.

Happiness can be found, even in the darkest of time, if one only remembers to turn on the light.

                                                                                      ~Albus Dumbledore~

.

เป็นเวลาร่วม 10 ปีพอดิบพอดี ที่ชื่อของพ่อมดน้อย แฮร์รี่ พอตเตอร์ ได้ถือกำเนิดขึ้นมาในวงการวรรณกรรม...และนี่ก็เป็นเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์กว่าๆแล้ว ที่ฉบับภาษาไทย เล่มสุดท้ายของนิยายเล่มนี้ ได้ออกวางขาย...หลังจากสร้างกระแสตอบรับที่ดีเอามากๆในบ้านเรา ตั้งแต่เมื่อประมาณ 7 ปีก่อน

แรกเริ่มเดิมที ผมได้รู้จัก " The boy who lived " ที่มีชื่อไม่คุ้นหูคนนี้ จากนิยายแปลที่เผยแพร่ทางอินเตอร์เนท โดยกลุ่มคนที่ชื่นชอบเรื่องราวนี้...และผ่านไปอีกหลายปี ก็ได้มีโอกาสพบเจอกับเด็กน้อยวัยสิบเอ็ดขวบคนนี้อีกครั้ง ในรูปแบบของนิยายแปล โดยลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์นานมีบุ๊ค...จากวันนั้น...ผ่านมานานถึง 7 ปี เรื่องราวในโลกแห่งเวทมนตร์ใบนี้ ก็ได้ก้าวมาถึงบทสรุปในที่สุด...

ตัวผมเอง ก็เป็นเหมือนกับแฟนๆผลงานอีกหลายๆท่าน ที่หลงใหล และติดตามเรื่องราวของพ่อมดน้อยคนนี้มาตั้งแต่ต้น ได้ตื่นเต้น ได้ร่วมลุ้น และได้คาดหวังต่างๆนานา...และเคยคิดไว้ว่า ต้องหาโอกาสซักครั้ง เขียนถึงเจ้าหนูคนนี้ให้ได้...และตอนนี้ ก็คิดว่าคงได้เวลาอันสมควรแล้วล่ะครับ ^^

**** Spoiler-Free **** บทความหน้านี้ และคอมเมนท์ทั้งหลาย...ขออนุญาต งด การสปอยล์เนื้อหานะครับ

ชื่อของเด็กน้อยผู้มีรอยแผลเป็นรูปสายฟ้าฟาดที่หน้าผากนี้ โด่งดังขึ้นมาในชั่วข้ามคืน หลังจากที่เขาสามารถ"โต้กลับ"คาถาที่รุนแรงและทรงพลังที่สุดของ "ลอร์ดโวเดอร์มอร์" สุดยอดพ่อมดแห่งศาสตร์มืด...นับจากนั้นมา จวบจนถึงเวลาที่ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ได้เข้าสู่โลกแห่งเวทมนตร์เป็นครั้งแรก...ทุกความเคลื่อนไหว ทุกการกระทำของเขา ต่างก็เป็นที่จับตามองโดยผองชน...รวมไปถึงตัวเจ้าแห่งศาสตร์มืดเอง ผู้รอวันจะหวนกลับคืนมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง...

เรื่องราวของเด็กน้อยผู้มีพรสวรค์แห่งเวทมนตร์นี้ มีความยาว 7 เล่มจบ โดยแต่ละเล่ม แทนช่วงเวลาหนึ่งปี ของชีวิตการเรียนที่โรงเรียนเวทย์มนตร์ของเขา...ซึ่งไม่เคยมีช่วงปีใด ที่เด็กน้อยจะได้ร่ำเรียนอย่างสุขสงบ...

ทุกๆปี แฮร์รี่ พอตเตอร์และผองเพื่อน จำต้องได้เข้าไปข้องเกี่ยวกับปัญหาต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งลึกลับ เวทย์ต้องห้าม สถานที่ต้องสาป แผนการร้าย และอื่นๆอีกนานัป ที่เมื่อคิดๆไปแล้ว ต่างล้วนเกี่ยวข้องกับเจตจำนงอันดำมืด ของลอร์ดโวลเดอมอร์ ผู้มีประสงค์อย่างร้ายกาจ ที่จะพลิกโลกให้กลับสู่ยุคมืดอีกครั้งหนึ่ง

...อาจจะเป็นอย่างที่หลายๆคนเชื่อไว้ว่า ปัญหาต่างๆ มักวิ่งมาตัวพ่อมดน้อยของเราเสมอ...ไม่ว่าเจ้าตัวจะต้องการหรือไม่ก็ตาม...

จุดเด่นของนิยายเรื่องนี้ ในความเห็นของผม อยู่ที่หยิบยกเอาเรื่องราว หรือสิ่งมีชีวิตในเทพนิยายต่างๆ ที่คุ้นหูพวกเรา มาประยุกต์ร่วมกับจินตนการบรรเจิดของผู้เขียน โดยมีฉากเป็นโลกแห่งเวทย์มนตร์ที่ตระการตา...เจ. เค. โรลลิ่ง สามารถสร้างเสน่ห์ที่เฉพาะตัวให้กับผลงานของตัวเองได้ ตั้งแต่นิยายเล่มแรก ซึ่งนั่น นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากๆ และดึงดูดให้คนทั่วไปติดตามมันต่อไป

กลวิธีการนำเสนอ ที่มีการสอดแทรกมุขตลก สลับกับเนื้อหาที่หนักและจริงจัง ทำให้เกิดความหลากหลายของโทนเรื่อง...พร้อมกันนั้น ก็มีการแอบ"หยอด"เงื่อนงำต่างๆเข้ามาผสมตลอดเวลา ทั้งประเด็นที่เป็นปมเล็กๆของตอนนั้นๆ และประเด็นที่เป็นปมใหญ่ๆของเรื่องราวทั้งหมด

...และใครจะเชื่อว่า ปริศนา ถ้อยคำ สิ่งของ การกระทำ และนัยยะทั้งหมด ที่มีการปล่อยไว้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เล่มหนึ่ง...จะสามารถถูกขมวดรวบยอด ตอบทุกคำถามของนักอ่าน และเกิดเป็น"ภาพรวม"ที่สมบูรณ์ที่สุดได้ ก่อนที่เรื่องราวจะไปถึงบทสุดท้ายเสียอีก !!

จุดที่น่าทึ่ง นอกเหนือจากการเก็บเล็กผสมน้อยของเรื่องราวยิบย่อย และการพยายามหักมุมเนื้อเรื่องอย่างสม่ำเสมอแล้ว สิ่งที่ผมถูกใจมากๆ ก็อยู่ที่"พัฒนาการของตัวละคร" ครับ

จากเด็กน้อยวัยสิบกว่าขวบวันนั้น ที่ทั้งไร้เดียงสา ยึดติดกับความเชื่อของตัวเอง ดิ้นรนกับคุณธรรมที่ตัวเองเชื่อมั่น...ได้เติบโตขึ้น เติบโตขึ้น ผ่านช่วงวัยที่ทั้งว้าวุ่น สับสน ไม่เป็นตัวเอง อารมณ์แปรปรวน ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง และหวั่นไหวกับสายตา หรือความรู้สึกของคนรอบข้าง...จนก้าวผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว...ใจเย็นขึ้น สุขุมขึ้น เข้าใจในเส้นแบ่งความสัมพันธ์ และตอบรับความรู้สึกรัก หรือชอบพอของตัวเองได้อย่างชัดเจนที่สุด...

หากเจ.เค.โรลลิ่ง ไม่ได้ผ่านช่วงเวลาที่ต้องเลี้ยงดูลูกเพียงลำพัง ไม่ได้เฝ้าใส่ใจถึงพัฒนาการที่เป็นลำดับขั้นของเหล่าเด็กน้อยแล้วนั้น...ความนึกคิด บุคลิก และมุมมองที่สมจริงเหล่านี้ คงไม่มีวันเกิดขึ้นได้

....

........

...........

แล้วตัวผู้อ่านเองเล่า?

...ผมเอง เริ่มติดตามผลงานมาตั้งแต่ครั้งมัธยม จนล่วงเลยมาถึงตอนนี้...ถึงวัยที่ เพื่อนฝูงต่างตั้งหน้าตั้งตาหางานทำ เรียนต่อโท หรือวางแผนหนีไปต่างประเทศกันแล้ว...

ผมเองก็เปลี่ยนไป

แต่ละช่วงเวลาที่ผ่านเลย ต่างก็ทำให้พวกเราเติบโตขึ้นทุกขณะ...ทั้งทางร่างกาย และจิตใจ...ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม...ชัยชนะ ความสำเร็จ อุปสรรค ความล้มเหลว...ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ต่างเปลี่ยนแปลงมุมมอง ทัศนคติ และแนวคิดของพวกเราทั้งสิ้น

เด็กน้อยที่มองโลกในแง่ดีวันนั้น ก็อาจจะเข้าใจด้านที่เลวร้ายของโลกได้มากขึ้น

เด็กน้อยที่หันหลังให้กับโลกในวันนั้น ก็อาจจะเปิดใจรับด้านที่สวยงามของโลกได้มากขึ้น

...เวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน...แฮร์รี่ พอตเตอร์ของเรา เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เห็นภาพ และใกล้ชิดที่สุดตัวอย่างนึง

เด็กน้อยคนนี้แสดงให้พวกเราเห็นถึงพัฒนาการทั้งทางความคิด อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ บางอย่างก็อาจดีขึ้น บางอย่างก็อาจเลวลง ตามธรรมดาของชีวิต...ผมเชื่อว่า อุปสรรคหลายๆอย่าง แฮร์รี่น้อยในวัย 11 ขวบ ไม่สามารถคิดวิธีแก้ได้ตรงจุดเหมือนกับแฮร์รี่หน่มในวัย 18...เฉกเช่นเดียวกับอุปสรรคอีกหลายๆอย่าง ที่แฮร์รี่วัย 16 ขวบ ไม่สามารถมองภาพกว้างได้เท่ากับแฮร์รี่น้อยในวัย 12 ขวบ...ฉันใดก็ฉันนั้น

คนใกล้ตัวผมมากมาย ปฎิเสธที่จะลองติดตามเรื่องราวของเจ้าหนูคนนี้ ด้วยเหตุผลสารพัด...ไร้สาระบ้าง โด่งดังเกินจำเป็นบ้าง ลอกเลียนแบบบ้าง ไม่แปลกใหม่บ้าง จำเจบ้าง ไม่มีที่มาที่ไปบ้าง ฯลฯ...ซึ่งผมก็คงไม่สามารถออกรับ หรือแก้ตัวอะไรแทนได้หมด และไม่คิดจะพยายามยัดเยียดสิ่งที่ตัวเองชอบ ให้กับคนอื่นที่อาจจะไม่ปลื้มเท่ากับเรา...

แต่อย่างน้อยที่สุด ประเด็นที่ผมคิดว่า น่าสนใจ และน่าจะมีประโยชน์อย่างชัดเจนกับทุกๆคน ก็คงเป็นเรื่องของ "จินตนาการ" และ "ความนึกคิด" ที่ออกนอกเหนือกรอบของสามัญสำนึกอย่างสร้างสรรค์...ซึ่งผมมองว่า ไม่ว่าจะเป็นคนชาติใด เพศใด วัยใด อาชีพใด...ก็ไม่ควรที่จะลืมเลือนประเด็นนี้

สังคมทุกวันนี้ มีปัญหา และความเครียดรุมเข้ามาอย่างท่วมท้น...หลายครั้ง ที่การยึดมั่นใน"ตรรกะ"อย่างเอาเป็นเอาตาย มาบดบังไม่ให้เราเห็นภาพคำตอบที่แท้จริง...แต่หากเราสามารถที่ก้าวเขยิบไปด้านข้างซักก้าวสองก้าว...เปิดรับ"จินตนาการ" ที่ไม่ต้องหาเหตุผลมารองรับ เราก็อาจจะได้เห็นภาพคำตอบสุดท้าย ลอยเด่นออกมา ให้เราไขว่คว้าได้ในที่สุด

ไม่แน่ว่า "เด็กชายผู้รอดชีวิต" คนนี้ อาจจะต้องการใช้ทั้งชีวิตของเขา เพื่อทำให้เรารู้สึกตัวในประเด็นนี้ก็เป็นได้...

.

รักเวทย์มนตร์ที่หลุดกรอบสามัญสำนึก

.

รักคนอ่านครับ @_@//

ปล.ภาคที่ผมชอบมากที่สุด ไล่ตามลำดับคือ 7-6-3 ที่ใส่ความเป็นดรามาที่จริงจัง เล่นถึงเบื้องลึกของอดีตและอารมณ์ของตัวละครหลัก และต่างก็ส่งผลสำคัญมาก ต่อเนื้อเรื่องหลัก และแผนพลิกเกมส์ในบทสรุปของเรื่อง

ภาคที่ชอบน้อยที่สุด คือ ภาค 5 ครับ โดยส่วนตัวเห็นว่า เป็นการใช้เวลาหนึ่งปีที่เปล่าประโยชน์ที่สุดของทั้งสองฝ่าย...กับเพียงแค่การพยายามรวบรวมพลพรรคเพื่อใช้ในศึกสุดท้าย...หากถามความเห็นผม คิดว่าการดำเนินเนื้อเรื่องที่ช้าจนน่ากุมขมับนี้ เพราะเป็นภาคที่ออกมาเพื่อ"ปูพื้น" ตัวละครและเหตุการณ์ต่างๆ ก่อนการตัดสินครั้งสุดท้ายจะมาถึง...ผลที่ได้ จึงทำให้มองเผินๆ เห็นเพียงแค่ เด็กหนุ่มวัยค้นหาตัวเองคนหนึ่ง ออกมาวิ่งเต้นแสดงความถูกต้องของความคิดพวกตน พร้อมๆกับตัวละครสำคัญ(ในภายหลัง)อีกเกือบ 20 ชีวิต ที่เปิดตัวออกมารวดเดียว เพียงเพื่อรอมีบทเด่นมากๆ...ในสองภาคหลัง

อา..ส่วนภาค Movie นั้น...ขออนุญาตงดแสดงความเห็นครับ...ขอชมประเด็นเดียวละกันว่า... Emma Watson...น่ารักมาก...จริงๆนา

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Nostalgia...ลิวคีเมีย

คุณ ta lu tan...บทความซีรีย์medicine in fiction นี้ พยายามขยายความเนื้อหาสาระ ที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง ตามนิยาย การ์ตูน ภาพยนตร์ หรือสื่ออื่นๆ ในเชิงที่อ่านแล้วไม่เครียดครับ ถ้าถูกใจ และผมยังไม่หมดมุข ก็จะพยายามเขียนต่ออย่างสม่ำเสมอจ้า

พี่วลาดิมีร์...ตายด้วยฮีโมฟิลเลียนี่ รับรองว่าแปลกใหม่สุดๆเลยครับ...เพื่อนเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้เทรนด์โรคแรร์ๆกะลังพัฒนาไปเหมือนกัน เช่นนางเอกเรื่องนึง เป็นมะเร็งที่ต่อมไทมัส...ตรูยังไม่เคยเห็นเลย สุดยอด !!
จะรอต้นฉบับชุดต่อไปนะครับ ใกล้จะจบซะทีแล้วล่ะน่อ open-mounthed smile

คุณเชน...ปกติผมเองก็ชอบหนังแบบ happy ending นะครับ ไม่ว่ามันจะมาโทนมืด โทนสว่าง จะแนว hero แนว anti-hero อย่างน้อยเราตั้งใจดูตั้งเป็นชั่วโมงๆแล้ว...ขอตอนจบที่ทำให้เราหายใจได้ทั่วท้องหน่อยก็ยังดีล่ะน๊า

พี่หมอPrada...ไปคอนเสิร์ตกะผองเพื่อนค๊าบ...คนเยอะมากๆ เกือบสองหมื่นคนได้...เพลงน่ะ เจ๋งสุดๆ คุ้มค่าตั๋ว...แต่ถ้าจะไปสวีทจุ๋งจิ๋งอะไรกัน...ไม่ไหวครับ ไม่ไหวอย่างสิ้นเชิง แออัดสุดๆ !!

เอริธจัง...แหม่ ว่าจะส่ง tag ยาวๆกลับไปซะหน่อย ไม่ฟิตเลยนะเจ๊ !! question
merry x'mas นะครับ

คุณนานา...ขอบคุณที่ชอบครับผม ^^

คุณ get body fit...ละครเกาหลีที่ว่าเน่าๆ เศร้าๆแล้ว...ผมว่า ชีวิตจริงนี่ล่ะครับ โหดเหี้ยมกว่าได้อย่างไม่น่าเชื่อเลย...หลายครั้งที่มัน "เศร้า"และ"เน่า" จนนิยายยังอายเลยนะเออ

#1 By Zieghart on 2007-12-14 17:22

แฮรี่เราไม่ได้อ่านอะ อาจจะด้วยเหตุผลเดียวกับที่ Zieghart หลายๆอย่าง
แต่หลักๆคือ ขี้เกียจอ่านนิยายที่ตัวหนังสือเยอะ (แต่คิโนะอ่านได้เพราะมีภาพประกอบ )question
ไปดูเอาภาคหนังโรงซะเลย สองชั่วโมงกว่าก็จบ sad smile

#2 By aerith-chan on 2007-12-14 21:22

ผมก็ไม่ได้ดูเลยครับ เคยอ่านและดูภาคแรกภาคเดียว

คำถามที่ติดคาใจมากที่สุดในภาคเจ็ดนี้คือ ใครตายครับsad smile เพราะผมว่าเป็นประเด็นที่เจเคเอามาเล่นจัง

ชอบตอนเปรียบเปรยเรื่องเด็กวัยสิบแปดแก้ปัญหาได้ตรงจุดได้มากกว่าวัยเด็ก แต่มองภาพได้ไม่กว้างเท่า
เรื่องนี้ผมว่าจริงนะครับ ผมเห็นปัญหาในอดีต ไม่ต้องมองเป็นปัญหาชีวิตอะไรหรอกครับ แค่ปัญหาคณิตศาสตร์ที่ตอนป.หกว่ายากมาก พอขึ้นม.สามแล้วทำไมมันแก้ง่ายจังฟะ surprised smile
ผมแอบอิจฉาเด็กที่มีโอกาสได้ตามซีรี่ย์นี้ ตั้งแต่อายุ 11-12 ล่ะ เรียกได้ว่าโตตามแฮรี่เลยทีเดียว surprised smile ผมติดตามแค่ฉบับหนังโรงน่ะนะ เพราะกว่าผมจะรู้จักพ่อมดน้อยคนนี้ ก็เป็นช่วงที่ The Goblet of Fire เพิ่งออก ประจวบกับเพิ่งอ่าน LOTR series จบไปรอบสองรอบ เลยเกิดอาการ "เลี่ยน" นิยายแฟนตาซีขึ้นมาซะงั้น sad smile

ผัดวันประกันพรุ่งจนเล่มจบออกแล้ว ยังไม่ได้ซื้อมาอ่านซักเล่มเลยครับ sad smile

ทิ้งท้ายว่า จินตนาการกับตรรกะ มันก็เป็น built-in function ของสมองเราด้วยกันทั้งคู่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ "รู้เลือกใช้" นั่นเองครับ

ใช้สมองแค่ซีกเดียว เสียชาติเกิดนะเออ confused smile
ยืมแฮร์รี่ภาคภาษาอังกฤษมาจาก อ.พรจิรา (จิตเวชฯ)
อาจารย์ก็บอกเหมือนกันว่า เรื่องนี้มี Psychodevelopment เป็นลำดับชัดเจน
ถ้าอ่านดีๆ จะได้ประโยชน์ทางจิตเวชฯ มากๆ

ว่างๆ น่าลองไป discuss เล่นๆ กับอาจารย์เหมือนกันbig smile

#5 By รัตนาดิศร on 2007-12-15 00:02

หึหึ

7 ปีแล้วเหรอ...

พวกเรานี่แก่กันมาก ๆ เลยเน้อ~~~

#6 By ~*LuCReZiA*~ on 2007-12-16 21:55