Final Fantasy II - ย่างก้าวที่สอง สู่การปฎิวัติ
posted on 06 Aug 2007 09:29 by zieghart in My-Maniaวันศุกร์ที่ผ่านมา เพิ่งหมดเวรหมดกรรมกับภาควิชาศัลยศาสตร์ครับ...เป็นหนึ่งเดือนครึ่งที่ไม่รู้ว่าเร็วหรือนานกันแน่...แม้จะค่อนข้างชอบทีเดียว แต่ที่หนักใจคือ...แทบไม่มีเวลาว่างเป็นเรื่องเป็นราวเลย ยิ่งตัวผมเอง มีความสามารถในการจัดเวลาชีวิตตัวเองในระดับสูงสิ้นดีด้วยแล้ว...พอมาเจอ"เวลาว่างแบบเป็นท่อนๆ" เข้าไปทีนี่...ทำเอาเบลอไปเลย
ต่อจากนี้ จะมีเวลาให้หายใจหายคออีก 2 อาทิตย์ครับ(YA~~HAAA) ก่อนจะไปต่อที่ตึกอายุรศาสตร์...ซึ่งไม่ได้เบากว่ากันเล้ย~~ ตอนนี้ก็เลยมีแต่อะไรๆที่อยากจะทำเต็มไปหมด ในเวลาที่จำกัดนี่...บลอกก็อยากอัพ หนังสือก็อยากเขียน นิยายก็อยากอ่าน เที่ยวก็อยากไป ภาพก็อยากถ่าย เกมส์ก็อยากเล่น ฯลฯ...และมันก็กลับมาสู่ข้อสรุปสุดคลาสสิค.......ลดเวลานอนลงครับ ^^"

Prologue
จักรวรรดิพาราเมเกียอันเกรียงไกร นำโดยจักรพรรดิผู้มักใหญ่ใฝ่สูง ได้ทำการขยายอำนาจ รุกรานดินแดนข้างเคียงอย่างไม่หยุดหย่อน...ภายใต้เวทย์มนตร์ดำอันกล้าแข็ง และกองทหารแห่งความมืดที่ฆ่าไม่ตายแล้ว...เสียงร่ำไห้ของผู้คน ก็ดังระงมไปทั่ว เปลวเพลงโหมกระหน่ำ หยดเลือดสาดกระจาย ย้อมราตรีที่มืดมิด ให้เป็นสีแดงฉาน...
แม้จะไร้ซึ่งกำลัง แต่ราชาแห่งเมืองฟินน์ ก็ได้แอบก่อตั้งกองทัพปฎิวัติขึ้นมาในเมืองที่แสนห่างไกล ทำการซ่องสุมกองกำลัง และประสานความร่วมมือกับอาณาจักรอื่นๆ ที่ต่างก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน และกำลังจะเดินหน้าไปสู่จุดจบในรูปแบบเดียวกัน...

Innocent Lambs
ฟิริออน/มาเรีย/กาย เป็นหนึ่งในผลลัพธ์ที่เห็นกันจนชินตา ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามที่เต็มไปด้วยความกระหาย แต่ไร้ซึ่งความหมายครั้งนี้...พ่อแม่ของทุกคน ถูกสังหารสิ้นในการโจมตีของจักรวรรดิ...พวกเขาและเธอ ถูกกองทหารแห่งความมืด ไล่ล่าหมายปลิดชีวิต
เจ้าหญิงฮิลดา บุตรีแห่งราชาเมืองฟินน์ ได้ช่วยเหลือเหล่าเด็กน้อยไว้ได้ คงมีเพียงเลออน พี่ชายของมาเรียเท่านั้น ที่ถูกพาตัวไปโดยทหารจักรวรรดิ...ด้วยความต้องการที่จะแก้แค้น และตามหาสมาชิกคนสำคัญที่สูญหาย...เด็กน้อยทั้งสามคน ได้ยื่นคำขอ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพปฎิวัติทันที พร้อมประกาศกร้าว จะล้มจักรวรรดิแห่งความมืดให้จงได้
...ชีวิตที่รักษามาได้ ไม่ใช่สิ่งด้อยค่าขนาดจะเอามาทิ้งขว้าง...เจ้าหญิงฮิลดาปฎิเสธคำขอร้องของเด็กน้อยในทันที...แต่มาถึงตอนนี้ ไม่มีอะไรที่จะหยุดยั้งพวกเขาได้ ไม่มีอะไรที่จะหยุดยั้งเปลวไฟแห่งความมุ่งมั่น ที่โหมกระหน่ำในใจทั้งสามได้อีกต่อไป...

The Stubborn Rebellion
การต่อต้านยังคงยืดเยื้อ ฝ่ายจักวรรดิค่อยๆรุกคืบ กองทัพปฎิติค่อยๆถูกทำให้ล่าถอย...การสูญเสียที่เกิดขึ้น ช่างมากมายเหลือเกิน...ทหารเอก/จอมเวทย์คนสนิท/สุดยอดองครักษ์/คู่หมั้น หรือแม้แต่ราชาแห่งฟินน์ผู้นำทัพ...ก็ยังต้องจบชีวิตลง ท่ามกลางสงครามที่นับวันก็ยิ่งทวีความรุนแรง และเมื่อจักรวรรดิได้ปล่อยสุดยอดยานรบทำลายล้างนาม Dreadnought ออกมา แสงสว่างที่เหลือเพียงริบหรี่ของกองทัพปฎิวัติ ก็พลันวูบหายไป...
ทว่า จะด้วยความรั้นเพราะวัยเยาว์ หรือความมุ่งมั่นเพราะเชื่อในความถูกต้องก็แล้วแต่...ตลอดตั้งแต่ต้นนั้น เด็กน้อยทั้งสาม ได้มีบทบาทอย่างมาก ต่อกองทัพปฎิวัติ...พวกเขาและเธอ เสี่ยงตายนับครั้งไม่ถ้วน
ทั้งลอบเข้าไปสืบข้อมูลสำคัญ...รับมอบถ้อยคำสุดท้ายก่อนสิ้นชีพของผู้นำ...ตามล่าโลหะมิสริลเพื่อเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของกองทัพ...สืบทอดเวทย์มนตร์ในตำนานที่สาบสูญ...ร่วมทางกับมังกรไวเวิร์น ฝ่าสู่ใจกลางพายุหมุนขนาดยักษ์เข้าหาจักวรรดิ...จนสุดท้าย ทุกคนสามารถทำลายยอดยานรบให้กระจุยเป็นผุยผง และปลิดชีพจักรพรรดิพาราเมเกียลงได้สำเร็จ !!

RealConfrontation
น่าเสียดาย...รอยยิ้มแห่งความสุข กลับอยู่ได้เพียงชั่วครั้งคราว...ศัตรูคู่แค้น ที่ขัดขวางเด็กทั้งสามมาตลอดการเดินทาง และรู้จักกันในนาม "อัศวินดำ" สุดยอดทหารมือขวาของจักพรรดิพาราเมเกีย ได้ปรากฎโฉมหน้าที่แท้จริงออกมา ซึ่งก็คือ"เลออน" พี่ชายผู้พลัดพรากของมาเรีย ซึ่งลุ่มหลงในอำนาจแห่งจักวรรดิอันยิ่งใหญ่นั่นเอง...
จักวรรดิเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าไปอย่างฉับพลัน ด้วยการนำทัพของผู้นำที่แข็งแกร่งกว่าเดิม การรุกรานระลอกใหม่ก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้น...ซ้ำร้าย จักรพรรดิพาราเมเกียที่ควรจะจบชีวิตลงไปแล้ว ก็พลันกลับมาอีกครั้ง จากพันธะสัญญากับปีศาจพร้อมรูปโฉมของอสูรกายจากโลกมืด และพลังเวทย์ทรงพลานุภาพอันน่าสะอิดสะเอียน
...โลกอันแสนมืดมิด ก็กลับดูมืดมนยิ่งกว่าที่เคย !!!

Behind the Cover
Final Fantasy II - บทแห่ง "การปฎิวัติ" - นั้น ไม่ใช่หมายเพียงแค่ตัวเนื้อเรื่อง ที่กล่าวถึงการต่อต้านจักวรรดิ และความทุกข์ของผู้คนที่ล้วนถูกพลิกให้มาอยู่ท่ามกลางไฟสงครามอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงเท่านั้น...แต่ตัวเกมส์เอง ก็แสดงจุดยืนของซีรีย์อย่างชัดเจน ในก้าวที่สองนี้เองว่า...จะเดินบนเส้นทางของ"การปฎิวัติ" ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป
จนถึงปัจจุบัน ซีรีย์บางซีรีย์ เลือกที่จะคงคอนเซปต์ของการมี"เอกลักษณ์" เดิมไว้เสมอมา...แต่สำหรับไฟนอล แฟนตาซี กลับเลือกที่จะเดินในเส้นทางของ " การเปลี่ยนแปลง" เพราะนอกจากชื่อเฉพาะต่างๆที่ยังคงถูกยกมาใช้เป็นเอกลักษณ์แล้วนั้น...ทั้งระบบการเล่น อารมณ์ของตัวเกมส์ ธีมของเนื้อเรื่อง และบรรยากาศต่างๆ ก็เรียกได้ว่า ไม่เคยซ้ำกัน
ในภาคนี้ จะไม่มีระบบการปราบศัตรู นำแต้มประสบการณ์ มาเพิ่มเลเวล พัฒนาตัวละครอีกแล้ว แต่จะเป็นระบบ"ความถนัด" แทน...ไม่ว่าจะเป็นพลังชีวิต พลังเวทย์ ความเร็ว ความอึด การใช้ดาบ ใช้ขวาน ใช้ธนู ฯลฯ ตัวละครไหน ใช้การต่อสู้รูปแบบใดบ่อยครั้งกว่า "ความถนัด"ด้านนั้นๆก็จะยิ่งเพิ่มพูน และรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งอื่นที่ได้รับการชื่นชมอย่างมาก ก็คือระบบ"คีย์เวิร์ด" ที่เป็นการนำ"ถ้อยคำ"ที่ได้รับมอบจากคนๆหนึ่ง ไปเลือกพูดกับคนอื่นๆ เพื่อนำไปสู่การเข้าหาเนื้อเรื่องที่แตกต่างจากเดิม...อาจเพราะในโลกที่ไม่สามารถแยกแยะมิตรหรือศัตรูได้แล้ว การเลือกใช้คำพูด ก็กลายเป็นสิ่งที่สำคัญ กำหนดเป็น-ตายได้ในฉับพลันนั่นเอง
และในภาคนี้เอง ที่เป็นจุดกำเนิดของตัวละครอมตะอีกหลายตัว ที่เป็นที่จดจำของซีรีย์ อย่างสุดยอดวิศวกรเรือเหาะ "ซิด" หรือนกสีเหลืองขนฟูน่ารักน่าชัง "โชโคโบะ" ที่แม้จะผ่านมาอีกกว่า 10 ภาค นานเกือบ 20 ปี...ทั้งสองตัวละคร ก็ยังคงปรากฎโฉมอยู่ทุกครั้งไป
.................
..........................
.................................
Last Page's story - Last Struggle;Once and for All
จักรพรรดิพาราเมเกีย ที่ได้กลับมาจากโลกมืด ได้สร้างจักรวรรดิโฉมใหม่ ให้กลายเป็นหอคอยทมิฬ นามนั้นคือ แพนเดโมเนียม (Pandemonium)เชื่อมต่อลงไปถึงก้นบึ้งของขุมนรก พร้อมประกาศจะทำลายล้างโลกให้สิ้นซาก...
ณ ตอนนี้ มันมิใช่ปัญหาเพียงแค่คนกลุ่มหนึ่ง หรือเมืองๆหนึ่งอีกต่อไป...แต่โลกทั้งใบ กำลังจะก้าวไปสู่จุดจบที่น่าเศร้าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน...อีกครั้ง ที่เด็กน้อยทั้งสี่ จะต้องเชื่อมั่นในความถูกต้อง และอีกครั้ง ที่พวกเขาจะต้องจบการต่อสู้ที่แสนเศร้านี้...อย่างสมบูรณ์...

Closing Comment
FF 2 นี่ จัดได้ว่ามีความสมจริงหลายๆอย่าง ทั้งระบบการพัฒนาความสามารถตัวละครแบบ 'ใช้มากได้มาก' หรือการใช้พาสเวิร์ดไปบอกคนนั้นคนนี้ ...ถ้าไม่นับบั๊กแปลกๆอีกมาก ที่เพิ่งจะมาถูกแก้เอาเวอร์ชันหลังๆนี้เอง ^^"
สิ่งที่ผมชอบที่สุด นอกจากเพลงประกอบ (โดยเฉพาะเพลงหน้านี้แหล่ะ) คือบรรยากาศของเรื่องครับ ได้อารมณ์การต่อต้านของคนกลุ่มน้อย ที่ค่อยๆฝ่าไปทำภารกิจทีละอย่าง ทีละอย่าง ค่อยๆเข้มแข็งขึ้น ได้เพื่อนใหม่มากขึ้น จนท้ายที่สุด ก็กลับมารวมกัน เป็นกลุ่มเดิมกับ ณ ตอนเริ่มแรกนี่เอง
โดยฉากที่โดนใจที่สุด ก็คือยอดนักเวทย์มินวู ที่เชื่อมั่นการมาของตัวเอก ก่อนที่จะสละชีวิตตัวเอง แลกกับสุดยอดคาถา อัลทิม่านั่นเอง...
การผูกโยงไปถึงเรื่องทายาทต่างๆก็ทำได้น่าสนใจ อย่างอัศวินมังกรคนสุดท้าย(ที่ภาครีเมคหลังๆ ก็อุตส่าห์นำไปโยงกับตัวละครหลักอีกตัวในภาค 4 ได้อย่างแนบเนียน)หรือมังกรไวร์เวิร์นที่กำลังจะตาย ฝากไข่ให้ไปเก็บในที่ปลอดภัย และก็กลับมาช่วยตัวเอกในตอนท้าย...เล่นไปก็ยิ้มไปเลยครับ
และยิ่งกว่านั้น นี่น่าจะเป็นภาคแรก ที่ความเป็น"ดรามา" ถูกใส่เข้าไปอย่างเต็มที่...ตลอดการเดินทาง เหล่าเด็กน้อยได้พบเจอคนมากมายที่เข้ามาร่วมต่อสู้ด้วย และโดยมากแล้ว แทบทุกคนต่างก็ต้องจบชีวิตลงเพื่อปกป้องเหล่าตัวเอกทั้งสิ้น...ทั้งๆที่บางคน ก็เพิ่งจะได้รู้จักกันไม่นานแท้ๆ ? บางครั้งก็อาจทำให้รู้สึกเหมือนถูกยัดเยียดความรู้สึก ทั้งๆที่ไม่ได้บิลด์อารมณ์คนเล่นซะก่อน....
...เพราะข้อจำกัดของเกมส์ RPGยุค old school ที่ทำให้ต้องเน้นหลักที่ผลของเหตุการณ์ มากกว่าจะมานั่งปูพื้นความสัมพันธ์ตัวละคร?
...หรือเพราะตัวละครเหล่านั้น เชื่อมั่นใน"อุดมการณ์"ของตน และฝากความหวังไว้ที่"อนาคต"ของตัวละครหลัก? แม้จะพบกันเพียงแค่ชั่วข้ามคืน?
...ผมเลือกที่จะเชื่อแบบหลังครับ มันดูโรแมนติกกว่าเป็นไหนๆ ;)
.
แด่ความเพ้อฝัน ที่แลกมาด้วยชีวิตและการเสียสละ
.
--Trace Memory...Trace Fantasy--
To be continued...Final Fantasy III - เสียงเพรียกสุดท้าย จากสายลม
Medicine & Series
Final Fantasy
Review
Mania
About Me

ยัย panpandog...คนนี้ไม่ได้ตอบ แต่มาเมนท์เป็นการส่วนตัว บอกว่าบทความยาวไป...ไม่อ่าน...แหม่ คราวนี้เลยพยายาม(แล้ว) ที่จะย่อลง(นิดนึง) อ่านด้วยล่ะหล่อน!!
เอริธจัง...เกมส์ตลับเกมส์แรกของผม...คุ้นๆว่า ไม่คอนทราก็มาริโอ้นี่ล่ะ เล่นกันข้ามวันข้ามคืน...เชื่อมั๊ยครับว่า เคยกด pause ทิ้งไว้ทั้งคืน เพื่อจะตื่นกลับมาเล่นใหม่ตอนเช้าด้วยนะเออ...พอเข้ายุคที่มีตลับเซฟเท่านั้นล่ะ ชีวิตเกมส์เมอร์สบายขึ้นอีกเยอะ ^^
พี่วลาดิมีร์...ช่วง1-2เดือนที่ผ่านมา ยอมรับว่า ไม่ค่อยได้ตามคอมเมนท์หรือบลอกตัวเองบ่อยเท่าไหร่ครับ มีแต่แอบมาเล่นเนทเป็นช่วงๆตอนอยู่เวร...คราวนี้ nostalgia ก็กลับมาซะที จริงๆแล้ว ผมเขียนเองก็ชอบเองนะ ไอ้ช่วงเนี๊ย ^^ (เปลี่ยนชื่อเป็น zieggy channel ดีมะ? 555)
เกมส์เรียงเลข เป็นมินิเกมส์บนเรือครับ ขึ้นเรือลำแรก แล้วกด A+B พร้อมกัน 55 ครั้ง ก็จะได้เล่นจ้า (ของตอบแทนในภาค NES คือ...เงินอัน...น้อยนิด ==")
พี่ mastemune...ภาคหนึ่ง ผมเพิ่งจะ getเนื้อเรื่องก็ตอนภาค PS เหมือนกันครับ เล่นไปก็อึ้งไป...แต่ตอนเด็กๆที่ไม่รู้เรื่องเลย กลับรู้สึกสนุกและมันส์กว่าแฮะ 555
ภาค 9 นี่ ผมเล่นก็ได้อารมณ์ภาคเก่าๆสุดเลยครับ โดยเฉพาะภาค 1 กับ 4...โดยส่วนตัวคิดว่า ภาค 9 นี่ล่ะ ที่ได้อารมณ์ FF ดั้งเดิมมากๆ
ยัย choc...ว่างๆวาด fan art FF ให้ยลเป็นขวัญตาหน่อยสิ ลายเส้นก็สวยอยู่แล้ว อย่ามัวแต่ไปวาดกันดั้มเซ่ !!! รีเควสๆ
#1 By Zieghart on 2007-08-06 12:56