25: My litre of tears - ความหมายของหยดน้ำตา และคุณค่าของการมีชีวิต
posted on 16 Feb 2007 20:46 by zieghart in My-Sight.
ในที่สุดการสอบปลายภาคของผมก็สิ้นสุดลงเสียที ได้กลับมานั่งประจำการอยู่หน้าคอมที่คุ้นเคยอีกครั้ง...เรื่องของอนาคตจะเป็นอย่างไร คงต้องพักเอาไว้ก่อนน่ะนะครับ เอาเป็นว่า ขอขอบพระคุณจากใจ กับทุกแรงเชียร์จากเพื่อนๆ ที่ทำให้ผมอดทนได้จนถึงสอบเสร็จนี่ครับ
วันนี้นึกครึ้ม อยากเล่าหนังซีรีย์ญี่ปุ่นดีๆให้เพื่อนๆฟังซักเรื่องนึง เป็นเรื่องของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง กับโรคร้าย ที่เธอต้องเผชิญหน้า และกอดรัดมันไว้อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง...จนกว่าจะถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิตที่แสนทรมาน...

1 Litre of Tears
ซีรีย์ความยาว 11 ตอนจบนี้ สร้างจากเรื่องจริงของเด็กหญิงชาวญี่ปุ่นวัย 15 ปี ที่ป่วยเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ชื่อว่า "Spinocerebellar ataxia" ที่ทำให้เกิดการเสื่อมสลายของสมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวและการทรงตัว
ผู้ป่วยโรคนี้จะเริ่มมีความผิดปกติในการขยับร่างกายส่วนต่างๆทีละเล็กทีละน้อย ก่อนที่อาการจะเริ่มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ การกะระยะจะเริ่มผิดเพี้ยน การควบคุมกระบวนการที่ละเอียดอ่อนจะเริ่มมีปัญหา ความแม่นยำจะเริ่มถดถอย...ท้ายที่สุด แม้การใช้ชีวตประจำวันธรรมดา ก็ไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง...ได้แต่เพียงอาศัยรถเข็น และคนดูแลอย่างใกล้ชิดเท่านั้น
...และที่โหดร้ายก็คือ แม้ในปัจจุบัน โรคนี้ก็ยังไร้ทางรักษา

คิโตะ อายะ ได้รับรู้ความจริงอันโหดร้ายนี้ เมื่อครั้งเธอมีอายุเพียงแค่ 15 ปีเท่านั้น...ราวกับประกาศิตที่ฟาดลงมาอย่างรุนแรงบนไหล่เล็กๆของสาวน้อย...ใครจะไปรู้ว่า สายตาที่มีอายุเพียงแค่สิบกว่าปี จะมองไป ณ ที่ใด ในโลกที่ดูเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคย...ในละครที่เธอรู้ว่าตอนจบจะโศกเศร้าเพียงไร...ในชีวิตที่เธอรู้ว่า น้ำตา ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย...
อายะตัดสินใจที่จะ "มีชีวิต"อยู่ต่อ จวบจนวันสุดท้าย เธอต่อสู้ดิ้นรนกับอุปสรรคนานัปการ ที่เริ่มต้นเข้ามาเบียดเบียนการใช้ชีวิตของเธอทีละนิดๆ เธอเลือกที่จะต่อสู้กับศัตรูที่ไม่มีทางเอาชนะได้ เพราะเธอไม่ได้หวังว่า ตอนจบของละครชีวิตบทนี้ จะต้องเปี่ยมไปด้วยความสุข แต่อย่างน้อยที่สุด เธอก็มีความสุข และดื่มด่ำกับทุกๆช่วงวินาที ก่อนที่ม่านแดงบนเวที...จะถูกปิดลง
อายะได้เขียนบันทึกประจำวันไว้อย่างละเอียด ทั้งการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ปัญหาที่เริ่มเกิดขึ้นในแต่ละวัน เธอเริ่มมีความผิดปกติในการกะระยะการหยิบจับของ เริ่มควบคุมการเคลื่อนไหวของแขนและขาไม่ได้ดังใจ จากเด็กน้อยสดใส นักกีฬาที่มีอนาคตไกล ห้อมล้อมไปด้วยเพื่อน มีความฝัน มีคนรัก...ทุกอย่างกลับกลายเป็นเหมือนภาพฝันที่แสนห่างไกล...

เธอเขียนบันทึกอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเพราะจากคำแนะนำของหมอเจ้าของไข้ ที่ต้องการให้เธอรายงานความเปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน และอีกส่วนหนึ่ง เพื่อตอกย้ำกับตัวเองว่า จะไม่ยอมแพ้...จวบจนวันที่เธอไม่สามารถที่จะจับปากกาได้อีกต่อไป...
บันทึกของเธอถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือในชื่อ 1 Liter of tears ที่ถ่ายทอดทั้งกำลังใจ ความสุข และความขมขื่น ส่งผ่านชีวิตอันแสนสั้นของเธอ และทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนได้ตระหนักว่า "ความสุข" ที่แท้จริงของชีวิต เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเพียงไร...โลกกลมๆใบเดิมๆ ที่หลายคนบ่นด่าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สามารถงดงามได้เพียงไร ในมุมมองของผู้ที่รู้ตัวว่า จะมีเวลาชื่นชมมันอีกได้แค่เพียงไม่นาน...
นอกจากความประทับใจในความมุ่งมั่นของเด็กน้อยแล้ว คำถามที่เกิดขึ้นกับผม เมื่อได้ชมซีรีย์นี้ก็คือว่า ทำไม หลายครั้งที่คนเรา ไม่ได้เห็นความดีของสิ่งรอบตัว เมื่อถึงเวลาที่สายเกินไปเสียแล้ว?
ทำไมเพิ่งจะเห็นประโยชน์ของการงดสูบบุหรี่ เมื่อพบว่าเป็นมะเร็ง
ทำไมเพิ่งจะเห็นความสำคัญของการรักษาสุขภาพ เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นโรคร้าย
ทำไมเพิ่งจะเห็นความดีของเพื่อน เมื่อต้องจากลากันไปคนละเส้นทาง
ทำไมเพิ่งจะตระหนักถึงความหมายของคนรัก เมื่อเขาได้หนีไปหาคนอื่น
ทำไมเพิ่งจะเห็นคุณค่าของคนสำคัญ เมื่อได้มานั่งอยู่ในงานศพเพียงคนเดียว

...บางครั้ง เมื่อใกล้ชิดกันมากเข้า อยู่ด้วยกันนานเข้า "ความเคยชิน"ก็เข้ามาบดบังเนื้อแท้ที่อยู่ข้างใน...เราเหนื่อยหน่ายกับเหตุการณ์เดิมๆ ภาพเดิมๆ คนเดิมๆ โดยที่แทบไม่ได้มองย้อนไปถึงจุดเริ่มต้น ว่าโดยแก่นแท้แล้ว คนหรือของเหล่านั้น มีความหมายต่อตัวเรามากเพียงไร...
อายะจัง เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้ ที่เธอไม่เคยเปลี่ยนจุดยืนของเธอแม้แต่น้อย เธอมีความสุขกับทุกวินาทีของชีวิตของเธอเสมอมา เธอตระหนักถึงความสำคัญของผู้คนรอบข้างไม่ได้ขาด แม้เมื่อรู้ตัวว่าเป็นโรคร้าย โลกของเธอก็ไม่ได้มืดมนหรือจบสิ้นลง ตรงกันข้าม มันกับสว่างใสวยิ่งกว่าเคย และทำให้เธอพยายามอย่างสุดความสามารถ ที่จะจดจำภาพเหล่านี้ให้นานเท่านาน...
น้ำตาที่ไหลออกมาไม่ได้หยุดนั้น จะสื่อถึงเพียงความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส หรือจะสื่อถึงความเปี่ยมสุข ที่ได้ก้าวข้ามผ่านจิตใจของตัวเองอย่างสุดความสามารถ...ตัวคุณเองเท่านั้น ที่จะให้คำตอบสุดท้ายนี้ได้
อย่ามองข้ามความสำคัญและคนสำคัญที่อยู่ใกล้ตัวคุณนะครับ เพราะใครจะรู้ว่า ทั้งเรา ทั้งเขา จะได้ร่วมใช้ชีวิตด้วยกันบนโลกใบนี้ ไปอีกนานเพียงไร...
.
รักทุกช่วงเวลาที่เหลืออยู่
รักคนอ่านครับ *_*//

ปล. ผมเริ่มสนใจเรื่องนี้จากที่มีคนแนะนำในบอร์ด all-final และได้รู้ว่า บางครั้งการมาหาดูอะไรหลังกระแส มันช่างลำบากจริงๆ ต้องขอบคุณนู๋พิงค์เพื่อนของผม ที่อุปถัมภ์ dvd เรื่องนี้ด้วยนะครับ
ผู้ที่สนใจ (และไม่สามารถหาคนปล่อย bit ได้เหมือนกับผม = =") สามารถชมซีรีย์นี้ทั้ง 11 ตอนได้จากเวป Youtube นะครับ
ปล.2 เอริกะจัง ดารานำแสดง...น่ารักมั่กๆ !!
ปล.3 คราวหน้า ผมจะอัพรีวิวผลงานโปรดของ Clamp เรื่องหนึ่ง ใครรู้จักนักเขียนกลุ่มนี้ ลองเดาเล่นดูนะครับ ว่าจะเป็นเรื่องอะไร...
ปล.4 และทำไม..คนเราเพิ่งจะมาเห็นความหมายของการมีชีวิตอยู่ได้...เมื่อต้องเข้าสอบนรก 9 วัน 7 วิชา...
Medicine & Series
Final Fantasy
Review
Mania
About Me

ขอบคุณที่เข้ามาเมนท์จ้า
ทั้งช่วงอายุของตัวเอก โรคที่รักษาไม่ได้ ทั้งบันทึกประจำวัน ทั้งทัศนคติในการใช้ชีวิตช่วงที่เหลืออยู่
ไว้"ว่างๆ" จะไปหามาดูนะครับ (' ')"
ตอนนี้ผมคงต้องเคลียร์เรื่องการเลือกหัวข้อ "1 semester of thesis" ของผมซะก่อน...
#1 By วลาดิมีร์ ปูทัน on 2007-02-16 20:54