.

พาฉันไปที...ณ แห่งหนใดที่หาใช่ที่นี่ พาฉันไปที

เจ้านกน้อยในกรงทอง

เจ้าวิหคที่มิอาจโผผิน

เจ้าปักษิณที่มิอาจหลั่งน้ำตา

เจ้าสกุณาผู้เดียวดาย

พาฉันไปที...อยากมีความสุขเหลือเกิน...

.

...ต่อเนื่องจากเอนทรีที่แล้วนะครับ หลังจากการสอบปลายภาคหฤโหดได้จบสิ้นลง...ผมได้รับวันหยุดอันมีค่าถึง 48 ชั่วโมงด้วยกัน และแล้ว...การติวเข้มก่อนสอบวัดความรู้วิชาชีพที่จะมีในต้นเดือนหน้าก็เริ่มต้นขึ้น...

ผมต้องเข้าห้องเลคเชอร์ตั้งแต่เช้าจรดเย็นอีกครั้งทั้งๆที่ยังไม่หายเหนื่อยเลยซักนิด เวลาแค่ 2 วัน เอาไปหายใจทิ้งก็หมดเสียแล้ว แต่ก็ยังเข้าครบทุกครั้งไม่ได้ขาด ในใจก็คิดซ้ำไปซ้ำมาแต่เพียงว่า จะเรียนบ้าอะไรนักหนาฟระ ตรูเหนื่อยนะโว้ยแสดดดดดด ยอมเหนื่อยตอนนี้ดีกว่าไปนั่งตามอ่านตามซ่อมทีหลัง...

อา...ชีวิตต้องดิ้นรนจริงๆ เผลอๆจบมาไม่ได้ทำงานจะลำบากกันไปใหญ่...

ตามที่เกริ่นไว้อาทิตย์ที่แล้วครับ ว่าจะมาพูดถึงผลงานโปรดเรื่องหนึ่งของนักเขียน Clamp นั่นก็คือเรื่องที่ชื่อว่า "CLOVER" ครับ....ไม่เคยอ่านไม่ใช่ปัญหาครับ วันนี้ผมจะเล่าให้ฟัง ^^

Clover

โลกในยุคไซเบอร์ที่ช่องว่างระหว่างข้อมูลที่เป็นนามธรรม กับวัตถุสิ่งของที่เป็นรูปธรรม เริ่มลดน้อยถอยลงทุกทีๆ ท่ามกลางเทคโนโลยีล้ำสมัยที่แม้แต่การเรียกใช้อาวุธขนาดใหญ่ขึ้นมาในเวลาชั่วพริบตา ก็เป็นเรื่องที่แสนจะธรรมดานั้นเอง ยังมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่เป็นผู้กุมอำนาจและการตัดสินใจทางกองทัพอยู่เบื้องบน นั่นคือเหล่า "วิซาร์ด" ทั้ง 5 ผู้ที่กล่าวกันว่ามีพลังยิ่งใหญ่ที่เรียกว่า "เวทมนตร์" อยู่ในมือ

น่าขำตรงที่ แม้วิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าไปขนาดไหน แต่พลังที่มาจากโลกแห่งจินตนาการเช่นเวทมนตร์นั้น กลับมีบทบาทมากถึงขนาดเป็นกำลังหลักของกองทัพ...ในที่สุด โครงการใหญ่ที่จะทำการคัดหาตัวเด็กน้อยผู้มีพรสวรรค์ทางเวทมนตร์นั้น ก็ได้เริ่มขึ้น ภายใต้ชื่อว่า " โคลเวอร์ ลีฟ โปรเจคน์"

เด็กมากมายนับไม่ถ้วน ถูกคัดมาทำการทดสอบคุณสมบัติเหนือมนุษย์ และถูกแบ่งระดับขั้นตามความสามารถที่มีอยู่ จัดเป็นกลุ่มตั้งแต่ "หนึ่งแฉก" ที่มีพลังเพียงน้อยนิด จนถึง "สี่แฉก" ที่มีพลังอันยิ่งใหญ่เกินกว่าที่วิซาร์ดทั้ง 5 จะสามารถต่อกรอะไรได้

ดูเป็นเรื่องที่ประชดประชันอยู่ไม่น้อย เมื่อมองกลับไปที่ชื่อของโครงการ ที่นำเอาดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของความสุข มาเป็นตัวสื่อความหมายถึงความสำคัญของเด็กๆเหล่านั้น ที่จะนำพาโชคและรอยยิ้มมาสู่อนาคตของผู้คน...

ซู (Suu) สาวน้อยตัวเอกของเรื่อง ผู้ที่มีคุณสมบัติเป็น "โคลเวอร์ 4 แฉก" เพียงหนึ่งเดียว กลับไม่สามารถแม้แต่จะสร้าง"ความสุข"ให้กับตัวเองได้ ด้วยเหตุผลที่ว่า ตัวเธอมีพลังอำนาจมากเกินกว่าที่จะเสี่ยงให้เธออยู่ในโลกภายนอก ทั้งเทคโนโลยี ข้อมูล และการทหาร ก็สามารถถูกพลิกโฉมหน้าได้อย่างง่ายดาย

และหาก"4แฉก" มีความรู้สึกผูกพันธ์เป็นพิเศษกับใคร ก็เหมือนกับว่า โลกใบนี้ ตกอยู่ในมือคนผู้นั้นเสียแล้ว...นี่คือเหตุผลที่ทำให้ เธอ ต้องถูกจับแยกตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยว...ตลอดไป

ภายในห้องกระจกทึ่ถูกแยกไปอย่างเดียวดาย ไม่มีใครเคยล่วงรู้ว่า สาวน้อยร่างเล็กผู้น่าสงสาร..."4แฉก"คนนี้ อ้างว้างเพียงไร เธอรู้สึกเช่นไรท่ามกลางโลกที่ไร้ผู้คน เธอได้ใช้พลังของเธอ ทำอะไรไปบ้าง ในห้องเล็กๆที่ไร้สัญญาณของชีวิตห้องนี้...

...ท้ายที่สุด เธอได้ตัดสินใจบางสิ่งบางอย่าง...

เธอได้ยื่นคำขอต่อวิซาร์ด ถึงความปรารถนาลับๆของเธอ เป็นครั้งแรก และครั้งสุดท้าย...นกน้อยที่ไม่เคยกระพือปีกตัวนี้ ต้องการที่จะออกสู่โลกกว้าง เพื่อพิสูจน์ให้ได้เห็นว่า...สัญลักษณ์แห่งความสุขเช่นเธอ ก็สามารถมีความสุขเป็นของตัวเองได้เช่นกัน...

จะพูดว่าเรื่อง Clover นี้เป็น"การ์ตูน" ก็อาจจะพูดได้ไม่เต็มปาก เพราะจากงานภาพ การลำดับตอน และการนำเสนอแล้ว ดูจะออกไปทาง"นิทานภาพ" ประกอบตัวหนังสือเสียมากกว่า เพราะผู้เขียนใช้รูปแบบเหมือนสไตล์ศิลปะจีน ที่เป็นการเล่นกับที่ว่างเป็นหลัก หน้ากระดาษหนึ่งหน้า อาจมีตัวละครอยู่เพียงส่วนเดียว ท่ามกลางฉากหลังที่ว่างเปล่า (มองในมุมกลับ...อาจเรียกว่างานเผาระดับเซียน) แต่จุดนี้กลับเป็นจุดเด่นของผลงาน ที่ทำให้ผมสะดุดตากับเรื่องนี้มาก ประกอบกับสาวน้อยตัวเอกของเรื่อง ที่เป็นบทพิสูจน์อีกนิยามของ"ความสุข"ได้อย่างน่าสนใจ

เรื่องราวของโคลเวอร์นี้ เปิดตัวที่ฉากพระเอกของเรื่อง ได้รับมอบหมายให้มารับตัว"4แฉก"คนสำคัญไปยังสถานที่ๆตัวเขาเองก็ไม่รู้จัก และก่อนจะรู้ว่า บทสรุปของเรื่องเป็นเช่นไร ก็ถึงตอนที่ทุกสิ่งทุกอย่างสายเกินแก้ไปเสียแล้ว...

แล้วเรื่องทั้งหมดก็จะย้อนกลับไปฉากในอดีตเพื่อชี้ที่มาที่ไปของเรื่อง ในเล่มที่ 3

แล้วเรื่องก็จะย้อนกลับไปฉากที่เก่ายิ่งกว่า ในเล่มที่ 4 เพื่อเติมเต็มสาระของเรื่อง

เมื่ออ่านจบทั้ง 4 เล่ม ผู้อ่านก็จะได้สารสำคัญ ที่นำเสนอผ่านชีวิตของ "โคลเวอร์" ครบทุกระดับ ตั้งแต่ 1 แฉก ไปจนถึง 4 แฉกในที่สุด...

เนื่องจากว่า ผลงานนี้ เต็มไปด้วยสัญลักษณ์และบทเพลงที่สามารถตีความหมายได้ต่างๆนานา ให้ใครมาเล่า ก็อาจจะตีความไปคนละทิศคนละทาง ว่าคนเขียนต้องการจะสื่ออะไร แต่อย่างน้อยที่สุด ก็มีแนวความคิดที่เด่นชัดมากๆอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งแสดงออกมาอย่างชัดแจ้ง...นั่นก็คือ...การตามหาความหมายของ "ความสุข" ของแต่ละผู้คนนั่นเอง

แคลมป์พยายามย้ำถึงความรู้สึกของเหล่าโคลเวอร์ทั้ง 4 แฉก ว่าต่างพยายามอย่างยิ่งยวด ที่จะ"สร้าง"ความสุข ให้กับใครซักคน...

พวกเขาและพวกเธอ พยายามอย่างมาก ที่จะ"เป็น"ความสุข ให้กับใครซักคน เป็นโคลเวอร์ 4 แฉก ที่จะสร้างรอยยิ้มให้กับคนที่ตัวเองรัก โดยที่ไม่เคยได้หันกลับมามองที่ตัวเองว่า ต่างก็เท่าเทียมกัน และต่างก็มีสิทธิ์ที่จะมีความสุขได้ด้วยกันทั้งนั้น

การอุทิศตัวเองให้คนอื่นมีความสุขนั้น เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม

การทำดีให้คนที่เรารัก มีรอยยิ้ม เป็นเรื่องที่แสนวิเศษ

แต่ถ้าสิ่งที่ทำไป ไม่สามารถทำให้ตัวเรายิ้มได้เช่นกัน มันก็ย่อมไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง

พุทธศาสนากล่าวไว้ว่า สิ่งใดทำแล้ว เราสุข เขาทุกข์ จงอย่าทำ

สิ่งใดทำแล้วเราทุกข์ เขาสุข ก็จงอย่าทำ

สิ่งใดทำแล้ว เราสุข และเขาก็สุข จงเพียรทำ

...ฟังดูเป็นอุดมคติเสียเหลือเกิน กับโลกที่แสนซับซ้อนใบนี้ แต่มันก็เป็นแรงบันดาลใจที่ดี เป็นแรงขับดันที่มีความหมาย ให้คนเราดิ้นรนที่จะทำดีอย่างมีเหตุผล

ทุกครั้งที่คุณจะมีความสุข ก็ลองหันมานึกถึงคนรอบข้าง ว่าเราทำให้เขาสุขด้วยได้หรือไม่?

ทุกครั้งที่คุณจะสร้างความสุข ก็ลองย้อนมามองตัวเอง ว่าเราก็สามารถสุขได้เฉกเช่นเดียวกันหรือไม่?

...ท้ายที่สุดแล้ว คนแรกที่ตระหนักได้ถึงจุดนั้น ก็คงจะสามารถทำให้ทุกๆคนยิ้มออกมาได้ และยิ้มให้กับตัวเองได้ซักวัน...

.

Happiness is all around

รักคนอ่านครับ ^^//

 

ปล. Clover เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เนชัน ออกมาแล้ว 4 เล่ม(เกือบ)จบ และ clamp ประกาศที่จะวาด"บทสรุป"เพิ่มเติมเมื่อมีโอกาส...(ประกาศจากเมื่อ 10 ปีก่อน)

แนะนำให้อ่านรวดเดียว 4 เล่ม เพื่ออรรถรสและความเข้าใจที่ต่อเนื่องครับ

ปล.2 แอบโดนเพื่อนกระแนะกระแหนว่า ชาติหนึ่งอัพบลอกที...ก็คงต้องแสดงจุดยืนว่า แม้เจ้าของบลอกจะไม่ได้ยุ่งมากมาย แต่ก็จะมาอัพตอนที่ว่าง ซึ่งปกติก็อาทิตย์ละครั้งนะ(ว้อย)

ปล.3 แล้ววันนี้ ตัวคุณเองสามารถมีความสุขได้อย่างเต็มหัวใจ กับรอยยิ้มที่สร้างให้คนอื่นแล้วหรือยัง?

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Nostalgia...น้ำตา 1 ลิตร

พึ่วลาดิมีร์...ช่วงสอบไม่ได้ตามดูบลอกชาวบ้านเลยครับ ต้องขออภัยที่ไม่ได้ตามเมนท์ แต่อ่านครบแล้วนะเออ

DDP...หายเศร้ารึยังครับ บางทีก็แอบเคืองชีวิตตัวเองเหมือนกันนะ ว่าเวลาทุกข์เนี่ย ก็มีแต่เรื่องทุกข์ๆประดังประเดเข้ามากันซะเหลือเกิน

รัตนาดิศร...แม่นแล้ว ประเด็นสำคัญของการสร้างความสุข ก็คือการตระหนักถึงความสุข และสุดท้าย เราก็อาจจะพูดขึ้นมาได้พร้อมๆกันว่า "โชคดีจริงๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่"

แม่ Vincent...แล้ววันนี้...คุณให้ความสำคัญกับคนใกล้ตัวแล้วหรือยัง
ออใช่ ปล.2น่ะ เขียนให้หล่อนนะ !!

Highwind...ใช้ทุกวินาทีอย่างคุ้มค่า เพื่อพัฒนาตัวเองและชื่นชมกับความสุขที่มีในโลก...อืม เป็นคอนเซปต์ที่ดีมาก...แล้ว...มีความสุขมากพอและเหมาะสมแล้วรึยังล่ะ

ม่าจัง...แม้ไม่รู้ว่า ควรให้ความสำคัญกับสิ่งไหนมากกว่า แต่อย่างน้อย แค่เรารู้ว่า สิ่งรอบข้างล้วนมีความหมายเนี่ย มันก็เป็นเรื่องที่ดีแล้วครับ
ถ้าหาแผ่นไม่ได้จริงๆ ถามมาได้นะครับ มีแหล่งให้จ้า

พี่อีวาน...ดีใจด้วยที่ทำใจได้ครับ เพราะถ้าว่ากันตามวิถีชาวยุทธแล้ว...คนเราต้องเติบโตจากจุดดับนะครับ แพ้ในวันนี้ เพื่อชนะตัวเองในวันหน้าจ้า

บัดด้วย...เรื่องเดียวกะในบลอกเจ๊บีน่ะแหล่ะ ถ้าอยากดู มายืมได้นะ ระวังจะเศร้าอีกรอบล่ะ หุหุ

พี่ราม...ยินดีที่ได้รู้จักครับ ได้แวะเวียนเข้าไปเยี่ยมชมเวปแล้ว ทำได้สวยมากเลย จะเข้าไปอ่านไปเมนท์บ่อยๆจ้า ว่างๆจะ add เมล์นะครับ แต่ปัญหาคือ ผมแทบไม่ได้เล่นเอมแล้วนี่สิ

เจ๊บี...อา...โรคนี้มัน...อันเดียวกันป่ะ ตอนเขียนก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน หรือว่ามัน AD หว่า...เดี๋ยวไปค้นให้นะ อาจจะเป็น mosaicism ก็ได้น่อ 555

#1 By Zieghart on 2007-02-23 21:34

อืม...เรื่องนี้ เราอ่านตอนสอบมิดเทอมเทอม 1 ปี 3 นี่แหละ ร้องไห้คาห้องเลย แล้วก็ตื่นไปสอบด้วยอาการตาบวมเหมือนคนอ่านหนังสือเรียน

เราอ่านแล้วโหวง ๆ นะ แบบว่า...มันเหงาน่ะ...

#2 By ~*LuCReZiA*~ on 2007-02-23 22:26

เป็นอีกเรื่องของClampที่อ่านแล้วชอบมากๆเลย^w^

ตอนแรกอ่านที่ไพเรทแปล แอบงง(จากที่เรื่องมันก็ชวนงงอยู่แล้ว)

พอมาอ่านของNEDเลยได้เข้าใจอะไรอีกหลายๆอย่างขึ้น...โดยเฉพาะที่มันมีเล่ม4งอกมา(ไพเรททำ3เล่ม)

เป็นการ์ตูนที่ต้องหยิบมาอ่านหลายๆรอบ ค่อยๆไล่ดูรายละเอียดของลายเส้นและภาพ

โดนค่ะ เรื่องนี้^^

#3 By -shinya- on 2007-02-23 23:26

แง พอรู้ว่าเป็นของ clamp ก็อยากอ่าน
แต่พอรู้ว่าเศร้าก็ไม่อยากอ่าน

ทำใจลำบาก งั้นรอออกจบหมดก่อนค่อยตัดสินใจอีกที -3-

ปล. ผมว่าคุณ zieghart อัพบ่อยนะ อย่างน้อยๆก็บ่อยกว่าผมเยอะเลย

#4 By ~PiKaPon;D~ on 2007-02-24 00:28

เป็นผลงานที่อ่านครั้งแรกแล้ว "งง" แต่ยิ่งอ่านไปซ้ำๆก็เหมือนค่อยๆดื่มด่ำความรู้สึกของตัวละครเข้ามาทีละน้อยๆจนเต็มในที่สุดฮับ...
เสียดายที่บางครั้งการดิ้นรนไขว่คว้าหาคำว่าความสุขกลับทำให้ความสุขนั้นเตลิดออกไป
...และในบางครั้ง ก็ไม่มีหนทางที่สร้างความสุขให้กับทุกคนได้... มีอย่างน้อยหนึ่งคนที่ต้องเจ็บปวด เพียงแต่หนทางที่ทำให้ทุกคนเป็นสุข เหลือแต่ตนเองที่ทุกข์อยู่คนเดียว มันก็ดูเป็นทางออกที่มีจำนวนของคนที่ลำบากน้อยที่สุดแล้วเสียด้วย...
...นึกย้อนกลับมาเหมือนเรื่องเรื่องนี้ แต่พอดีว่าข้าน้อยเป็นจำพวก "ไร้ใบ" ไม่ได้มีพลังพิเศษอะไรแบบเค้ากันหรอกฮับ เหอะๆๆ

#5 By DDP on 2007-02-24 00:43

อ่านเหมือนกันค่า
แต่ก็ ยังไม่ซื้อเล่มสามเล่มสี่มาอ่านต่อเลย
(พอไม่มีซูจัง เลยขี้เกียจอ่านเล็กน้อย )

#6 By aerith-chan on 2007-02-24 09:57

ไม่มีไรหรอก แค่อยากจะคอมเม้นชื่อนิดหน่อย . . เพราะว่า -*- ชื่อมันออกจะล่อแหลมเหลือเกิน My 4 leaf cover เนี่ย . . เดี๋ยวก้อมีใครมาเข้าใจผิดหรอก กร๊ากกกกกกกก

#7 By LiTt|e`r3d`r|diNg`h0od (202.28.180.201 /10.7.57.145) on 2007-02-24 16:36

ดูจากการที่ตัวเอกเป็นผู้หญิงแล้ว เรื่องนี้คงไม่วายกระหน่ำจนผมรับไม่ได้สินะ...

งั้นไว้ผมจะหามาดูมั่ง ขอบคุณที่แนะนำครับ

/me ใส่ชื่อ Clover ไว้ในลิสท์ลำดับ 9...
อืม...ไม่มีใครเป็นผู้ให้ หรือผู้รับได้ตลอด เราต่างต้องเป็น "ทั้ง" ผู้ให้และผู้รับในเวลาเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม, เราว่าประเด็นสำคัญของการมีความสุขในสังคมก็คือการเป็นตัวของตัวเองและรักษาจุดยืนของตนเอาไว้ได้อย่างมั่นคงล่ะนะ

การที่อยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของคนรอบข้าง แต่ตัวเราเองจริง ๆ นั้นไม่เคยมีใครรู้จัก เรามันเปลี่ยวเหงากว่าการอยู่คนเดียวอีกนะ

ว่ามั้ย?

ปล.1 เรื่องนี้...น่าอ่านเหมือนกันแฮะ ว่าแต่...รู้สึกเราจะไม่ค่อยถูกปากการ์ตูนของแคลมป์เท่าไหร่ อย่าง Tsubasa หรือ Holic ที่ว่ากันว่าดี ก็ยังอ่านไปได้ไม่กี่เล่ม ส่วนเรื่องที่อ่านแล้วติดหนับอย่าง X พลังล้างโลก...ก็โดนดองไปซะแล้ว

ว่าง ๆ เอามาให้ยืมอ่านมั่งสิ

ปล.2 รออ่านเรื่อง "Soulmate" ตอนที่ 2 อยู่นะ...ไม่เขียนเดี๋ยวแย่งเขียนเองซะดีมะ

#9 By Highwind on 2007-02-25 10:43

ใครกระแนะกระแหนแกวะ <-- เขียนก่อนอ่านที่แกตอบคอมเมนต์ว่ะ อิอิ

เพื่อนเรา ที่มีบล็อกและไดฯ จะมาอัพเดทกันประมาณชาติถึงสองชาติเศษขึ้นไป มีแต่ชั้นเนี่ยแหละ อัพมันอยู่ได้ทุกวัน(เว้นวัน)

ยังไม่ได้อ่านหนังสือเลยแก เสาร์อาทิตย์มัวแต่ไปเที่ยว ถ้าวันอังคารพลีชีพ คงจะไม่เป็นอะไรใช่มั้ยวะ

แง T.T

#10 By VC (58.8.116.237) on 2007-02-25 18:02

ปัดเราอยากบอกแกตั้งแต่อัพคราวที่แล้วที่ให้ลองทายดูว่าจัพพูดถึงเรื่องอะไร แต่สอบก็เลยลืมไป ไม่อยากบอกว่าเราทายถูกวะ ว่าถ้าเป็นclampแกต้องเอาเรื่องนี้แน่เลย55555(เพราะมันออกจะเป็นการ์ตูนสาวน้อยไง จนเพื่อนเราทักว่าอ่านการ์ตูนผู้หญิงแถม yนิดๆอีกต่างหาก)
เอาเถอะเรื่องนี้อยากบอกว่าเราอ่านจบแล้ว แม่จะดูไม่ค่อยรู้เรื่องแต่มันก้เป้นมนตืขลังให้เราอยากรู้ถึงตอนจบ แม้ว่าจะจบเล่ม4 แล้วแต่เราก้อยากให้มันพูดถึง .เซ 3แฉก ต่อซึ่งเราว่ามันยังไม่จบดี(แต่โอ๋บอกว่ามีแค่นี้ละแก) อ่านแล้วเรานึกถึงนกน้อยในกรงทองมากๆ และการที่ต้องอยุ่คนเดียวในใลกจริงๆมันก้ดูทุกข์ทรมาน แต่ถ้ามองในมุมมองของเราเราว่าแม้จะอยู่คนเดียวมันก็อาจจะไม่ต้องทุกข์ เท่ากับอยู่ในสังคมที่มีแต่ปัญหา หรือพออยู่กับคนอื่นแล้วมันทำให้เราไม่มีความสุขมากกว่า มันก็แล้วแต่คนมองอะนะ เราก็ไม่อยากบอกว่าเราอ่านจบแล้วก้ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าสุดท้ายแล้วคนเขียนต้องการอะไรเราว่ามันน่าจะมากกว่า การที่คนๆหนึ่งทำให้เรามีความสุขแต่จริงๆแล้วเขาอ่าจจะทุกข์เหลือหลาย อะนะ

#11 By ~TestsuTo~ テッツト on 2007-02-26 13:54

เราชอบ clover 3 แฉกอ่า อิอิ >.<
ตอนแรกที่อ่านเรื่องนี้อ่านกลับไปกลับมาตั้งหลายรอบกว่าจะเข้าใจ
ขอบคุณสำหรับข้อมูลจ้า ~

#12 By > Hanabusa on 2007-02-26 21:45

จากนี้ไปก็ขขึ้นชั่นคลินิคแล้วสินะครับ จะมีเวลามานั่งอัพบลอกมั้ยเนี่ย 55+ แต่ยังไงก็จะรออ่านนะครับ

สำหรับเรื่องนี้ ผมเองยังไม่เคยอ่านครับ (เดี๋ยวถ้าได้ไปร้านเช่าลองเช่ามาอ่านดูครับ)

แต่ผมชอบประโยคนี้นะครับ
"พุทธศาสนากล่าวไว้ว่า สิ่งใดทำแล้ว เราสุข เขาทุกข์ จงอย่าทำ

สิ่งใดทำแล้วเราทุกข์ เขาสุข ก็จงอย่าทำ

สิ่งใดทำแล้ว เราสุข และเขาก็สุข จงเพียรทำ"

รู้สึกว่ามันเป็น"ความพอดี"ดีน่ะครับ ผมรู้สึกว่ามีหลายคนเหลือเกินที่เป็นอย่างที่ 2 คือตัวเองเป็นทุกข์เพื่อให้คนอื่นเป็นสุข ผมรู้สึกว่าทำอย่างนั้นมันเกินไป...

เรื่องศาสตร์ของความสุขจะว่าไปมันก็เป็นอะไรที่ลึกซึ้งเหมือนกันนะครับ ผมเองก็ชอบเรื่องพวกนี้เหมือนอยู่กันครับ

#13 By Rath (203.113.15.246 /125.26.140.93) on 2007-03-02 01:29

ยาวจังอิชิดะคุง 55555
เดี๋ยวดองไว้ก่อนแร้วจะมาอ่านนะ

บทความเทอมีแต่เจ๋งๆทั้งนั้นเรยนินา~~

ps.อ่านโคลเว่อเหมือนกานๆๆๆ

#14 By on 2007-03-03 19:29

เป็นการตูนที่ "แนว" มาก

ผลงานสมกับเป็น CLAMP จริงๆ
ชอบโคลเวอร์สามแฉกด้วยเหตุผลส่วนตัว 555
CLAMP นี่ก็ขยันทำเรื่องให้คนอ่านอึ้งได้ตลอด....
วันนี้ตะลุยโหลด tsubasa มาอ่านเพิ่ม
แทบจะร้องไห้น้ำตาไหลพรากๆ ตายคาคอม
ทำไมอาเจ๊ใจร้ายยังเง้ง้ง้ง้.......

#15 By >>VaRioLa on 2007-03-04 03:03

อ่านแล้วโดนมากๆเรื่องนี้ เนื้อเรื่องตอนแรกพออ่านแบบผ่านๆแล้วรู้สึกว่าน่าเบื่อแกมงงๆ แต่พอกลับมาอ่านอีกด้วยสมาธิที่มากกว่าเดิมดันน้ำตาไหลซะอย่างนั้น ในบทเพลงที่ชื่อว่าCloverนั้น เราชอบตรงท่อนนี้

เจ้านกน้อยในกรงทอง

เจ้าวิหคที่มิอาจโผผิน

เจ้าปักษิณที่มิอาจหลั่งน้ำตา

เจ้าสกุณาผู้เดียวดาย...

ชอบจริงๆ เป็นความโดนใจบนความเจ็บปวดของตัวเอง นิยายเรื่องนี้ทำให้เราบ้าไปได้หลายวัน คิดอะไรออกมาเป็นเพลงประมาณว่า "ใครก็ได้ช่วยพาฉันไปที"เพราะเราเองก็ทรมาน แม้จะต่างจากที่ซูเป็นก็เถอะ ซูอยู่คนเดียว แต่เรามีผู้คนรายล้อมแต่กลับเหมือนอยู่คนเดียว น่าสมเพชชะมัดเลยจริงมั้ย?

#16 By lensai (202.129.9.4) on 2007-05-30 23:16

คุณ Lensai

สภาพของโลกเราทุกวันนี้ บีบให้คนหลายคนต้องรู้สึกเหมือนอยู่คนเเดยวครับ บ่อยครั้งที่เรารู้สึกไม่มีใครเลย ทั้งๆที่รอบข้างก็เต็มไปด้วยผู้คน

แต่ส่วนตัวผมคิดว่า โดยกำเนิดแล้ว คนเราเป็นสัตว์สังคม ดังนั้น โดยเนื้อแท้ ก็ย่อมต้องการที่จะไขว่คว้าหาใครซักคนมาอยู่เคียงข้าง...

และการจะทำให้ได้อย่างนั้น ก็จำเป็นที่ต้องมีการเปิดใจทั้งจากคนอื่น และจากตัวเราเอง

หากเรารู้สึกว้าเหว่ รู้สึกไม่มีใครแล้ว ก็คงต้องเริ่มจาก...ลองพิเคราะห์ให้ดีครับ มองลึกเข้าไปในความเหงาตรงนั้น...

ที่เรารู้สึกโดดเดี่ยว เพราะคนนอกไม่เปิดใจรับเรา หรือเราไม่เปิดใจรับตัวเอง?

ขอให้มีความสุขนะครับ อย่าปล่อยให้สายเกินไปอย่างซูจังนะ

#17 By Zieghart on 2007-05-31 10:17

อ่านแล้วก็ลืม แฮะๆๆopen-mounthed smile

แต่ชอบผลงานค่ายนี้ค่ะ

#18 By ชาเขียวaddict on 2008-05-20 00:47

ฃอบคุณนะค่ะ ที่ทำให้เข้าใจเนื้อเรื่องดีขึ้น

#19 By ploy (124.121.140.18) on 2009-12-05 02:31