.

Solitude is fine,but you need someone to tell you that solitude is fine.

~ Honore de Balzac ~

.

สวัสดีกลางเดือนพฤษภาคมครับ

จำได้ว่า เมื่อซักหลายปีก่อน ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญกับผมมาก เพราะมันเป็นช่วงรอยต่อ ระหว่างการปิดเทอมใหญ่ กับการเปิดภาคเรียนใหม่...แน่นอนว่า มันก็เป็นช่วงเวลาสำนึกผิดสุดๆ...กับเวลาว่าง 2 เดือน ที่ผมเพิ่งเอาไปผลาญอย่างไร้สาระสุดกู่...

มาตอนนี้ มันก็เป็นแค่ช่วงเวลาธรรมดาๆช่วงนึงสำหรับผมแล้วล่ะครับ...เพราะถ้าจะเอาเรื่องเปิดเทอม-ปิดเทอมมาพูดกัน(ในกรณีที่นับว่าวันหยุด 9 วันแรกในรอบ9 เดือนเป็น"การปิดเทอม") ผมก็"เปิดเทอม"มาได้เกือบสองเดือนแล้ว และก็คงจะต้องเรียน+ทำงานต่อเนื่องไปอีกซักครึ่งปี กว่าจะมีเวลาว่างต่อเนื่องให้อีกซักครั้ง...ถ้ายังไง ก็ขอทักทายกับเพื่อนๆน้องๆที่กำลังจะพบกับวันเปิดเทอมหน่อยนะครับ ว่า ขอต้อนรับอีกครั้ง...สู่โลกแห่งความเป็นจริง ^^

 


 

ช่วงนี้เพิ่งได้ผ่านตาหนังสือเรื่องหนึ่งที่เพื่อนแนะนำมาครับ เป็น pocket book สัญชาติญี่ปุ่นเล่มหนึ่ง ที่จับประเด็นปัญหาสังคมที่น่าสนใจมาพูด และมันก็เป็นคำที่เราๆท่านๆก็คงคุ้นหูกันอยู่บ้าง...

ฮิคิโคโมริ (Hikikomori) เป็นคำที่มาจากภาษาญี่ปุ่น ความหมายในปัจจุบัน พยายามตีความให้เป็นเรื่องของ "ปรากฎการณ์ทางสังคม" รูปแบบหนึ่ง ที่บรรยายถึงสภาพของบุคคล ที่มีพฤติกรรมแยกตัวเองออกจากสังคม หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า และเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง หรือในบ้านของตัวเอง เป็นระยะเวลานานๆ...อาจเป็นเดือนๆ หรือเป็นปีๆ

ตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ศัพท์คำว่า Hikikomori syndrome ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในญี่ปุ่น ประเทศที่ให้กำเนิดคำๆนี้ เพราะจากสภาพสังคมที่บีบคั้น เร่งรีบ และเต็มไปด้วยการแข่งขัน ทำให้เกิดเป็นสภาวะแวดล้อมที่กดดันผู้คนจำนวนมาก ให้เหมือนกับต้องดิ้นรนไหลไปกับกระแสที่วุ่นวายเหล่านั้นด้วย และแล้ว ไม่ช้าก็เร็ว ก็จะเกิดกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่เหนื่อยหน่าย ท้อแท้ และรับไม่ได้กับสภาพเช่นนั้น จนต้องปลีกตัวเองออกมาจากสังคม ทำได้เพียงเก็บตัวอยู่ที่บ้านของตน ปฎิเสธการติดต่อกับโลกภายนอกน้อยลงเรื่อยๆ จนในที่สุด ก็อาจตัดขาดจากสังคมโดยสิ้นเชิง

ศัพท์คำนี้ได้แพร่หลายออกไป ทั้งในและนอกประเทศแล้วก็มีการนำไปใช้ในทางที่ผิดเพี้ยนไปหลายประเด็น ซึ่งระยะหลังก็มีนักวิชาการพยายามออกมาชี้แจงอยู่บ่อยครั้ง ดังเช่นว่า Hikikomori เป็นเหมือนอุปนิสัยที่เกิดขึ้นจากสภาพสังคม ถ้าจะเรียก ก็อาจใช้คำว่าปรากฎการณ์ (Phenomenon) น่าจะเหมาะสมกว่า...การไปจำเพาะว่าเป็น "โรค" หรือ"กลุ่มอาการ" (Syndrome) ใดๆนั้น กลับเหมือนเป็นตัวบีบให้คนเหล่านั้น ถูกกีดกันจากสังคมเข้าไปอีก

เหล่าฮิกกี้ทั้งหลาย มีความรู้สึกและเหตุผลส่วนตัวมากมาย ที่จะมาอธิบายให้ตัวเองฟังถึงการหันหลังให้กับสังคม

บางคนก็เหนื่อยหน่าย กับการต้องคอยวิ่งตามกระแสสังคมที่ไหลไปอย่างรวดเร็ว

บางคนก็รับไม่ได้ กับการให้เพื่อนๆและคนรุ่นหลัง วิ่งนำหน้าตัวเองไป กระเสือกกระสนเท่าไหร่ ก็ดูจะไม่ทันชาวบ้านเขา

บางคนก็ทนไม่ไหว กับความผิดพลาด และจุดด่างพร้อยทีเกิดขึ้นมาในชีวิต แม้ว่าคนรอบข้างจะมองว่ามันเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม

บางคนก็รู้สึกต้อยต่ำ พ่ายแพ้ และเหมือนโดนดูถูกเหยียดหยามอยู่ตลอด จากเหล่าคนที่ปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดีกว่าตน

ฯลฯ

...ถ้าจะว่ากันจริงๆ ฮิคิโคโมริ ไม่จำเป็นจะต้องเกี่ยวขัองกับ"อาการทางจิต" เลยด้วยซ้ำ แต่หลายคนก็เข้าใจผิด และยังคงจัดกลุ่มแบบสร้างความแปลกแยก นำไปโยงถึงโรคต่างๆ เช่น Schizophrenia (จิตเภท) / MD - Major depressive disorder (ซึมเศร้า) / Agoraphobia (กลัวสถานการณ์นอกเหนือการควบคุม) etc.

ประเด็นที่น่าสนใจของเหล่าฮิคิโคโมริ (มากกว่าเรื่องการไปมัวจำแนก/ตราหน้า/จัดกลุ่มโรค และอธิบายสาเหตุ) น่าจะเป็นเรื่องของ "อุปนิสัย" ของเจ้าตัวเสียมากกว่า เพราะสภาพเช่นนี้ เกิดขึ้นจากความคิด และวุฒิภาวะทางอารมณ์ของเจ้าตัวเองทั้งสิ้น...ไม่ว่าจะมีคำพูดสวยหรูอะไรมากล่าวอ้าง...ไม่ว่าจะมีเหตุผลที่ดูเข้าทีใดๆมาปลอบใจตัวเอง...แต่ท้ายที่สุด คนๆเดียว ที่จะดึงพวกเขาออกมาจากวังวนของจิตใจตัวเองได้...ก็เป็นคนๆเดียวกัน กับที่ดึงพวกเขาเข้าไปสู่เขาวงกตที่ไม่มีทางออกนั้นเองนั่นแล

แม้นักวิชาการชาวญี่ปุ่น จะพยายามอธิบายถึงความเป็นเอกลักษณ์ของศัพท์ Hikikomori นี้ ว่าสงวนไว้ใช้สำหรับ"คนญีปุ่น" "สภาพสังคมญี่ปุ่น" และ "วัฒนธรรมญี่ปุ่น" เท่านั้น (ด้วยเหตุผลประเด็นที่กล่าวไว้ข้างต้น รวมไปถึงประเด็นแผลทางจิตใจที่ใหญ่ที่สุดของชาวอาทิตย์อุทัย... เรื่องของสงครามโลกครั้งที่สอง...ซึ่ง(กล่าวกันว่า)ฝังปมการดิ้นรนเป็นหนึ่งไว้ในสายเลือด) แต่ก็คงปฎิเสธไม่ได้ว่า ในปัจจุบัน อาการลักษณะเช่นนี้ พบมากขึ้นในหลายสังคม แม้จะมีความแตกต่างในรายละเอียดกันออกไปบ้าง แต่รูปแบบโดยรวมก็คล้ายกัน

คนอายุมาก ที่มีวุฒิภาวะมากพอจะเลี้ยงตัวเองได้แต่กลับหนีสังคมมาหลบอยู่ในบ้านตัวเอง ด้วยเหตุผลร้อยแปด...แม้ในประเทศไทยเอง ก็มีให้พบอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

จากการได้คลุกคลีกับโรงพยาบาลในระดับหนึ่ง ผมได้รับรู้เรื่องราวของคนมากมาย ที่มาหาแพทย์ด้วยปัญหาดังกล่าว...และน่าขำ ที่ส่วนมาก คนที่มา กลับเป็นสมาชิกในครอบครัว มากกว่าที่จะเป็นเจ้าตัวเอง

ปัจจุบันเรื่องราวของฮิคิโคโมริ ถูกนำเสนอออกมาในหลากหลายรูปแบบ ทั้งหนังสืออ่านเล่น(6 ปีในห้องนอน ชีวิตจริงของ ฮิคิโคโมริ) หนังสือการ์ตูน( NHK สมาคมคนหนีโลก/ Psycho doctor) ภาพยนตร์ และมุขเสียดสีอีกมาก...ผมเคยลองถามอาจารย์แพทย์ท่านหนึ่ง ถึงวิธีการดูแลฮิคิโคโมริ นอกเหนือไปจากการเน้นที่การบำบัดญาติพี่น้อง (ซึ่งดูจะเป็นประเด็นหลักที่แพทย์จะมอง) กับวิธีดึงตัวฮิกกี้ออกมาสู่สังคมเช่นเดิม (ด้วยสารพัดวิธีคลาสสิคต่างๆ ที่ fiction ส่วนมากชอบนำไปเขียน ไม่ว่าจะเป็น การนำไปพบผู้ที่มีประสบการณ์เช่นเดียวกันมาก่อน การนำไปคุยกับผู้ที่เคยพ่ายแพ้ เคยล้มเหลว เคยตกต่ำ บลาๆๆ)

คุณหมอท่านไม่ได้ตอบวิธีที่จำเพาะ แต่ชี้ถึงประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นด้วย ว่าฮิคิโคโมรินั้น เป็นเรื่องของเจ้าตัวเอง ที่จะต้องเผชิญกับมัน เขาหรือเธอต้อง รู้สึกตัวให้ได้ และกล้า ที่จะก้าวพ้นจากห้องเล็กๆที่ดูปลอดภัยและอบอุ่น- ห้องในหัวใจของตัวเอง - ออกมาสู่โลกภายนอก มาเผชิญหน้ากับความผิดหวัง ความล้มเหลว และความผิดพลาดซึ่งๆหน้า...มาเผชิญหน้ากับความเป็นจริงของชีวิต...

.

"การยอมรับ" อาจจะเป็นคีย์เวิร์ดที่สำคัญที่สุด สำหรับทั้งพวกเรา และฮิคิโคโมริเอง...หากสังคม ยอมเปิดรับให้กับผู้ที่ผิดพลาด และหากผู้ที่ผิดพลาด ยอมเปิดรับให้กับความล้มเหลวแล้ว เมื่อนั้น...การลุกขึ้นมาใหม่ ก็อาจจะดูไม่ยากเย็นอย่างที่คิด...การสละความอบอุ่นจอมปลอม ก็อาจทำได้ง่ายกว่าที่เคยเข้าใจ

...ไม่มีใครบอกได้แน่ชัดว่า สิ่งต่างๆ จะต้องดีขึ้น หากเราไปเปลี่ยนแปลงมัน

แต่ที่แน่ๆก็คือ สิ่งต่างๆ จะต้องเริ่มถูกเปลี่ยนแปลง หากมันต้องการที่จะดีขึ้น

...ยอมรับตัวเขา ยอมรับตัวเรา ตามองไปที่ความสำเร็จ แต่สองแขนก็ต้องพร้อมที่จะโอบรับความผิดพลาด

เพราะไม่มีใคร ที่จะยืนหยัดไปได้ตลอด เท่าๆกับที่ไม่มีใคร ที่จะล้มเหลวไปได้ทุกครา

.

.

รักการยอมรับ

รักคนอ่านครับ *_* //

ปล. โอตาคุ กับฮิคิโคโมริ ไม่เหมือนกันนะ

ปล.2 เจอกันครั้งหน้า ผมก็คงกำลังเรียนนรีเวชอยู่ ท่าจะยุ่งทีเดียวครับ ^^"

ปล.3 ขอดึงความเป็นจริงมาพูดอีกครั้ง...สุขสันต์วันเปิดเทอมจ้า

Comment