อาทิตย์ที่ผ่านมา เพิ่งได้มีโอกาสสัมผัสซีรีย์เรื่องหนึ่ง ที่สร้างกระแสค่อนข้างมากในบ้านเราเมื่อประมาณครึ่งปีก่อนครับ

เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มสุดจืดคนหนึ่ง ซึ่งคนสามารถเรียกว่าเป็น "โอตาคุ" ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ...

ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คำว่า Otaku นี้ เป็นคำญี่ปุ่น ที่ใช้เรียกบุคคลที่มี"ความหมกมุ่น" ในเรื่องที่ตัวเองชอบในระดับที่เกินพอดี อาจถึงขั้นที่เรียกว่า "คลั่งไคล้" กันเลยทีเดียว...ซึ่งความหมายในปัจจุบัน จะตีความไปในด้านลบซะมาก

ลองนึกสภาพชายหนุ่มโสดอายุย่างเข้าวัยที่ควรจะเป็นที่พึ่งของคนใกล้ตัวได้แล้ว มาใช้เวลากับเงินที่มี หมดไปกับเหล่าโมเดล โปสเตอร์การ์ตูน และฟิกเกอร์ของเล่นกองเท่าภูเขา อัดแน่นกันอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆที่ไร้ร่องรอยการทำความสะอาดดูนะครับ...คนหลายคนมักจะมองเหล่าโอตาคุในเชิงเหยียดหยามและไม่อยากเข้าใกล้ หรือที่ร้ายกว่านั้น อาจมองในเชิงที่ว่า คนเหล่านี้ออกจะ "โรคจิต" เสียด้วยซ้ำ

แต่เรื่องราวของ"โอตาคุชาย"คนหนึ่ง กลับสร้างกระแสที่รุนแรงมากเป็นประวัติการณ์ ในเวปบอร์ดชื่อดังแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น จนจัดเข้าขั้น "ตำนานขึ้นหิ้ง" ของกระดานสนทนาชายโสดแห่งนั้น และถูกต่อยอดต่อไปตามสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนิยาย ทีวีซีรีย์ การ์ตูน หรือภาพยนตร์

...เกริ่นมาเสียนาน...ใช่แล้วครับ วันนี้ผมมาพูดถึงเรื่อง Densha Otoko [Train Man] หรือ ที่หลายๆคนคุ้นหูกันดีจากชื่อหนังสือ "แชทรัก หนุ่มรถไฟ" และชื่อซีรีย์ช่องTไอทีวี "ภารกิจแชทลุ้นรัก" นั่นเอง

แน่นอนครับ ว่าผมไม่ใช่คนประเภทขวางโลก แอนตี้สังคม ชนิดที่ว่า กระแดะหลบหลีกเรื่องดังๆ รอกระแสซา แล้วค่อยหยิบมาดูแน่ๆ แต่เรื่องที่สนใจ มันก็เยอะเหลือเกิน กว่าจะใช้เวลาไล่ดู ไล่อ่าน จนมาถึงคิว"หนุ่มรถไฟ" นี่ ก็เมื่อวันก่อนนี่เอง

เรื่องราวที่ (อ้างว่า) ถูกสร้างจากเรื่องจริงของหนุ่มญี่ปุ่น ที่เป็นโอตาคุเต็มขั้น หมกมุ่นอยู่กับโมเดลสาวน้อย และมีทักษะทางสังคมต่ำติดดิน...หากจะมีที่ๆตัวตนของเขาจะเด่นชัด ก็อาจจะเป็นกระดานสนทนาชื่อดัง 2 channel เท่านั้น

วันหนึ่งในขณะนั่งรถไฟกลับบ้าน ตัวเอกของเรา ได้รวบรวมความกล้าทำในสิ่งที่ตัวเขาเองไม่เคยคิดจะทำมาก่อน นั่นก็คือ ปกป้องหญิงสาวจากการถูกคนเมาลวนลามบนรถไฟ

หลังจากนั้นไม่นาน สาวสวยคนดังกล่าว ก็ได้ส่งเซตถ้วยน้ำชายี่ห้อสุดหรูHermèsมาให้ตัวเอกของเรา ในฐานะของตอบแทนที่ปกป้องตัวเองไว้...และแล้ว ความสัมพันธ์ของเขาและเธอ ก็ได้เริ่มต้นขึ้น...

ตัวเอกของเรา ตกหลุมรักสาว "Hermès" นี่อย่างจัง แต่เนื่องจากตัวเขาเอง ใช้เวลาอยู่กับตัวเองมาครึ่งค่อนชีวิต ทำให้เขาไม่รู้เลยซักนิด ว่าจะตอบสนองความรู้สึกของตัวเองออกมาเช่นไร ให้สื่อไปถึงสาวคนที่เขาชอบนี้ได้

บอร์ด 2 channel จึงเป็นสถานที่แห่งเดียว ที่เขาจะได้คอยถ่ายทอดวีรกรรมต่างๆที่ตัวเขาทำ คอยบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างเขาและเธอ ให้คนทั่วไปได้รับรู้ และเพื่อนๆมากมายในที่แห่งนี้ แม้จะไม่ได้รู้จักอะไรเป็นการส่วนตัวกับ"หนุ่มรถไฟ" และ"สาวHermès" เลยแม้แต่น้อย ก็พร้อมอกพร้อมใจกัน ให้คำปรึกษา และสนับสนุนความรักของหนุ่มสาวคู่นี้อย่างเต็มความสามารถ

ด้วยสารพัดคำแนะนำจากคนหลายกลุ่มอาชีพ หลากช่วงอายุ...หนุ่มรถไฟของเรา ก็ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ เขาเริ่มเรียนรู้ทักษะการเข้าสังคม เริ่มเดินเลือกซื้อเสื้อผ้าให้เป็นผู้เป็นคน เริ่มแสวงหาร้านอาหารดีๆ หาที่เที่ยวที่น่าสนใจ และที่สำคัญกว่านั้น...เขาเริ่มรู้สึกถึงความสำคัญทุกๆรายละเอียดของโลกกว้าง ในมุมมองที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน...

บทสรุปและเรื่องราวความรักในสไตล์โรแมนติกคอมเมดี้ของโอตาคุถอดรูป หนุ่มรถไฟและสาวผู้ดีHermès จะเป็นเช่นไร...ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุด...แต่ที่สะดุดใจผมยิ่งกว่านั้น ก็คือว่า "เรื่องราว" นี้ มีอิทธิพลอย่างชัดเจน ต่อผู้คนจำนวนหนึ่งในโลกของเรา ไม่มากก็น้อย

ตัวผมเอง ก็มีเพื่อนหลายคน ที่สามารถเรียกตัวเองว่าเป็น "โอตาคุ" ตัวเป็นๆอย่างเต็มภาคภูมิ และมีเพื่อนหลายคน ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ของวัน หมดไปกับหน้าจอสี่เหลี่ยม และโลกไซเบอร์...ถ้าจะเปรียบเทียบให้ชัดๆ วิถีชีวิตของหนุ่มรถไฟคนนี้ ก็เหมือนเป็น"ภาพสะท้อน" ชีวิตของผู้คนมากมาย ในโลกยุคอินเตอร์เนทเฟื่องฟูเช่นนี้

เวลาที่ผ่านมาหลายต่อหลายปี ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า พลอตน้ำเน่าอย่างเรื่องของหนุ่มสุดเห่ย หาดีไม่ได้ ซึ่งมาสมหวังกับสาวสวยผู้งดงามราวนางฟ้านั้น ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน มันก็ยังสามารถสั่นคลอนจิตใจของผู้คนได้ไม่น้อยกว่าที่มันเคยทำ

จะบอกว่า...หนังประเภทนี้ ขายเพียงความเพ้อฝัน เพื่อเป็นเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงจินตนาการให้กับเหล่าคนที่ดูไม่ได้ความ ได้หลอกตัวเองไปวันๆ กับภาพความสุขที่ไม่มีวันเป็นจริงเท่านั้นล่ะหรือ? ก็คงไม่ใช่เลย และฟังดูออกจะโหดร้ายไปเสียอีก

แต่ประเด็นที่แม้ในเรื่องเอง ก็ให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเนื้อเรื่องหลักก็คือ "ผลกระทบ" ที่ตัวหนุ่มรถไฟ ได้ทิ้งไว้ให้กับผู้คนมากมายที่รับรู้เรื่องราวนี้

หนุ่มรถไฟ เหมือนเป็นตัวแทนของความหวัง ความสำเร็จ และก้าวๆหนึ่งที่สำคัญของเหล่าคนที่จมปลักอยู่กับตัวเองมานานแสนนาน

ทุกคนที่ร่วมลุ้นร่วมเชียร์เขา หลายคนหวังไว้ลึกๆว่า หากหนุ่มคนนี้ทำสำเร็จ...ตัวพวกเขาเอง ก็อาจจะสามารถก้าวออกจากจุดที่ย่ำอยู่กับที่มานานแสนนานนี้ได้เช่นกัน

คนที่ได้รับรู้เรื่องราวนี้ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ ผ่านหน้ากระดาษหนังสือ ผ่านจอโทรทัศน์ และผ่านสื่ออื่นๆสารพัด...ผมคิดว่า ก็มีคนอีกไม่น้อย ที่เป็นเหมือนเพื่อนของผม ที่สามารถใช้เรื่องราวเล็กๆที่แสนเหลือเชื่อนี้ กระตุ้นให้ตัวเอง เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

เพื่อนโอตาคุผู้แสนหมกมุ่นของผม ที่ไม่เคยสนใจผู้อื่นและตัวเอง แม้แต่การเรียนต่อก็ไม่เคยอยู่ในหัว...ก็สามารถลุกกลับเข้ามา เดินในเส้นทางที่ตัวเองลืมเลือนไปนานแสนนานได้...

สำหรับตัวผมเอง ซึ่งได้เห็นภาพที่ทั้งน่าเหลือเชื่อและน่ายินดีเช่นนี้กับตาตัวเอง...คำสบประมาทที่เคยตั้งแง่ไว้เมื่อตอนรู้จักเรื่องนี้ครั้งแรกว่า " ไม่มีทางเป็นเรื่องจริงแน่ๆ" ก็ดูไร้ความหมายไปเสียถนัด...

คนหลายคนบอกว่า ช่างน่าอิจฉาหนุ่มรถไฟเสียจริง ที่ได้มีโอกาสผูกพันธ์กับสาวสวยเช่นนี้

แต่สำหรับผมแล้ว กลับมองว่า คนที่น่าอิจฉาจริงๆ น่าจะเป็น เหล่าเพื่อนพ้องไซเบอร์ และผู้คนที่ได้ร่วมรับรู้เรื่องราวของชายหนุ่มผู้ไม่มีอะไรคนนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบต่างหาก

ไม่บ่อยครั้งในชีวิตของคนเรา ที่จะหา "Inspiration" ให้กับก้าวต่อไปของตัวเองได้...แม้จะเป็นเรื่องที่ดูเล็กน้อยหรือไร้สาระแค่ไหน แต่หากเราสามารถหา "แรงบันดาลใจ" ให้กับตัวเองได้

มันก็คงไม่สำคัญแล้ว ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง?

มันก็จะกลายเป็นเรื่องที่น่ายินดี และมีค่าพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ?

.

รักแรงบันดาลใจ

รักคนอ่านครับ +_+//

ปล. ขอบคุณจากใจอีกครั้ง กับทุกๆคำเตือนสติของเพื่อนทุกคนเมื่อเอนทรีก่อน แม้ปัญหาของผม มันจะไม่มีทางหมดไปได้โดยง่าย แต่อย่างน้อยที่สุด "มุมมอง" ที่ผมมีต่อมัน ก็ไม่หนักหน่วงเหมือนเดิมแล้ว และน้ำหนักของปัญหา ก็ดูจะเบาขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ...ขอบคุณทุกๆคนนะครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เรื่องนี้ก็ชอบนะ ... ชอบเวลาพระเอกไปเดินอากิบะ (แล้วเราก็แอบดูสินค้าข้างหลัง อิๆๆ)

ส่วนชีวิตจริง ก็สู้ๆค่า

#1 By aerith-chan on 2007-03-30 09:01

Nostalgia...วัน Failๆ

พี่อีวาน...ผมพยายามไม่จมอยู่กับปัญหาแล้วครับตอนนี้ แต่บอกเลยว่า ช่วงแรกนี่ แทบไม่เป็นอันทำอะไร โทรศัพท์ก็ไม่รับ ข้าวปลาก็กินไม่ลง...แต่พอผ่านจุดต่ำสุดมาได้เนี่ย ก็เริ่มรู้สึกเลยว่า มันคงไม่มีอะไรเลวร้ายกว่านั้นแล้ว หวังว่าพี่อีวานเอง ก็จะหลุดพ้นจากวังวนตรงนี้ได้อย่างสมบูรณ์ซักวันนึงเช่นกัน สู้ๆนะครับ

DDP...ผมเอง ก็กำลังรอให้ปัญหามันผ่านไปอย่างสมบูรณ์เหมือนกันครับ แต่ปัญหาคือ มันไม่ใช่ปัญหาที่ตัวผมเองคนเดียวจะทำอะไรได้น่ะสิครับ สปีดในการ"ผ่านไป" ของปัญหา เลยค่อนข้างจะอืดๆอยู่ซักหน่อย

พี่วลาดิมีร์...ที่ตอนนี้ดีขึ้นได้ ก็เพราะมีเพื่อนให้คอยระบายแหล่ะครับ บ่นไปเรื่อยเปื่อยเลย เพื่อนมันก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรหรอก แต่ก็รู้สึกดีมากๆ ที่มีคนมารับฟังครับ ส่วน Quote เปิด ก็เอามาจากบทปีศาจลักซ่อนแหล่ะครับ จริงเมื่อก่อนตอนยังฟิตๆเนี่ย ผมมีคำเปิดทุกเอนทรีเลยนะ แต่หลังๆนี่ ออกจะตามอารมณ์ซะมากกว่า
แล้วแน่ใจนะครับ ว่าอยากได้มุขจากคนที่กำลัง depress อยู่...งั้นถ้าว่ากันตามกฏการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกัน...ผมขอใช้ 3 มุขแป๊ก แลกกับ 1 มุขฮาได้มั๊ยเนี่ย

นู๋ลูค...ช่วงเวลาที่เรารู้สึกแย่ๆเนี่ย ยิ่งตอกย้ำเลยว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคมจริงๆนะ เพราะเราสามารถผ่านปัญหาไปได้ดีขึ้น ตตอนที่มีเพื่อนอยู่ข้างๆนี่ล่ะ

แอริธจัง...ชีวิตตอนนี้ ก็เหมือนจะผ่านสู่ช่วงที่แย่น้อยกว่าเดิมแล้วครับ ขอยคุณสำหรับคำอวยพรจ้า ส่วนบลอกเหน่งเนี่ย ผมแวะเวียนไปบ่อยๆอยู่แล้ว อ่านแล้วเครียดดี...เอ๊ย หายเครียดดีครับ

น้ำส้ม...วิธีจมปลักนี่เราว่าได้ผลนะ ดีกว่าพยายามไม่นึกถึงมัน เพราะเราว่าอันนั้นม้นเหมือนหนีปัญหากลายๆอ่ะ สุดท้ายไม่ช้าก็เร็ว เราก็ต้องไปนั่งทบทวนเหตุการณ์ตรงนั้นอยู่ดี สู้เผชิญหน้ากับปัญหาให้เร็วที่สุดดีกว่า เนอะๆ

ยัยแปม...พูดกันตรงๆ ก็อยากจะเห็นสภาพเธอตอนเฟลเหมือนกันนะเนี่ย แต่ตอนนี้ ก็เห็นว่า ฟื้นฟูสภาพ กลับมาหลั่นล๊าสมบูรณ์ตามเดิมแล้วนี่นา เร็วกว่าเราซะอีกแหน่ะ

คุณคนบ้าฯ...พูดไปก็ชักกระดากปาก เพราะผมยังอุตส่าห์ไปให้กำลังใจชาวบ้านได้อีก ทั้งๆที่ตอนนั้นตัวเองก็กำลังแย่อยู่แท้ๆ เอาเป็นว่า สู้ๆนะครับ มาผ่านมันไปด้วยกันดีกว่า

เจ๊วิน...ความคิดถึงอ่ะ ยังส่งมาไม่ถึงเลย ไปค้างอยู่ระหว่างทางรึเปล่า คราวหน้าลงทะเบียนด้วยนะ ส่วนวิธีอยู่กับปัจจุบัน สารภาพเลยว่า ยังไม่ได้ลองเลย มัวแต่ไปวิ่งเล่นอยู่กับอดีตและอนาคต เดี๋ยวจะลองดูนะ

เจ๊บี...ตอนที่รู้สึกแย่ จริงๆก็รู้สึกอยากหา"แรงบันดาลใจ" หรือพยายามบิวท์ความรู้สึกฮึกเหิมเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ก็ดันมัวแต่หดหู่อยู่คนเดียว...เจ๊โชคดีมากนะ ที่ได้พบอะไรดีๆในช่วงเวลาที่อ่อนแอ...คราวหน้า เราจะพยายามเปิดตัวเองให้มากกว่านี้ แล้วอาจจะกล้าออกกมาสู่โลกข้างนอกมากกว่าตอนนี้ก็ได้

นายแบงค์...ขอบคุณสำหรับคำให้กำลังใจนะ ว่าแต่ ไม่ได้อัพบลอกมานานแล้วนิ ว่างๆแปะอะไรโชว์หน่อยสิ หรือว่าเรียนหนักมากๆหว่า ไม่ได้เจอกันเลยนะเนี่ย

นายซักตัว...ถ้าพูดแบบนี้น เราก็คงจะต้องใช้ทฤษฎีความรักจริงๆแล้วนะเนี่ย
เรื่องเศร้าๆรึ ถ้าเขียนมา ก็พร้อมจะอ่านนะ ตอนนี้กะลังซี้กันเลย ไอ้ความเศร้าเนี่ย

#2 By Zieghart on 2007-03-30 12:50

นี่กำลังจะสื่อถึงใครใกล้ๆตัวอยู่รึเปล่าเนี่ย
เอ๊ะ หรือเราจะเข้าใจผิด
อีกมุมมองของเรื่องนี้นะ คือ พระเอกเป็นคนดีมากๆๆๆๆๆๆ
ถึงแม้จะหน้าตา... เป็นโอตาคุ แต่เค้าก็เป็นคนดี
การที่จะได้รับสิ่งดีๆน่ะ มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกนะ

#3 By mutsuki (202.28.180.201 /10.7.57.190) on 2007-03-30 17:06

อืม เนื้อเรื่องแบบนี้เนี่ย มันให้กำลังใจคนดูที่..บางทีก็ไม่ค่อยเซ้วอยู่ลึกๆ จริงๆแหละ!

ไม่รู้จะเม้นอะไรว่ะ สมองไม่แล่นเลย

เอาเป็นว่า ขอให้ปัญหาของแกลุล่วงด้วยดี คำว่า"มีปัญหา" ไม่ค่อยเข้ากับหน้าแกเท่าไหร่

(คำว่า มีปัญญา ยิ่งห่างไกล แว้กกก ล้อเล่นนนน)

:D

#4 By วีซี (202.28.180.201 /10.7.57.100) on 2007-03-30 18:20

เนี่ย จะ up ละ วันนี้ (เผอิญ ติดเกมไปหน่อย ตอนนี้ ไม่ได้เล่นมานาน)
ของเดี่ยวจะมีมาบรึมละ

อ่านแล้ว & ดู แล้ว ชอบมากเลยนะ densha otoko เนี่ย ดูแล้ว ซึ้งที่ว่า คนที่ไม่เคยเห็นหน้ากัน ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ช่วยเหลือกันแบบนี้ ถ้าเป็นเรื่องจริงมีให้เห็น จะซึ้งมากเลย

ปล. ผมไม่ได้เป็น Otaku ~~~~

#5 By bank-Ultima on 2007-03-30 19:37

เมื่อช่วงปิดเทอม ได้อ่านบทความเกี่ยวกับ "โอตาคุ" และเพิ่งจะรู้ว่า ที่อเมริกาก็มีการตั้งชมรมโอตาคุกับเขาเป็นล่ำเป็นสัน ถึงขนาดที่จัดเมืองหนึ่งให้เป็นเมืองสนองความต้องการของเหล่าโอตาคุเลยทีเดียว สายตาของชาวอเมริกันที่มองโอตาคุค่อนข้างจะไปในทางบวก คือ ไม่ได้มองว่าเป็นพวก "บ้า" การ์ตูนจนไม่สนใจชาวบ้านอย่างที่ชาวญี่ปุ่นมอง แต่กลับมองว่าเป็นแค่พวก "คลั่งไคล้" เสียมากกว่า

ส่วนเรื่อง Densha Otoko นี่เคยอ่านแต่การ์ตูน อ่านแล้วน่ารักมากๆ ยังแอบวาดรูปท้ายเล่มเก็บไว้ติดกระจกที่ห้องอยู่เลย อย่างว่าละนะ เรื่องปาฏิหารย์มันเกิดขึ้นได้เสมอ แกว่ามะ ??

#6 By รัตนาดิศร on 2007-03-30 20:04

เราชอบการ์ตูนเรื่องนี้เหมือนกันนะ ประมาณว่า...อ่านแล้วมีกำลังใจ เอิ๊ก

จริง ๆ ตอนแรกก็แอบขัดใจเรื่องนี้เล็กน้อยตรงที่หนุ่มรถไฟยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อหญิงคนรักจนบางทีอาจลืมเลือนตัวตนที่แท้จริงของตัวเองไป

แต่พอมองกันลึก ๆ แล้ว สิ่งที่เค้าทำก็คือการได้พัฒนาตัวเอง และแบ่งปันความใส่ใจมาสู่คนอีกคนหนึ่งเท่านั้นเอง

ขณะเดียวกันเขาก็ยังเป็นหนุ่มรถไฟคนดีคนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

รักให้เป็น ถึงจะกระอนกระแท่นไปบ้างก็มีความสุขได้ เอิ๊ก

#7 By Highwind on 2007-03-30 23:46

กำ พี่คร้าบ อัพแล้วซะงั้น 55+ วันนี้ผมว่าจะมาเม้นท์รอบที่ 3 (หลังจากไม่ติดไป 2 ครั้ง ) ว่าจะออกความเห็นเหมือนกัน ไม่เป็นไรครับ 55+ รู้สึกดีขึ้นก็ดีแล้วล่ะครับ ดีใจด้วยครับๆ ขอให้แก้ปัญหาได้ในเร็ววันนะครับ

เรื่องนี้ผมเองก็อยากดูแต่ยังไม่ได้ดูอีกตามเคย

อาจไม่ค่อยเกี่ยวเท่าไหร่ ผมเองไม่ถึงกับเป็นโอตาคุหรอกนะครับ แต่ตัวผมเองกลับชื่นชมโอตาคุหลายๆคนในด้านการทุ่มเททำอะไรไปอย่างสุดตัวน่ะครับ ถึงแม้ในสายตาของคนอื่นมันจะไร้สาระและไม่เกิดประโยชน์ แต่เขารักที่จะทำมันนี่ครับ ผมว่าตรงนั้นแหละครับที่มันเจ๋งดี เห็นแล้วอยากได้ทำงานที่สนุกกับมันสุดๆมั่ง จริงๆสิ่งที่เขาคลั่งไคล้ซักวันมันอาจพัฒนาขึ้นมาเป็นอาชีพก็ได้ 55+

ผมชอบมุมมองของพี่ในเรื่องนี้นะครับ ที่ว่า "คนที่น่าอิจฉาจริงๆ น่าจะเป็น เหล่าเพื่อนพ้องไซเบอร์ และผู้คนที่ได้ร่วมรับรู้เรื่องราวของชายหนุ่มผู้ไม่มีอะไรคนนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบต่างหาก" คนเราจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ แรงบันดาลใจสำคัญจริงๆครับ

ปล.ผมดู Kanon แล้วนะครับ โดยรวมก็เป็นการ์ตูนที่ดีเรื่องนึงนะครับ ติดตรงผมดันไม่ค่อยชอบพฤติกรรมของพระเอกในหลายๆเรื่องยังไงไม่รู้เหมือนกัน ยิ่งตอนที่มันนอนยอมตายอยู่กลางหิมะนี่ผมยิ่งแบบ...แล้วพ่อแม่เมิงล่าาา

#8 By Rath (125.26.143.23) on 2007-03-31 00:16

เรายังไม่เคยชอบอะไรจนสะสมแบบนี้เลยแฮะ

#9 By ~*LuCReZiA*~ on 2007-03-31 01:49

จริงๆ แล้วถ้าพล็อตเรื่องแบบนี้เป็นนิยายก็คงจะได้ความนิยมแค่ในระดับนึงเท่านั้นล่ะนะ ส่วนที่ทำให้มันดังเปรี้ยงปร้างได้น่าจะอยู่ตรงที่ "มันเป็นเรื่องจริง" มากกว่า

ยังไม่มีโอกาสได้ดู (หรืออ่าน) แต่เรื่องนี้ก็สนับสนุนแนวคิด "ชีวิตคนคือบทละคร" ของผมได้อย่างดีครับ

อยากให้คนที่ได้ดูเรื่องแนวนี้เอาไปใช้เป็นแรงบันดาลใจ มากกว่าเก็บเอาไปฝันต่อ จริงๆ นะ...