.

Solitude is fine,but you need someone to tell you that solitude is fine.

~ Honore de Balzac ~

.

สวัสดีกลางเดือนพฤษภาคมครับ

จำได้ว่า เมื่อซักหลายปีก่อน ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญกับผมมาก เพราะมันเป็นช่วงรอยต่อ ระหว่างการปิดเทอมใหญ่ กับการเปิดภาคเรียนใหม่...แน่นอนว่า มันก็เป็นช่วงเวลาสำนึกผิดสุดๆ...กับเวลาว่าง 2 เดือน ที่ผมเพิ่งเอาไปผลาญอย่างไร้สาระสุดกู่...

มาตอนนี้ มันก็เป็นแค่ช่วงเวลาธรรมดาๆช่วงนึงสำหรับผมแล้วล่ะครับ...เพราะถ้าจะเอาเรื่องเปิดเทอม-ปิดเทอมมาพูดกัน(ในกรณีที่นับว่าวันหยุด 9 วันแรกในรอบ9 เดือนเป็น"การปิดเทอม") ผมก็"เปิดเทอม"มาได้เกือบสองเดือนแล้ว และก็คงจะต้องเรียน+ทำงานต่อเนื่องไปอีกซักครึ่งปี กว่าจะมีเวลาว่างต่อเนื่องให้อีกซักครั้ง...ถ้ายังไง ก็ขอทักทายกับเพื่อนๆน้องๆที่กำลังจะพบกับวันเปิดเทอมหน่อยนะครับ ว่า ขอต้อนรับอีกครั้ง...สู่โลกแห่งความเป็นจริง ^^

 


 

ช่วงนี้เพิ่งได้ผ่านตาหนังสือเรื่องหนึ่งที่เพื่อนแนะนำมาครับ เป็น pocket book สัญชาติญี่ปุ่นเล่มหนึ่ง ที่จับประเด็นปัญหาสังคมที่น่าสนใจมาพูด และมันก็เป็นคำที่เราๆท่านๆก็คงคุ้นหูกันอยู่บ้าง...

ฮิคิโคโมริ (Hikikomori) เป็นคำที่มาจากภาษาญี่ปุ่น ความหมายในปัจจุบัน พยายามตีความให้เป็นเรื่องของ "ปรากฎการณ์ทางสังคม" รูปแบบหนึ่ง ที่บรรยายถึงสภาพของบุคคล ที่มีพฤติกรรมแยกตัวเองออกจากสังคม หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า และเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง หรือในบ้านของตัวเอง เป็นระยะเวลานานๆ...อาจเป็นเดือนๆ หรือเป็นปีๆ

ตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ศัพท์คำว่า Hikikomori syndrome ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในญี่ปุ่น ประเทศที่ให้กำเนิดคำๆนี้ เพราะจากสภาพสังคมที่บีบคั้น เร่งรีบ และเต็มไปด้วยการแข่งขัน ทำให้เกิดเป็นสภาวะแวดล้อมที่กดดันผู้คนจำนวนมาก ให้เหมือนกับต้องดิ้นรนไหลไปกับกระแสที่วุ่นวายเหล่านั้นด้วย และแล้ว ไม่ช้าก็เร็ว ก็จะเกิดกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่เหนื่อยหน่าย ท้อแท้ และรับไม่ได้กับสภาพเช่นนั้น จนต้องปลีกตัวเองออกมาจากสังคม ทำได้เพียงเก็บตัวอยู่ที่บ้านของตน ปฎิเสธการติดต่อกับโลกภายนอกน้อยลงเรื่อยๆ จนในที่สุด ก็อาจตัดขาดจากสังคมโดยสิ้นเชิง

ศัพท์คำนี้ได้แพร่หลายออกไป ทั้งในและนอกประเทศแล้วก็มีการนำไปใช้ในทางที่ผิดเพี้ยนไปหลายประเด็น ซึ่งระยะหลังก็มีนักวิชาการพยายามออกมาชี้แจงอยู่บ่อยครั้ง ดังเช่นว่า Hikikomori เป็นเหมือนอุปนิสัยที่เกิดขึ้นจากสภาพสังคม ถ้าจะเรียก ก็อาจใช้คำว่าปรากฎการณ์ (Phenomenon) น่าจะเหมาะสมกว่า...การไปจำเพาะว่าเป็น "โรค" หรือ"กลุ่มอาการ" (Syndrome) ใดๆนั้น กลับเหมือนเป็นตัวบีบให้คนเหล่านั้น ถูกกีดกันจากสังคมเข้าไปอีก

เหล่าฮิกกี้ทั้งหลาย มีความรู้สึกและเหตุผลส่วนตัวมากมาย ที่จะมาอธิบายให้ตัวเองฟังถึงการหันหลังให้กับสังคม

บางคนก็เหนื่อยหน่าย กับการต้องคอยวิ่งตามกระแสสังคมที่ไหลไปอย่างรวดเร็ว

บางคนก็รับไม่ได้ กับการให้เพื่อนๆและคนรุ่นหลัง วิ่งนำหน้าตัวเองไป กระเสือกกระสนเท่าไหร่ ก็ดูจะไม่ทันชาวบ้านเขา

บางคนก็ทนไม่ไหว กับความผิดพลาด และจุดด่างพร้อยทีเกิดขึ้นมาในชีวิต แม้ว่าคนรอบข้างจะมองว่ามันเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม

บางคนก็รู้สึกต้อยต่ำ พ่ายแพ้ และเหมือนโดนดูถูกเหยียดหยามอยู่ตลอด จากเหล่าคนที่ปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดีกว่าตน

ฯลฯ

...ถ้าจะว่ากันจริงๆ ฮิคิโคโมริ ไม่จำเป็นจะต้องเกี่ยวขัองกับ"อาการทางจิต" เลยด้วยซ้ำ แต่หลายคนก็เข้าใจผิด และยังคงจัดกลุ่มแบบสร้างความแปลกแยก นำไปโยงถึงโรคต่างๆ เช่น Schizophrenia (จิตเภท) / MD - Major depressive disorder (ซึมเศร้า) / Agoraphobia (กลัวสถานการณ์นอกเหนือการควบคุม) etc.

ประเด็นที่น่าสนใจของเหล่าฮิคิโคโมริ (มากกว่าเรื่องการไปมัวจำแนก/ตราหน้า/จัดกลุ่มโรค และอธิบายสาเหตุ) น่าจะเป็นเรื่องของ "อุปนิสัย" ของเจ้าตัวเสียมากกว่า เพราะสภาพเช่นนี้ เกิดขึ้นจากความคิด และวุฒิภาวะทางอารมณ์ของเจ้าตัวเองทั้งสิ้น...ไม่ว่าจะมีคำพูดสวยหรูอะไรมากล่าวอ้าง...ไม่ว่าจะมีเหตุผลที่ดูเข้าทีใดๆมาปลอบใจตัวเอง...แต่ท้ายที่สุด คนๆเดียว ที่จะดึงพวกเขาออกมาจากวังวนของจิตใจตัวเองได้...ก็เป็นคนๆเดียวกัน กับที่ดึงพวกเขาเข้าไปสู่เขาวงกตที่ไม่มีทางออกนั้นเองนั่นแล

แม้นักวิชาการชาวญี่ปุ่น จะพยายามอธิบายถึงความเป็นเอกลักษณ์ของศัพท์ Hikikomori นี้ ว่าสงวนไว้ใช้สำหรับ"คนญีปุ่น" "สภาพสังคมญี่ปุ่น" และ "วัฒนธรรมญี่ปุ่น" เท่านั้น (ด้วยเหตุผลประเด็นที่กล่าวไว้ข้างต้น รวมไปถึงประเด็นแผลทางจิตใจที่ใหญ่ที่สุดของชาวอาทิตย์อุทัย... เรื่องของสงครามโลกครั้งที่สอง...ซึ่ง(กล่าวกันว่า)ฝังปมการดิ้นรนเป็นหนึ่งไว้ในสายเลือด) แต่ก็คงปฎิเสธไม่ได้ว่า ในปัจจุบัน อาการลักษณะเช่นนี้ พบมากขึ้นในหลายสังคม แม้จะมีความแตกต่างในรายละเอียดกันออกไปบ้าง แต่รูปแบบโดยรวมก็คล้ายกัน

คนอายุมาก ที่มีวุฒิภาวะมากพอจะเลี้ยงตัวเองได้แต่กลับหนีสังคมมาหลบอยู่ในบ้านตัวเอง ด้วยเหตุผลร้อยแปด...แม้ในประเทศไทยเอง ก็มีให้พบอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

จากการได้คลุกคลีกับโรงพยาบาลในระดับหนึ่ง ผมได้รับรู้เรื่องราวของคนมากมาย ที่มาหาแพทย์ด้วยปัญหาดังกล่าว...และน่าขำ ที่ส่วนมาก คนที่มา กลับเป็นสมาชิกในครอบครัว มากกว่าที่จะเป็นเจ้าตัวเอง

ปัจจุบันเรื่องราวของฮิคิโคโมริ ถูกนำเสนอออกมาในหลากหลายรูปแบบ ทั้งหนังสืออ่านเล่น(6 ปีในห้องนอน ชีวิตจริงของ ฮิคิโคโมริ) หนังสือการ์ตูน( NHK สมาคมคนหนีโลก/ Psycho doctor) ภาพยนตร์ และมุขเสียดสีอีกมาก...ผมเคยลองถามอาจารย์แพทย์ท่านหนึ่ง ถึงวิธีการดูแลฮิคิโคโมริ นอกเหนือไปจากการเน้นที่การบำบัดญาติพี่น้อง (ซึ่งดูจะเป็นประเด็นหลักที่แพทย์จะมอง) กับวิธีดึงตัวฮิกกี้ออกมาสู่สังคมเช่นเดิม (ด้วยสารพัดวิธีคลาสสิคต่างๆ ที่ fiction ส่วนมากชอบนำไปเขียน ไม่ว่าจะเป็น การนำไปพบผู้ที่มีประสบการณ์เช่นเดียวกันมาก่อน การนำไปคุยกับผู้ที่เคยพ่ายแพ้ เคยล้มเหลว เคยตกต่ำ บลาๆๆ)

คุณหมอท่านไม่ได้ตอบวิธีที่จำเพาะ แต่ชี้ถึงประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นด้วย ว่าฮิคิโคโมรินั้น เป็นเรื่องของเจ้าตัวเอง ที่จะต้องเผชิญกับมัน เขาหรือเธอต้อง รู้สึกตัวให้ได้ และกล้า ที่จะก้าวพ้นจากห้องเล็กๆที่ดูปลอดภัยและอบอุ่น- ห้องในหัวใจของตัวเอง - ออกมาสู่โลกภายนอก มาเผชิญหน้ากับความผิดหวัง ความล้มเหลว และความผิดพลาดซึ่งๆหน้า...มาเผชิญหน้ากับความเป็นจริงของชีวิต...

.

"การยอมรับ" อาจจะเป็นคีย์เวิร์ดที่สำคัญที่สุด สำหรับทั้งพวกเรา และฮิคิโคโมริเอง...หากสังคม ยอมเปิดรับให้กับผู้ที่ผิดพลาด และหากผู้ที่ผิดพลาด ยอมเปิดรับให้กับความล้มเหลวแล้ว เมื่อนั้น...การลุกขึ้นมาใหม่ ก็อาจจะดูไม่ยากเย็นอย่างที่คิด...การสละความอบอุ่นจอมปลอม ก็อาจทำได้ง่ายกว่าที่เคยเข้าใจ

...ไม่มีใครบอกได้แน่ชัดว่า สิ่งต่างๆ จะต้องดีขึ้น หากเราไปเปลี่ยนแปลงมัน

แต่ที่แน่ๆก็คือ สิ่งต่างๆ จะต้องเริ่มถูกเปลี่ยนแปลง หากมันต้องการที่จะดีขึ้น

...ยอมรับตัวเขา ยอมรับตัวเรา ตามองไปที่ความสำเร็จ แต่สองแขนก็ต้องพร้อมที่จะโอบรับความผิดพลาด

เพราะไม่มีใคร ที่จะยืนหยัดไปได้ตลอด เท่าๆกับที่ไม่มีใคร ที่จะล้มเหลวไปได้ทุกครา

.

.

รักการยอมรับ

รักคนอ่านครับ *_* //

ปล. โอตาคุ กับฮิคิโคโมริ ไม่เหมือนกันนะ

ปล.2 เจอกันครั้งหน้า ผมก็คงกำลังเรียนนรีเวชอยู่ ท่าจะยุ่งทีเดียวครับ ^^"

ปล.3 ขอดึงความเป็นจริงมาพูดอีกครั้ง...สุขสันต์วันเปิดเทอมจ้า

Comment

Comment:

Tweet

มีลักษณะที่แสดงออกจากคนที่เป็นฮิคิโคโมริที่เด่นที่สุดคืออาการหนี หรือ Avoidance ซึ่งผมเป็นอยู่ และแรงมาก =="

#27 By ... (118.174.219.179) on 2011-01-01 21:38

confused smile confused smile confused smile thanks ja

#26 By ดูหนัง (1.46.189.3) on 2010-10-06 22:11

big smile open-mounthed smile confused smile

#25 By โหลดเพลงฟรี (125.25.237.146) on 2010-02-10 19:31

เราคิดว่า ปรากฏการณ์ฮิคิโคโมริมีมาตั้งนานแล้ว และมีในหลายสังคม หลายยุคสมัย
อารมณ์ของคนที่ไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากพบ ไม่อยากผจญโลกภายนอก อยู่แต่กับความคิดจินตนาการของตัวเอง ให้ครอบครัวดูแลหาเลี้ยงแล้วหมักบ่มอีโก้ตัวเองอยู่แต่ในห้องในบ้าน เคยได้ยินเรื่องของคนดังหลายคนที่วัน ๆ หมกตัวสร้างผลงานอยู่ในโลกแคบ ๆ ของตัวเองก็มี ...จำได้ว่าเคยอ่านประวัติบางคนมาประมาณนี้ แต่ตอนนี้นึกชื่อไม่ออกค่ะ

ฮิคิโคโมริสมัยนี้ส่วนใหญ่เขาก็เป็นพวกเนิร์ด บ้าเกม บ้าอนิเม ถ้าเขาหาอย่างอื่นทำและแสดงโลกของเขาออกมาให้เหมาะ อาจกลายเป็นศิลปินดังก็ได้นะคะ (ฮา)

สำหรับโควตประจำบล็อกนี้ เราขอยกของฌอง-ปอล ซาร์ตรมาแจมค่ะ -"-
HELL IS OTHER PEOPLE!

#24 By แห-ม่ม (58.10.102.236) on 2009-03-10 14:55

ด้ายความรู้มากๆๆเกี่นวกับการเก็ยตัว
บอกตรงๆๆว่าไม่รู้จะทามงัยดีมีน้องคคนหนึ่งที่รักมาก
เขามีอาการแบบนี้
คิดว่าเขาอาภัพมาตลอด
ไม่รู้ว่าเขามีปมด้อยเรื่องอะไรตัวเราเคยมีปะสบกานมาก่อน
ไม่อยากหัยชีวิตเขาพังเหมือนเรา
กว่าจะนับ1ใหม่นั้นมันยาก
ที่คนๆหนึ่งอยู่สูงสุดแต่กลับตกลงมากโดย
ไม่มีอะไรลองรับเลย

#23 By ห่วงคนที่รัก (61.7.160.14) on 2009-03-09 11:25

ดีคะ
confused smile

#22 By พรทิพย์ (119.42.70.150) on 2008-07-18 17:53

ขอบคุณสำหรับสาระความรู้ค่ะ surprised smile Hot!
แล้วก็ขอแอดบล็อกด้วยนะคะsurprised smile

#21 By Blood Lust Vampyre (::[o]::) on 2008-07-03 20:52

ผมเป็งโรคนี่เหมือนกันนคับ
ขอบคุณที่โสไว้ให้ข้อเตือนใจได้จิงๆ ผมจลองไปหามาอานดู

อยู่ในบ้านมาได้2ปีละมั้งเนี่ย

#20 By (¬ ¬) (124.120.252.163) on 2008-06-25 18:42

เคยอ่านหนังสือเรืองนี้เหมือนกัน เห็นด้วยกับคุณเจ้าของบล็อกว่า เราจะหลุดพ้นจากการแยกตัวได้ ก็ต้องด้วยความสมัครใจของตัวเราเองเท่านั้น
อ่านไปอ่านมา ก็เริ่มคิดว่า เรานี่ก็เข้าเกณฑ์ฮิคินิดๆ เหมือนกันแฮะ ^^;

#19 By ~@Little M. Fox@~ on 2008-01-05 00:16

มีกานด้วยหรอนี้คนที่เป็นแบบนี้ไม่ยักรู้มาก่อน สงสัยเราจะอยู่ในโคบแคบละมั้งเนี้ยหรือ(กบในกะลาแหละว้า) อะไรทำนองนี้ หุหุ ขอบคุณมากครับ ^^

#18 By ><"a on 2007-12-21 15:21

รู้สึกตกใจ ที่ได้อ่านเรื่องราวของฮิกิโมริ
หลังจากตวามผิดหวังมากมายใยชีวิต
ทั้งครอบครัวที่แตกแยกและการเรียนที่ยังไม่จบ หลังจากนั้นประมาน เดือนกว่าที่ผ่านมาเราเงียบไม่คุยกะไคน ตื่นนอน1 ทุ่ม ทานข้าว ตอน 2ทุ่ม ต่อมาเล่นเกมจนเช้า อาหารส่วนมากจาก7-11 ไม่เคคุยกะไครหลบทุกคน ตอนกลางวันก้อนอนจาก7 โมงเช้าไปจน 1 ทุ่ม ทำอย่างนี้เปนเดือนๆ จนมาวันหนั
งที่ดูกาตูน ออนไลน์เจอกบสมาคม คนหนีโลกที่พระเอกเปนโรคนี้เราตกใจมากชีวิตเหมือนเรามากเลย เราก้อเลยตั้งใจไหม่ ออกสังคมคบค้ามนุษย์มากขึ้นและไปเรียนไห้จบ

#17 By (125.26.238.189) on 2007-11-08 06:41

อยากบอกว่า น้องชายเราก็มีอาการคล้ายๆโรคนี้ คือไม่ไปโรงเรียน ไม่ออกนอกบ้านพบเพื่อนฝูง หรือญาติพี่น้องที่ไหนเลย อยู่แต่บ้านดูทีวี เล่นคอมพิวเตอร์ แต่คุยเฉพาะคนในบ้านเท่านั้นอะ ถือว่าเป็นโรคนี้ไหม???

#16 By เนีย (203.154.96.153) on 2007-10-24 21:03

ปอนด์ว่า ไอ้ฮิคิโคโมริ เนี่ย ฟามจริงด้านดีดีมันก้อมีนะ แต่บางกรณีมันเว่อร์ไป

...อย่างตัวปอนด์เอง เป็นเหมือนกัน แบบว่า ม่ะอยากออกจากห้อง จากบ้าน ไปในโลกภายนอก เพราะม่ะอยากจะเจอกะผู้คนแปลกหน้า และสถานการณ์หลายสิ่งหลายอย่าง

แต่ปอนด์ก้อต้องออกไปเรียน แระก้อม่ะใช่เรื่องที่ฝืน เพราะถ้าจำเปนต้องออกบ้าน ก้อออก ถ้าม่ะจำเป็น ก้อเรียกได้ว่า ม่ะก้าวขาออกจากบ้านเรย...

เหมือนกะว่า "เดินผิดทาง" กันรึป่าว ฟามกดดันบนโลก วิวัฒนาการ ทุกอย่าง กฏ การเรียน การทำงาน การอยุ การกิน ทุกอย่างเหมือนฟิคตัว
ถามว่า "จุดประสงค์ที่เกิดมาจริงๆ คืออาไร" ที่สำคัญปอนด์ว่า มันคือฟามสุขนะ ที่ทำกันไปหน่ะ มีฟามสุขรึป่าว เวลาปอนด์เรียน ปอนด์ก้อมีฟามสุขดี ม่ะกดดัน ม่ะโอเวอร์

แต่เมื่อโลกพัฒนาไป ก้อต้องไหลตามไป ในคนหมู่มาก ต้องเริ่มมีกฏในการอยุด้วยกาน แต่ถ้าทุกคน รุ สำนึกดี มันก้อม่ะจำเป็นต้องมีกฏหรอก

ในขณะที่มนุษย์ หมุนไปพร้อมโลก ...มนุษย์ ก้อกะลังทำร้ายโลกอยุเช่นกัน

-*-

#15 By pond_desu (203.113.41.4) on 2007-06-24 16:42

ในมุมมองเรานะ มันก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน
มันคือรูปแบบวิถีการดำเนินชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งของคนกลุ่มหนึ่ง

ถ้าเจ้าตัวมีการจัดการกับชีวิตตัวเองได้
โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหากับใคร
ทำประโยชน์ให้กับสังคมเท่าที่โอกาสอำนวย

แล้วทำไมคนรอบข้างต้องเดือดร้อนด้วย

#14 By 456 (202.5.87.153) on 2007-06-15 23:15

ของสำนักพมพือะหยัง

#13 By ~TestsuTo~ テッツト on 2007-06-12 01:41

แกนรี แต่เราพรีเวนท์ โคตรว่างว่ะ---_----"

#12 By choc on 2007-05-16 23:02

เรื่องฮิกกี้นี่เราเข้าใจได้ไม่ยากเลย

ตอนเด็กๆเราเป็นพวกติดบ้าน ไม่ค่อยออกไปไหน พี่น้องก็ไม่มี เพื่อนบ้านก็ไม่มี เลยถนัดที่จะเล่นอยู่คนเดียวที่บ้าน
จนตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่นะ ไม่ค่อยชอบออกไปเที่ยวไหนหรอก

ก็อยู่กะตัวเองมันสบายใจดีนี่นา ไม่ต้องทะเลาะกะใคร ไม่ต้องเปรียบเทียบกะใคร ไม่ต้องรับรู้ความเป็นไปของโลกภายนอก... เค้าคงคิดอย่างนี้ละมั้ง

แต่ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นฮิกกี้ได้หรอกนะ ด้วยส่วนตัวเป็นคนขี้อ้อน แล้วก็ติดคนซะด้วย

ปล. เจอกันที่นรีเวชนะจ๊ะ ปัดจัง

#11 By fontis on 2007-05-13 00:44

ปิด Summer นี้ผมใช้เวลาคุ้มมาก Re-Grade ไป 2 ตัว ดันได้ D+ มาคู่ รีเอา A B เลย

ส่วนฮิกกี้นั้น ผมกลัวว่าตัวเองจะเป็นแบบนั้นเหมือนกันแฮะ บางครั้งเบื่อๆ ก็ชอบนอนอยู่ในห้อง
บางวันก็อยู่แต่ในห้องไม่ออกไปไหน แต่ก็ไม่ได้เหมือน ในเรื่อง NHK นะ

#10 By bank-Ultima on 2007-05-12 19:14

สุขสันต์?? สุขสันต์วันเปิดเทอม??

(นึกภาพตัวเองกำลังหลั่นล้า วิ่งไปมาบนวอร์ด - -'')

สังคมญี่ปุ่นมีเสน่ห์แบบแปลกๆ เราว่ามันเป็นสังคมที่อารมณ์บางอย่างเข้มข้น เหมือนอากาศที่เต็มไปด้วยไอน้ำ จนบางส่วนควบแน่น กลั่นตัวเป็นเม็ดฝนให้จับต้องได้ ...แต่ก็นะ อารมณ์ฝนตกมักจะมัวๆ หน่อยนึงง่ะ

เราว่าเราก็เป็น mild hikikomori-ous นะเนี่ย บางอารมณ์น่ะนะ ^^''

มันอาจจะเป็น defense mechanism อย่างนึงก็ได้ เวลาที่มองแล้วปวดใจ ก็ขอหันหลังให้สักพักเป็นไร

ต่อให้ใครมาช่วยฉุดก็คงจะไม่เป็นผล ถ้าไม่อยากหันกลับมาด้วยตัวเอง

:D

ปล.เออ หมดดื้อๆ งี้แหละ แต่เดี๋ยวก็กลับมาอีก แค่ไม่เขียนบ่อยขนาดแต่ก่อนแ่ค่นั้นเอง ;)

#9 By วีซี (202.28.180.130 /10.7.73.66) on 2007-05-10 15:47

ไม่รู้จะเมนต์อะไรดีแฮะฮับ เอิ๊กๆๆๆ ...อืมม... ยังไงคนเราก็ต้องอยู่กับความจริง ซึ่งใครหลายคนก็มองว่ามันโหดร้าย... น่าคิดว่าสิ่งที่โหดร้าย คือ ความจริง ,ผลจากการกระทำของผู้คน , ทัศนคติ หรือแม้แต่บรรทัดฐานสังคม?

หลังๆชักกลัวๆกับเรื่อง NHK ยังไงไม่รู้ฮับ มันดูมืดมนลงไปเรื่อยๆ ...แม้จะสามารถวิเคราะห์อะไรหลายอย่างออกมาได้อย่างหลากหลาย แต่... ความรู้สึกหลังอ่านมันชวนให้รู้สึกแย่ตามไปด้วยน่ะฮับ

#8 By DDP on 2007-05-10 14:44

ในโลกที่บีบคั้นขันแข่ง สังคมต้องการเพียงผู้ที่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะอยู่ในสังคมได้อย่างภาคภูมิ ส่วนผู้ที่อ่อนพ่ายแพ้ ก็ต้องออกจากสนามแข่งไปโดยปริยาย...

คนแพ้ที่ต้องเดินออกจากสนามแข่งนั้นน่าเป็นห่วง แต่สิ่งที่ต้องตระหนักมากกว่านั้น คือ การตัดสินของกรรมการที่หลายครั้งหาความเป็นธรรมไม่ได้เลย

คนที่ถูกตัดสินว่าแพ้ อาจจะไม่ได้ต้องการแยกจากสังคมเสมอไป แต่สังคมไม่ยอมรับให้เขาเดินกลับเข้ามาต่างหาก...

#7 By รัตนาดิศร on 2007-05-10 11:28

Nostalgia...Taggy II

น้องอาร์ม...ชื่อคนรักรึ...บังเอิญว่า มันเป็น Tag ของพี่อ่ะนะ เอาไปแค่ชื่อพี่ละกัน

คุณ Baby Face...จะถามอะไร...ว่ามาเลยม่ะ !!

เจ๊บี...จะเรียกอะไร ก็สุดแล้วแต่จะกรุณาเทิ๊ดดดดด

แอริธจัง...กระผมก็ชื่อเช่นนี้แล...ว่าแต่ เพิ่งนึกขึ้นได้...ไม่ต้องโพสต์รูปด้วยใช่มั๊ยครับ

เจ๊โอ๋...ก็ดังที่ตอบไปแล้วนั่นแล...

คุณ DDP...ไม่ทำก็ไม่ซีเรียสครับ ผมก็เนียนอีกอันของเพื่อนไปแล้ว และที่แจกๆไป ก็ดูจะมีคนทำอยู่กระจึ๋งเดียวเท่าน๊านนนน

รัตนาดิศร...Thx สำหรับชื่อจีนนะ เกิดมาไม่เคยสนใจจริงๆนะเนี่ย...ออ ส่วนแซ่ของเรา แซ่ก๊วยแหล่ะ ไว้ว่างๆจะออกท่องยุทธจักรแล้วเนี่ย

เจ๊วิน...อยู่ๆชีวิตจะขาด inspiration เอาดื้อๆงี้เลยเรอะ ทั้งๆที่ปกติเธอกระตือรือร้นเปิดเนท ดูนู่น เขียนนี่ ไปนั่น ออกจะบ่อย แหม่ อย่าทำตัวซึมให้เห็นเชียวนะ นู๋รับไม่ด๊ายยยย
เห็นด้วยว่า ชีวิตปีนี้ มันส์หยดแน่ๆ เตรียมใจกันไว้ได้เลย

นู๋ลูค..จะ.เรียกเราด้วยชื่อเล่นซักคน ก็ไม่เลวนะ

พี่วลาดิมีร์...ผะ..ผมประทับใจมากครับ พี่เป็นคนแรก (และท่าทางจะคนเดียว ) ที่เอาถากนี้ไปเขียนต่อนะเนี่ย !!

นายรัฐ...ไม่สนใจรับถากร้อนๆไปเขียนจริงๆรึ แหม่
เรื่องฉายาต่อหลังชื่อนี่ ของพี่ก็เป็น โดยเฉพาะกับชื่อยอดนิยมทั้งหลายแหล่ จะมีแรงค์ต่อท้ายเสมอๆ (ในคณะ มีประมาณ 7ฝน 3ขิม 4พลอย อะรไประมาณนี้...)

#6 By Zieghart on 2007-05-10 10:11

ขึ้นจิตเวชก่อนเลยอ่ะ...
จะลองเอาเรื่องนี้ไปแย็บๆ ถามจิตแพทย์ดูมั่งดีกว่า

เห็นด้วยว่า ทั้งหมดมันก็ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวเองล่ะเนอะ

#5 By >>VaRioLa on 2007-05-09 22:57

เท่าที่ผมรับรู้มา ผมมีความเชื่อว่าพวกฮิกกี้ทั้งหลาย คือคนที่พก "โลกของตัวเอง" ติดออกไปข้างนอกไม่ได้น่ะครับ จะด้วยความอ่อนแอ(โลกเราหนัก แบกไม่ไหว) ความหวาดระแวง(โลกเราบอบบาง เดี๋ยวแตก) หรือความน้อยเนื้อต่ำใจ(โลกเรามันเน่า เดี๋ยวคนอื่นหัวเราะเอา) ก็ตาม... แต่ชีวิตฮิกกี้นั้นช่าง "ไม่สะดวก" เอาเสียเลย

จบคอมเม้นต์ดื้อๆ โดยไม่ขอออกความเห็นเรื่องความถูก-ผิด หรือทางแก้ครับ เดี๋ยวยาวเปล่าๆ
อ่านแล้ว
อยากหนีไปมั่งจัง
^ - ^

#3 By siren (125.27.128.47) on 2007-05-08 22:05

วันนี้ได้ความรู้ติดกลับไปด้วย
NHK เราว่าหลังๆมันเครียดเกินไปหน่อยแล้วนะสิ

#2 By aerith-chan on 2007-05-08 20:13

ถ้ามันปิดตัวเก็บตัวเองขนาดนั้นแล้ว
จะให้ยอมรับ แล้วออกมาจากโลกนั้นก้อคงไม่ง่ายนักหรอกน้า

#1 By +panpandog+ on 2007-05-08 17:58