊อกเจ๊บีนา

#10 By ~TestsuTo~ テッツト on 2007-02-18 04:13

แอบอ่านมานาน กด link หลงเข้ามาเจอหลายหนแล้วครับ กับ blog นี้



ใจชื้นที่รู้ว่าตัวเองไม่ใช่นักศึกษาแพทย์คนเดียวที่เขียน blog

เพิ่งไปอ่านเจอว่าเป็นเด็กสวนฯ อยู่ pre clinic ก็น่าจะรุ่น 120 ต้นๆ ใช่ไหม พี่อยู่ clinic แล้วเป็น osk 119


ramy_cu@hotmail.com
อย่างไรก็ add มาคุยนะครับ
เด็กสวนฯ เรียนหมอ ชอบเขียน ชอบอ่าน ไร้สติเป็นบางเวลา แบบนี้ คงคุยกันสนุกทีเดียว

#11 By ราม (125.26.141.244) on 2007-02-18 17:16

ตกลงว่านางเอกเป็นโรคอะไรกันแน่นะ
ในหนังว่าเป็นโรคชื่อ
spinocerebella degeneration disease
หรือว่าเป็น
spinocerebella ataxia
หรือมันคือโรคเดียวกัน
แต่โรคนี้เป็นautosomal dominantนี่นา
ทำไมพ่อแม่ พี่น้องคนอื่นไม่เป็นหละ
หรือว่าจะเป็น.....new mutation
หรือพ่อแม่จะเป็นcomplete penetrance
โฮย ช่างมันละกัน
ปล.แต่นางเอกของเราไม่มีอาการตาโปนนะ
ยังคงน่ารักงดงาม เสมอ(ละลาย)
ปล.2 เพลง only humanของคุณK
ฟังแล้วใจละลาย

#12 By mutsuki on 2007-02-18 22:25

เราดูเรื่องนี้รวดเดียวจบไปตอนช่วงสอบอ่ะ (ย้ำ !! ช่วงสอบไฟนอล เพราะมันสุดแสนจะเบื่อ ก้อเลยนั่งดูซะเลย) เราสูบจาก youtube มาดูแหละ ไม่ค่อยชัดเลยแต่ก้อนั่งซึ้งน้ำตาร่วงทั้งเรื่อง

จะว่าไป เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่เราชอบสุดๆ เพราะได้เห็นในหลายๆ แง่มุม ทั้งครอบครัว เพื่อน คนรัก แล้วก้อหมอ-คนไข้ อยากแนะนำให้คนอื่นดูกันเยอะๆเหมือนกัน

ชอบบบบบบบบบบบบ นางเอกน่าร๊ากกกกกกกกกก แต่ตอนแรกหงุดหงิดมาก เพราะพระเอกไม่หล่อ 555+ แต่ดูไปดูมา ก้อเท่ดีเหมือนกัน (เพราะบทมันดีอ่ะนะ)

PS only human ฟังแล้วเศร้าสุดๆ

#13 By LiTt|e`r3d`r|diNg`h0od (202.28.180.201 /10.7.57.145) on 2007-02-24 16:31

สอบเสร็จแล้วคร้าบบ มาเยี่ยมๆ

พี่มาเขียนแบบนี้ ผมเลยได้ไปหามาดูเลยครับ 55+ เดี๋ยวไว้ดูแล้วเป็นยังไงผมจะเขียนถึงในบลอกละกันนะครับ

(นี่ถ้าไม่มีรูปนางเอกมาเนี่ย ผมจะไม่กระตือรือร้นขนาดนี้เลยนะครับเนี่ย 55+) แต่ก็รู้อยู่ว่าเรื่องที่พี่มาแนะนำแต่ละเรื่องมันก็สุดๆจริงๆน่ะแหละ

#14 By Rath (203.113.15.246 /125.26.140.93) on 2007-03-02 01:15

สวัสดีค่ะ

เราไม่รู้ว่าคุณจะได้อ่านมันไหมนะ
แต่เราก้อยากเม้นไว้นะ

เพราะว่าเราชอบเรื่องนี้มากเหมือนกัน
เราเจอบล็อกของคุณโดยบังเอิญ(เค้าเรียกกันว่าบล็อกรึเปล่าอ่ะ-*-)
เพราะเราสนใจหนังเรื่องนี้เป็นพิเศษเลยจดชื่อโรคไว้เพื่อที่จะไปหา
พอพิมในกูเกิ้ล

มันก้ขึ้นของคุณอันแรกเลย



เราได้ดูเรื่องนี้แล้วก้เสียน้ำตาไปเกิน1ลิตรอีกนะ555+

มันเป็นเรื่องที่ดีมากๆๆเลย

เชื่อไหมว่าเรื่องนี้ทำให้เราอยากอ่านหนังสือเรียนขึ้นมาทันที อยากเอนท์ให้ติดตามที่ตั้งใจไว้

เพราะขนาดอายะจังเองที่เพียงต้องการแค่เป็นคนปกติยังยากลำบากเลยเนอะ?

แค่อ่านหนังสือแค่นี้คงไม่ลำบากไปหรอก

เราอยากถามคุนว่าหนังสือเล่มนี้มันมีแปลเป็นไทยแล้วมีขายไหมเราอยากอ่านจังเลย

เราอ่าดูหนังมาเยอะมากเหมือนกัน(เฉพาะเกาหลี-ญี่ปุ่นอ่านะ)
แต่เรื่องนี้เราดีใจที่มันยังมีคนอีกหลายคนได้ดู
เรามีเป็นดีวีดี ชัดดี ถ้าเราไปยื่นให้ช่อง3 5 7 9 เนี่ยเค้าจาเอาไปเปิดไหมนะถ้าไปเปิดได้ก็คงดีเพราะมันคงทำให้คนอีกหลายคนรู้สึกว่าตนเองมีค่าอยู่

โอ๊ะๆๆ เราโม้มาไปและๆๆ
ไปและนะจ๊ะ
เพื่อนหนังคนใหม่
ว่างๆก้มาคุยกันได้นะ ---------Honest_t1@hotmail.com

#15 By ตั้ว ค่า (125.25.144.163) on 2007-03-22 20:19

ได้อ่านครับผม ขอบคุณที่เข้ามาเมนท์จ้า

เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องโปรดของผมเหมือนกันครับ เพราะส่วนตัวแล้ว ชอบนิยายหรือหนังประมาณที่ว่า เติบโตจากจุดที่ดูไร้ทางออกที่สุด ชีวิตจริงของผม ก็อยากทำให้ได้อย่างคนเหล่านี้เหมือนกัน...

แว่วๆว่า ITV ก็เอาเรื่องนี้มาฉายไม่นานนี้นะครับ? แถมอีกไม่นานจะมีตอนพิเศษด้วย รอดูละกันนะครับผม

ไม่ทราบว่าน้องตั้ว(น้องใช่มั๊ยครับ? ไอ้ผมก็อยุ่มหาลัยมาหลายปีแล้วซะด้วยสิ ) สนใจอยากเอนท์เข้าสาขาไหนหรอครับ ถ้าสนใจทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ก็พอจะมีอะไรแนะนำได้บ้างเหมือนกัน

สนใจก็ add เอมมาได้นะครับ ไม่อยาก add เอง เพราะรู้ตัวเลยว่า ไม่ค่อยมีเวลาเล่น msn ซะแล้ว...

ปล.ตอนนี้ผมกลับเป็นฝ่าสงสัยเองแล้วสิ ว่าน้องตั้วจะได้อ่าน rep.ผมไหม

#16 By Zieghart on 2007-03-23 21:48

ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นโรคนี้ พอดูแล้วร้องไห้เลย ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยร้องไห้สงสารคนที่เป็นเช่นเดียวกัน คิดว่าชีวิตนี้สั้นนัก จงทำดีกับคนที่คุณรัก ผมโทรกลับบ้านวันรุ่งขึ้น พ่อถามว่ายังเดินได้อยู่มั๊ย แค่นั้นแหละน้ำตาซึมเลย ผมไม่พูดอะไรจนสายตัดไป กลัวพ่อเสียใจพ พ่อผมเป็นอัมพฤก แม่ผมเป็นโรคนี้แหละ ตอนนี้พี่สาวบอกว่าแม่พูดไม่ได้แล้ว
พี่สาวผมก้อเป็นแต่พึ่งเริ่ม พี่สาวผมสู้ ผมคิดอยู่ว่าจะให้พี่สาวดูเรื่องนี้มั๊ยกลัวพี่สาวท้อเหมือนผม แต่ตอนนี้ผมคิดได้แล้วผมจะพยายามเดินด้วยขาของตัวเอง จนวินาธีสุดท้าย แต่ผมยังโชคดีที่ตอนนี้ยังเดินได้อยู่แม้ว่า อีกไม่ถึงสิ้นปี ก้ออาจจะเดินไม่ได้ แต่ไม่เป็นไร จงมองคนที่เป็นหนักกว่าเราแล้วจะรู้สึกว่าเรายังโชคดี
แต่พอคิดถึงที่ไรก้อน้ำตาไหลทุกที ถึงว่า เค้าถึงตั้งชื่อว่า 1 Litre of Tears ร้องไห้ทุกวันเป็นเวลา 5 ปี แค่เขียน comment นี้น้ำตาก้อไหลไม่ยอมหยุด
อยากให้เค้าเอาฉายที่เมืองไทยจัง คนจะได้รู้ว่าผมไม่ได้เมา

#17 By อนุกูล (218.111.143.98) on 2007-04-10 18:21

ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณอนุกูล

จากสายอาชีพที่ผมศึกษาอยู่ ทำให้ผมมีโอกาสได้เรียน ได้เห็น ผู้คนมากมายที่ทั้งเจ็บไข้ได้ป่วย และก็อาจจะโชคดีน้อยกว่าคนอื่น ที่ไม่ได้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์

ผมรู้สึกชื่นชมคุณอนุกูลจากใจจริงครับ ที่ตัดสินใจที่จะสู้ต่อ เพราะผมเอง ก็เพิ่งตระหนักได้ไม่นานมานี้เองด้วยซ้ำ ว่าชีวิตคนเรา มีค่ามากขนาดไหน และเราไม่ควรใช้มันอย่างไร้ค่า

ผมเชื่อว่า...การมองเห็นคุณค่าของชีวิตตัวเอง และตั้งใจเดินไปอย่างสุดความสามารถ เป็นหลักฐานว่า ตัวเราเป็น "มนุษย์" ที่สมบูรณ์คนหนึ่งแล้วครับ

น้ำตาไม่ใช่เครื่องแสดงความอ่อนแอ แต่มันเหมือนสิ่งที่พัดความโศกเศร้าของเราให้ไหลทิ้งไป...แล้วสุดท้าย มุมมองที่เรามองโลก ก็จะเปลี่ยนไปในรูปแบบที่ดีขึ้น

...แม้ร่างกายไม่เอื้ออำนวย แต่จิตใจของเรายังไม่ยอมแพ้ นั่นนับว่าเป็นเรื่องที่วิเศษมากๆครับ

ขอให้คุณอนุกูลมีความสุขกับชีวิตของตัวเองให้มากๆ เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนอีกมากที่กำลังท้อแท้กับชีวิตตัวเองนะครับ

#18 By Zieghart on 2007-04-10 21:58

อยากบอกว่าดูแล้วค่ะ ช่างเศร้าได้ใจจิงๆ

#19 By เนกิจัง (124.120.219.215) on 2007-04-30 22:59