Final Fantasy III - เสียงเพรียกสุดท้าย จากสายลม
posted on 07 Sep 2007 21:15 by zieghart in My-ManiaSmall Talk
สวัสดีครับ
เมื่อเอนทรีก่อนหน้า ทำปากดีพูดไว้ว่า หลังๆอยู่ว่างๆไม่ค่อยได้...ผ่านมาสามอาทิตย์...ตอนนี้ "ไม่ว่าง" สมใจ จนอยากจะกลับคำพูดซัก180 องศา=="
ตอนนี้กำลังเรียน + ทำงานอยู่ภาควิชาอายุรศาสตร์ครับ มีอะไรให้ทำ เยอะแยะไปหมด ถ้าวันไหนเป็นช่วง highseasonมีอะไรทำมากหน่อย ก็อยู่ตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึงเที่ยงคืนตรง..ตกอาทิตย์ละ 6 วัน (หรือแจ๊กพอตหน่อย ก็อาทิตย์ละ 7 วัน...) แค่ยืนอย่างเดียว ก็คงจะซักวันละ 10 ชั่วโมงได้ T_T
ผ่านมาครึ่งทาง กะลังอยู่ในช่วงปรับตัวได้บ้าง เลยขอดั้นด้นกลับมาอัพบล็อกให้หายอยากหน่อยละกันนะ ^^ (นี่เป็นบทความเวอร์ชัน modify จากที่เคยเขียนไว้เมื่อนานมาแล้ว อ่านๆดูอาจจะรู้ว่า..สำนวนคนละแบบกันเนอะ)
When light is lost, the equilibrium will be no more.
~The Wind Crystal~

.
Prologue
โลกใบนี้ คงอยู่ได้ด้วยพลังของคริสตัลแห่งแสงสว่างทั้ง 4 ซึ่งเป็นขุมพลังแห่งธาตุอันยิ่งใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงให้ทุกชีวิตดำเนินไป...และเมื่อมีแสงสว่างสาดส่อง ในขณะเดียวกัน ก็จักต้องมีความมืดมาถ่วงดุล...ดังนั้น คริสตัลแห่งความมืดอีกชุดหนึ่ง ก็มีอยู่เพื่อรักษาสมดุลของขั้วทั้งสอง ให้โลกคงอยู่ได้ตลอดช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่ยาวนานนี่เอง
เมื่อใดที่ความมืดเสียสมดุล... แสงสว่างจะคัดเลือกผู้ที่จะมาเป็นตัวแทน นำสันติสุขกลับคืนมาสู่ทุกชีวิต ...และหากถึงคราแสงสว่างไร้เสถียร... ความมืด ก็จะคัดเลือกตัวแทน มาปิดฉากหายนะนั้นๆ ให้ทุกอย่างกลับสู่วัฏจักรเดิมในที่สุด...
ไม่ว่าเวลาจะเนิ่นนานเท่าไร ...กงล้อแห่งการเปลี่ยนแปลงก็ยังคงหมุนต่อไป
ดุจดังเมื่อครั้งอดีต...เมื่อเทคโนโลยีของมนุษย์ได้ก้าวหน้าเกินขีดจำกัด เหล่าผู้โง่เขลาได้คิดท้าทายธรรมชาติ ทำการดึงพลังจากคริสตัลแห่งแสงมาใช้เพื่อสร้างประโยชน์ส่วนตน จนสุดท้าย ธรรมชาติก็เกิดการปั่นป่วน อารยธรรมเหล่านั้นเสื่อมสลายพินาศลงแทบหมดสิ้น คริสตัลแห่งความมืด จึงทำการคัดเลือกตัวแทนเหล่านักรบขึ้นมา ต่อสู้นำสมดุลแห่งแสงกลับคืนจุดเดิมได้ในที่สุด...
Face the Fate from the Crystal
กาลเวลาผ่านไป ...เมื่อจอมเวทย์เวทย์ผู้สูงส่ง นามโนอาห์ ใกล้จะหมดลมหายใจ เขาได้ทิ้งมรดกสุดท้ายให้กับศิษย์เอกทั้งสามของเขา...
มอบหมายให้โดก้า ครอบครองโลกแห่งเวทย์มนตร์อูนเน่ ครอบครองโลกแห่งความฝัน และซานเด้ ครอบครองโลกแห่งมนุษย์ ทุกอย่างควรจะดำเนินไปด้วยดี...
...แต่จะด้วยความมัวเมาในอำนาจ หรือด้วยอิทธิพลจากกงล้อแห่งการเปลี่ยนแปลงก็แล้วแต่...ซานเด้ ได้ปรารถนาจะครอบครองโลกทั้งสามด้วยตัวของเขาเอง ความทะยานอยาก ผลักให้เขาเรียกอสูรร้ายจากโลกมืดขึ้นมา หมายมั่นจะทำลายทุกประกายของแสงสว่างให้หมดสิ้นไป
เมื่อความมืดเริ่มพุ่งพล่าน สมดุลกำลังจะปั่นป่วน โลกกำลังจะพินาศสิ้น....อีกครั้ง ที่แสงสว่างจะก้าวเข้ามา...ชะตากรรมได้ถูกกำหนด...กงล้อแห่งโชคชะตาของผู้ถูกเลือก...นักรบแห่งแสงทั้ง 4 ...ก็เริ่มหมุนวน

On the surface of the light
ฉากหน้าของตัวเกมส์ ถูกนำเสนอด้วยเนื้อเรื่องที่เรียบง่าย คงแนวความคิดดั้งเดิมที่กล่าวถึงชะตากรรมของผู้ถูกเลือก ขุมพลังแห่งธรรมชาติ และสมดุลแห่งโลก ที่ถ่ายทอดผ่านสัญลักษณ์ที่คุ้นเคยอย่าง คริสตัล เป็นเอกลักษณ์ที่แม้ปัจจุบันก็ยังคงความขลังอยู่
แต่สิ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นมาจากภาคก่อนๆ กลับไม่ใช่ตัวเรื่อง ที่เป็นการนำกลิ่นไอเดิมจากภาคแรกกลับมา หากแต่เป็นความลึกของเนื้อหา และมิติของทุกตัวละครที่เกี่ยวข้องกับหายนะของคริสตัลที่กำลังเสื่อมสลายนี่เอง
ไฟนอล แฟนตาซีภาคนี้ ได้เน้นความสำคัญกับบทบาท ที่มาที่ไป และเหตุผลในการมีอยู่ของตัวละครเหล่านั้น ซึ่งเคยเป็นจุดอ่อนของบทในภาคก่อนๆ... การปรากฏตัวที่ค่อยๆเปิดเผยจุดประสงค์ที่แท้จริง... การเสียชีวิตที่มีผลต่อเนื่องสืบไป... ทุกองค์ประกอบต่างผสมรวมกันให้ผู้เล่นได้รู้สึกผูกพันกับผู้คนเหล่านั้น และเข้าถึงอารมณ์ของเนื้อเรื่องได้เป็นอย่างดี

In the deepest part of the Darkness
ระบบของ FF III ที่แม้ไม่ได้แปลกใหม่ แต่ก็ถูกพัฒนาขึ้นมาจากภาคก่อนๆนี้ก็คือ ระบบการเปลี่ยน Job อย่างอิสระ ที่สร้างความพลิกแพลงในการเล่นได้อย่างมาก อาชีพต่างๆจะได้รับเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆเมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไป จากนักรบหัวหอม ก้าวไปสู่อัศวิน- นักรบ - นักดาบเวทย์ ผู้ใช้เวทย์มนตร์ ผู้อัญเชิญ ไวกิ้ง - อัศวินมังกร - นักปราชญ์ - นินจา ฯลฯ ซึ่งมีผลต่อค่าสเตตัสและอบิลิตี้ต่างๆที่ไม่เหมือนกัน การจัดปาร์ตี้ในรูปแบบใหม่ๆไปเรื่อยๆนี้ สร้างความสนุกสนานได้ไม่รู้จบ
ผ่านมาถึง 16 ปี แม้ภาคอื่นๆจะได้รับการทำใหม่นับครั้งไม่ถ้วน แต่ภาค3 นี้ อาจจะเป็นภาคเดียว ที่เหมือนไม่ได้รับความเหลียวแล ถูกยกเลิกโปรเจครีเมคไปหลายต่อหลายครั้ง...ในที่สุด มันก็ได้ถูกยกเครื่องกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ในรูปแบบ 3D บนเครื่องเกมส์พกพา Nintendo DS ที่กำลังเฟื่องฟูอยู่ ณ ตอนนั้น
หลายสิ่งหลายอย่างได้เปลี่ยนไป...ทั้งตัวละคร เนื้อเรื่องปลีกย่อย บทสนทนารายละเอียดของแต่ละอาชีพ ถูกพัฒนาให้มีความลึกของเนื้อหาที่มากขึ้น สมเหตุสมผลมากขึ้น และมีความพิเศษเฉพาะตัวมากขึ้น โดยยังพยายามคงเอกลักษณ์ของต้นฉบับไว้ให้มากที่สุด...

Behind the Cover
Final Fantasy III - บทแห่ง "ผู้ถูกเลือก" - นั้น สร้างกระแสที่ฮือฮาเป็นพิเศษ และเป็นจุดพลิกผันจุดสำคัญมากจุดหนึ่งของซีรีย์ ไม่ว่าจะเป็นการนำระบบเปลี่ยนอาชีพมาใช้อย่างจริงจัง การเริ่มต้นระบบมนตร์อสูร และการเปิดตัวสิ่งมีชีวิตคู่บุญของซีรีย์อีกหนึ่งตัว...Moogle ตัวขาวอ้วนนั่นเอง
และสำหรับเวอร์ชันปรับปรุงใหม่นั้น แม้จะมีเสียงบ่นประปราย ถึงความช้าของตัวเกมส์ ความยากที่ลดลงมาก จำนวนศัตรูที่น้อยลง และฉากดันเจียนที่ดูเล็กไปถนัดตา เมื่อทำเป็นสามมิติ...แต่โดยภาพรวม สำหรับทั้งแฟนเก่าและแฟนใหม่แล้ว คงไม่มีใครเถียงว่า ทั้งสองเวอร์ชันนั้น..."สนุก"มากเพียงไร
ที่สำคัญที่สุด นี่เป็นภาคที่สองของซีรีย์ ที่ถูกยกมาทำเป็น "ภาษาไทย" สมบูรณ์แบบ โดยการนำ และการสนับสนุนของแฟนๆซีรีย์นี้ นับเป็นอีกก้าวที่น่าจดจำอย่างแท้จริง
...............
........................
...............................
Last Page's story - Balance the Two Force
บทสุดท้ายของการเดินทางไล่ตามเสียงเพรียกของคริสตัล นำทั้งสี่มาสู่ปากทางเข้าดินแดนแห่งความมืด...ภายใต้การช่วยเหลือของเหล่าสหายร่วมรบ...พวกเขาและเธอ สามารถล้มซานเด้ลงได้ในที่สุด !!
...ทว่า แผนการณ์ขั้นสุดท้าย ไม่สามารถถูกยับยั้งได้...ม่านหมอกแห่งความมืดที่อยู่เหนือกาลเวลา "ดาร์ค คลาวด์" ก็ปรากฎตัวออกมา และหมายมั่นทำหน้าที่เพียงหนึ่งเดียวของมันให้บรรลุผล นั่นคือ...นำโลกทั้งใบ...กลับคืนสู่ความว่างเปล่า...
สู่สถานที่ซึ่ง แสงสว่าง ไม่อาจสาดประกายแสง...
สู่สถานที่ซึ่ง ความมืด ไม่อาจบดบังสิ่งใด...
"ผู้ถูกเลือก" ทั้ง 4...จำเป็นจะต้องเลือก"อนาคต"สุดท้ายของพวกเขา ณ ที่นี้เอง...

Closing comment
ถ้าจะว่ากันตามจริง...นี่เป็นไฟนอล แฟนตาซีภาคแรก ที่ผมเล่นแล้วรู้สึก"สนุก"อย่างมาก...ทั้งระบบ ทั้งเนื้อเรื่อง ทั้งเพลงประกอบ ทุกอย่างดูลงตัวในขอบเขตของมัน...แม้จะกลับไปเล่นเวอร์ชัน 8 bit อีกครั้ง ในตอนที่ก้าวสู่ยุค Blue ray เช่นนี้ ผมก็ยังรู้สึกถึงความประทับใจเมื่อครั้งเก่าก่อนอยู่...
ถ้ามองจากตอนนี้ ผมไม่เถียงว่า ตัวเกมส์ทั้งสองเวอร์ชัน ยังมีจุดขาดๆเกินๆอยู่มาก ทั้งความยากง่าย ทั้งความลำบากในการเปลี่ยนอาชีพแต่ละครั้ง ทั้งจำนวนครั้งในการสุ่มเจอศัตรู ทั้งความเร็วในการเรียกฉากต่อสู้ ฯลฯ...อาจจะฟังดูแปลก แต่ผมก็คงต้องบอกว่า ทั้งสองเวอร์ชัน มีจุดดี และจุดด้อยที่ต่างกันชัดเจน ผมได้ความสนุกที่เป็นเอกลักษณ์จากทั้งคู่ และ...ยิ่งน่าแปลก ที่ผมไม่สามารถระบุได้เลยว่า ตำนานที่ถูกตีพิมพ์ต่างกัน 16 ปีนี้...เวอร์ชันไหน ที่ดีกว่ากัน !!
สิ่งหนึ่งที่พูดได้ชัดเจนก็คือ เสน่ห์แห่งการเดินทางไล่ตามชะตากรรมของตัวเอง ผ่านเสียงกระซิบที่แผ่วเบาของคริสตัลนั้น ยังคงความขลังของตัวมันเองอย่างครบถ้วน แม้เวลาจะผ่านมานานแค่ไหน...และภาคนี้เอง ที่ผมยกเป็นหนึ่งในมาสเตอร์พีชชิ้นสำคัญของซีรีย์ และภาคที่สนุกที่สุดของไตรภาคแรกครับ ^^
.
แด่ความเพ้อฝัน ที่นำทางผู้ไขว่คว้าเส้นทางของตน
.
--Trace Memory...Trace Fantasy--
To be continued...Final Fantasy IV - กระจกสองด้าน ดาบสองปลาย และหัวใจสองเรา
Medicine & Series
Final Fantasy
Review
Mania
About Me


คุณน้ำหวาน...หนังดรามาญี่ปุ่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าติดตามครับ ถ้าถามผม ผมชอบมากกว่าพวกซีรีย์เกาหลีแฮะ
พี่วลาดิมีร์...ความรู้สึกตอนดูจบ ผมก็ไม่ได้อยากจะร้องไห้นะครับ แต่มันรู้สึกประมาณ"ปลอดโปร่ง" น่าดู ที่สิ่งที่อัดอั้นมาตลอดทั้งเรื่อง เหมือนกับได้พรั่งพรูออกมาในฉากสุดท้าย...จังหวะดึงอารมณ์ของเรื่อง ทำได้ไม่เลวทีเดียว แม้ไม่เศร้า แต่ก็ประทับใจครับ
ออ เรื่องโปรเจคน์ ขอเวลาอีกซักหน่อยนะครับ อีกแค่ 5 หน้าเท่านั้น...เวลา...ไม่มี
เอริธจัง...หนังเรื่องนี้รับรองว่า ไม่เศร้าขนาดนั้นครับ ไม่แน่ว่า อาจเรียกรอยยิ้ม ได้มากกว่าน้ำตานะ
ออ ถ้าจะพูดถึงซีรีย์เกมส์ที่ illust สวยๆ ผมว่าของ Atelier Iris ก็ไม่เลวเลยนะครับ
เจ๊วิน...ปิดสองอาทิตย์ ไปเที่ยวตลอดเลยหล่อน...ตอนนี้รู้สึกว่าคิดถูก ที่ตุนไว้ก่อน เพราะไม่มีเวลาเลย !! จำคำเราไว้นะ อีก 3 เดือน เธอจะได้เจอชะตากรรมเดียวกัน
รัตนาดิศร...แผ่นหนังอยู่ที่ห้องเรานะ ว่างๆมาเอาไปดูได้
จะว่าไป เราก็อยากจะรู้นะว่า คนส่วนใหญ่...ในท้ายที่สุดแล้วเนี่ย...มีความสุขกับการได้ทำตามกฎ หรือได้ทำตามใจตัวเองกันแน่?
เจ๊โอ๋...เอนทรีก่อนน่ะ เขียนทิ้งไว้ ก่อนขึ้น med...เพราะรู้ว่าต้องไม่ว่างแน่ๆ ซึ่งมันก็จริงซะด้วย
เอนทรีนี้สิ เขียนตอนครึ่งทางพอดี
อา สนับสนุนการเรียก "นีนี่" อย่างเป็นทางการ
คุณทีม (ขออภัยที่ไม่ได้ตอบทางเมล)...ครับผม เรียนหมออยู่ครับ ผ่านมาหลายปีอยู่...แต่เส้นทางอาชีพก็ยังอีกยาวไกล
ถ้าว่างๆ จะนำงานที่เขียนมาให้ผมผล หรือจะแนะนำหนังสืออะไรดีๆให้อ่านอีก ก็ยินดีนะครับ
#1 By Zieghart on 2007-09-10 01:29