Final Fantasy V - เจตจำนง ณ รุ่งอรุณแห่งการสืบทอด
posted on 21 Dec 2007 12:44 by zieghart in My-Maniasmall talk
สัปดาห์หน้ากำลังจะขึ้นตึกจิตเวชครับ จะว่างน้อยลงมากๆ และพรุ่งนี้ก็จะหนีเที่ยวขึ้นเขาอีกครั้งด้วยสิ...(อ๊ะๆ ผมเลือกตั้งไปแล้วนา) ดังนั้น จึงทำเช่นเดิมครับ...หนีมาอัพบล็อกทิ้งไว้อีกหนึ่งเอนทรี ^^ ไว้เจอกันสัปดาห์หน้าจ้า มีรีวิวซีรีย์ฝรั่งสนุกๆมาฝาก
บทความ "20 ปี กับไฟนอล แฟนตาซี ในความทรงจำ" ที่บรรยายเนื้อเรื่องและความประทับใจต่อซีรีย์ชื่อดังชุดนี้ ทยอยเขียนเป็นช่วงๆครับ คนที่ตามอ่าน รับรองว่าได้อ่านจนจบแน่นอน แต่ปัญหาคือ ผมมักอัพไม่พร้อมกันเท่าไหร่ เดี๋ยวเริ่มที่บล๊อกนี้ เดี๋ยวเริ่มที่เวปนู๊น อะไรอย่างนั้น...ก็ขออภัยในความไม่สะดวก แต่รับรองว่า ที่สุดแล้ว อัพขึ้นหมดทุกที่แน่นอน...
ปล. บทความตอนที่ 5 นี้...ยาวโคตร...ถ้ายังไง รบกวนอ่านให้จบด้วยละกันน่อ add fav.ไว้ก็ยังดีครับ ตั้งใจเขียนมากๆจริงๆนะเออ
----------------------------------------------------------------------------------
Hope gives the earth blessings, Courage lights the flames,
Kindness makes water the source of life, Pursuit lets wisdom ride the wind.
~ Legend of the Void ~
Prologue
แต่ละหน้ากระดาษของสมุดบันทึกเล่มใหญ่ ที่ถูกเรียกว่า “ประวัติศาสตร์” นั้น ต่างสะท้อนให้เห็นถึงวัฎจักรอันจริงแท้ของเหล่ามนุษย์...มีเกิด มีดับ หมุนเวียนไปตามกาลเวลา...ในแต่ละช่วงอายุอันจำกัดนั้น คนหลายผู้ สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของตัวเองได้เป็นผลสำเร็จ...ในขณะที่อีกหลายคน ทำได้เพียงโอบกอดเจตจำนงที่ยังไม่ลุล่วงของตนไว้...ตราบจนวินาทีสุดท้าย
กว่าพันปีก่อนหน้ายุคปัจจุบัน จอมมารผู้ทรงพลานุภาพนาม เอนูโอ (Enuo) ได้ใช้เวทย์มนตร์อันมหาศาลของตน สร้างสิ่งที่น่าพรั่นพรึงที่สุดในประวิติศาสตร์ของมนุษยชาติขึ้น...นามนั้นคือ “ The Void “ มหาเวทย์แห่งความว่างเปล่า…เวทย์ต้องห้ามอันยิ่งใหญ่ ที่พร้อมจะดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่าง...ไม่เว้นแม้แต่ตัวมันเอง เข้าสู่ห้วงมิติที่แสนเวิ้งว้างและไกลโพ้น…สู่มิติที่ที่ไม่มีทั้งการก่อกำเนิด และไม่มีทั้งการดับสูญ...
เพียงแค่”การมีอยู่” ของมัน ก็เพียงพอที่จะคุกคามวัฎจักรแห่งชีวิต...เหล่าผู้กล้าในยุคนั้น ได้ร่วมแรงร่วมใจกัน ใช้ “อาวุธในตำนานทั้ง 12“ ปราบเอนูโอลงได้เป็นผลสำเร็จ
ความปรารถนาที่จะส่งทุกสิ่งทุกอย่างกลับสู่ความว่างเปล่า เป็นอันต้องจบสิ้นไป พร้อมๆกับจอมเวทย์ผู้ชั่วช้า…ทว่า...มหาเวทย์แห่งความว่างเปล่าที่ถูกสร้างขึ้นนั้น กลับไม่มีสิ่งใดทำลายมันลงได้เลย...ทางเลือกสุดท้ายของเหล่าผู้กล้า ก็คือการเดิมพันโดยใช้ชะตาของ “โลก” ทั้งใบ เพื่อแลกกับการ “ผนึก” สิ่งนั้นเสีย
พวกเขาและเธอ ตัดสินในกระทำการใหญ่ โดยทำการแบ่งขุมพลังที่ควบคุมโลกทั้งใบ...ขุมพลังบริสุทธิ์แห่งธรรมชาติ ซึ่งอยู่ในรูปของ “คริสตัล"” พิสุทธิ์ทั้งสี่ ออกเป็นสองชุดด้วยกัน...พร้อมกันนั้นเอง...ผืนแผ่นดินที่เคยเชื่อมต่อ ก็เริ่มปริออก...ท้องทะเลก็เริ่มแบ่งแยก...แม้สายลม ก็ราวกับจะถูกกั้นห่างด้วยกำแพงที่มองไม่เห็น
...โลกดั้งเดิม พลันแยกออกเป็นสองใบในบัดดล !!
โลกใบแรก และโลกใบที่สอง ถูกตัดขาดจากกันและกัน หมุนห่างไปตามวงโคจรของตนเอง...และได้ก่อเกิดเป็นบริเวณกึ่งกลาง ซึ่งถูกขนานนามว่า “ช่องว่างระหว่างมิติ “ (Cleft of Dimension ) ที่ซึ่งไร้ทางเข้าและทางออก ที่ซึ่งราวกับเวลาจะหยุดนิ่งลง...หากจะมีซักแห่งหนใด ที่มหาเวทย์ต้องห้ามจะถูกผนึกไว้...ก็คงไม่มีสถานที่ไหน จะเหมาะสมไปกว่าที่แห่งนี้อีกแล้ว...
...กาลเวลาผ่านพ้นไป ความหวาดกลัวก็เริ่มจางหาย...แล้วในที่สุด แม้แต่คำบอกเล่าถึงจุดกำเนิดของโลกทั้งสองใบนี้ ก็ได้ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา...
The most Disgusting Soul ever
ณ โลกใบแรก เมื่อ 300 ปีก่อน…หายนะครั้งใหม่ก็ได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อจิตวิญญาณชั่วร้ายของปีศาจนับร้อยนับพัน ซึ่งสั่งสมอยู่ที่ใจกลางป่าศักดิ์สิทธิ์แห่งมัวร์...ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น ‘ จิต ’ เหล่านั้น ก็ก่อเกิดเป็น ‘ ชีวิต ’ ที่มีรูปร่าง มีสติปัญญา และเต็มไปด้วยความชั่วร้าย...นามว่า จอมเวทย์ ExDeath
ก่อนที่ก้อนรวมแห่งความชั่วร้ายนั้น จะทันกระทำการใด...นักปราชญ์กิโด ผู้ยิ่งใหญ่ ก็ได้ใช้พลังแห่งคริสตัลทั้ง 4 ทำการผนึก Exdeath ไว้กลางป่าศักดิ์สิทธิ์แห่งมัวร์ลงจนได้...อย่างน้อยก็ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
หน้าประวัติศาสตร์ พลิกไล่มาจนถึงช่วงเวลา 30 ปีก่อนยุคปัจจุบัน เมื่อพลังของคริสตัลในโลกใบแรกนั้น เริ่มอ่อนลง จอมเวทย์ตัวร้ายก็หลุดรอดออกมาได้อีกครั้ง และมุ่งตรงไปยังโลกใบที่สองโดยมิรอช้า...ทว่า 4 นักรบผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคนี้ ซึ่งถูกขนานนามว่า “นักรบแห่งรุ่งอรุณ” ( Warrior of Dawn ) ก็ได้ใช้อุกกาบาตยักษ์ เป็นพาหนะไล่ตามมาถึงโลกใบที่สองนั้น และจัดการล้ม Exdeath ลงได้อีกครั้งหนึ่ง !!
...ทั้งหมดใช้พลังของคริสตัลทั้ง 4 ของโลกใบที่สอง ในการผนึกจอมเวทย์ตัวร้ายไว้ที่โลกใบนั้น...แต่ดอร์แกน หนึ่งในนักรบแห่งรุ่งอรุณ กลับรู้สึกผิดอย่างมาก ที่จะต้องทิ้งภาระของโลกตัวเอง ไว้กับโลกอีกใบหนึ่ง...คิดได้ดังนั้นแล้ว เขาก็ตัดสินใจที่จะลงหลักปักฐานอยู่ที่โลกใบนี้ต่อไป เพื่อเฝ้าดูให้แน่ใจว่า คริสตัลทั้ง 4 จะยังคงเปล่งประกายแสงเฉกเช่นนี้ตลอดไป...
Beginning of the New Age
เวลาผ่านมานานปี...แม้ยอดนักรบก็ยังต้องเวียนว่ายอยู่ในกฎแห่งธรรมชาติ..ดอร์แกนเสียชีวิตลงด้วยโรคร้าย ไม่นานนัก ก่อนจะฝากฝังลูกชายเพียงหนึ่งเดียวของเขา...บัทซ์...ให้ออกเดินทางสู่โลกกว้าง พร้อมเงี่ยหูฟังเสียงกระซิบของสายลม ที่จะนำเขาไปสู่เส้นทางที่เหมาะสม...
ซึ่งตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา พลังแห่งธรรมชาติของ ”คริสตัล” ได้ถูกผู้คนนำมาใช้อย่างบ้าคลั่งและฟุ่มเฟือย...เมื่อคริสตัลทั้งสี่ ถูกติดตั้งด้วยเครื่องยนตร์ของซิด วิศวะกรอัจฉริยะ...พลังของมันก็ถูกแปรเปลี่ยนมาสร้างประโยชน์นานัปการให้แก่เหล่ามนุษย์ผู้โง่เขลา...ผืนดินที่แข็งแกร่ง สายน้ำที่ไหลเชี่ยว สายลมที่รุนแรง และเปลวไฟที่โหมกระหน่ำ...เสียงหัวเราะของทุกคนก็ดังก้องไปทั่ว โดยหารู้ไม่ว่า จุดจบของโลกทั้งใบ กำลังจะก้าวมาถึงในไม่ช้า...
Exdeath ซึ่งถูกผนึกอยู่ ไม่พลาดโอกาสงาม ที่พลังของคริสตัลเริ่มอ่อนแรงเช่นนี้...มันใช้อำนาจแห่งความมืด ครอบงำผู้คนมากมาย ให้เข้าหาขุมพลังอันยิ่งใหญ่แต่ละแห่ง และทำลายคริสตัลทั้งสี่ก้อนนั้นเสีย !!!
บัทซ์ นักเดินทางหนุ่ม สัมผัสได้ถึงสายลมที่อ่อนแรงลง…จึงรีบเร่งเร้าโจโคโบะคู่ใจ ให้มุ่งหน้าไปโดยเร็ว...
เรน่า เจ้าหญิงแห่งอาณาจักรไทคูน ด้วยความเป็นห่วงพระบิดา... จึงกระโดดขึ้นหลังมังกรบินประจำตัว ทะยานออกไปโดนพลัน...
การัฟ หนึ่งในสี่นักรบแห่งรุ่งอรุณ ได้รับคำทำนายถึงหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงรีบร้อนขับอุกกาบาตยักษ์ ข้ามมาถึงโลกอีกใบ ด้วยใจที่สั่นระทึก...
ฟาริส โจรสลัดผู้หยิ่งทะนง เริ่มสังเกตถึงความผิดปกติเหนือน่านน้ำ จึงรีบบอกกล่าวซิลดรา มังกรวารีประจำตัว ให้รีบแหวกว่ายไปยังจุดหมาย...
...ความนึกคิดที่แตกต่าง กลับชักนำชายหญิงทั้งสี่ มุ่งหน้าไปสู่จุดหมายเดียวกัน...สู่จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด
...สู่วิหารคริสตัลแห่งสายลม...
...ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้านักรบแห่งโชคชะตา ก็คือเศษซากของคริสตัลที่กระจัดกระจาย และคำส่งมอบต่อพวกเขา ว่า...จุดจบกำลังใกล้เข้ามา...ชะตากรรมแบบเดียวกัน กำลังจะเกิดขึ้นกับคริสตัลที่เหลือ...ณ ตอนนี้ หน้ากระดาษว่างๆอีกหนึ่งแผ่น ได้ถูกพลิกขึ้นมา...คนทุกผู้ต่างรู้ดีว่า ถึงเวลาแล้ว ที่ตำนานหน้าใหม่กำลังจะถูกบันทึก ถึงเวลาแล้ว ที่ ”เหล่านักรบแห่งรุ่งอรุณ” รุ่นใหม่ จะเข้ามาทำให้เจตจำนงที่ยังค้างคาของเหล่านักรบแต่กาลก่อนบรรลุผล !!!
Accomplish the Nothingness
ด้วยพลังที่เศษซากคริสตัลถ่ายทอดให้กับเหล่านักรบทั้ง 4 ทำให้พวกเขาสามารถติดตามไล่ล่าจิตวิญญาณของ Exdeath ไปสุดหล้าฟ้าเขียว...แต่น่าเสียดาย ที่ความชั่วร้ายมักจะก้าวนำไปก่อนหนึ่งก้าวเสมอ...และแล้ว คริสตัลก้อนสุดท้ายก็แตกเป็นผุยผง...จอมมารผู้ชั่วช้า ฟื้นกลับขึ้นมาอีกครั้ง !!
ฉากของเรื่องราว กระโดดข้ามผ่านห้วงอวกาศ ไปยังโลกอีกใบหนึ่ง...โลกใบแรกของการัฟ...ซึ่งเป็นสถานที่สถิตแห่งคริสตัลอีก 4 ก้อนที่เหลือ...ณ ที่นี้เอง ที่จุดประสงค์ของจอมมารร้ายได้ถูกเปิดเผยผ่านปากของนักปราชญ์กิโด...
จอมมารผู้ชั่วช้านี้ ไล่ทำลายคริสตัลทั้งสองชุด เพื่อทำให้โลกทั้งสองใบที่เคยแยกจากกันเมื่อครั้งก่อน...กลับมารวมกันเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง เพื่อเปิดเส้นทางสู่”ช่องว่างระหว่างมิติ”ที่มันได้แต่เคยฝันถึง...
...สู่สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยเหล่าปีศาจเก่าแก่อันแสนชั่วร้าย
...สู่สถานที่ซึ่งใช้ผนึกเวทย์มนตร์ต้องห้ามแต่ครั้งโบราณ
...สู่สถานที่ตั้งของ...The Void...
“ สิ่งมีชีวิตซึ่งก่อกำเนิดจากก้อนรวมของวิญญาณร้ายที่มากมายเหลือคณานัป ” ไม่ได้เป็นคำอธิบายที่เกินเลยไปซักนิด...จอมเวทย์ Exdeath ใช้เวลาไม่นานนัก ที่จะปิดฉากตำนานเก่าแก่ที่รังควาญตนมาแสนนาน...นักรบแห่งรุ่งอรุณยุคเก่า จบชีวิตลงจนหมดสิ้น...และแล้ว...คริสตัลก้อนสุดท้ายก็พินาศลง...โลกทั้งสองใบ หลอมรวมกลับเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง !! จอมเวทย์ Exdeath ได้รับมหาเวทย์แห่งความว่างเปล่าไว้ในมือในที่สุด !!
ฝันร้ายที่ห่างหายไปกว่าศตวรรษ กำลังจะกลับคืนมา...วัฏจักรแห่งการเกิดและดับ กำลังจะถูกทำลายสิ้น...มหาอวกาศ กำลังจะถูกดูดกลืนกลับสู่ความสิ้นสูญ!!
ณ ที่แห่งนั้น..แม้แต่เศษเสี้ยวของนิยามคำว่า”ชีวิต” ก็ไร้ซึ่งความหมายใดๆ !!
Behind the Cover
Final Fantasy V – บทแห่ง ”การสืบทอด” – นั้น เป็นหนึ่งในภาคที่เรียกได้ว่า มีระบบการเล่นที่”สมบูรณ์”ที่สุด ด้วยการหยิบระบบตั้งแต่ครั้งเก่าก่อน อย่าง “การเปลี่ยนอาชีพ” มาพัฒนาให้มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมทั้งสิ้น 22 อาชีพ (ซึ่งเพิ่มเป็น 26 อาชีพในเวอร์ชันรีเมค) และมีจุดเด่น จุดด้อยของแต่ละอาชีพที่แตกต่างกันชัดเจน สามารถเปลี่ยนแปลง หรือผสมผสานกันได้อย่างอิสระแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน...เรียกได้ว่า แม้ตัวละครหลักของภาค จะมีอยู่น้อยนิด เพียงแค่ 4 คน แต่การนำไอเดียเรื่องอาชีพ และความสามารถมาประยุกต์รวมกันได้ตามชอบใจ ทำให้เกิดเป็นกลุ่มปาร์ตี้ที่แตกต่างกันไปได้ มากมายหลายร้อยรูปแบบ
แต่ละสายอาชีพ ทั้งบุ๋นและบู๊นั้น จะมีขีดความสามารถที่แยกจากกันอย่างสิ้นเชิง และจะพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเก็บแต้มความสามารถ(Ability point ) ที่ได้จากการปราบศัตรู...เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง นักเวทย์ก็จะใช้เวทย์ระดับที่รุนแรงมากขึ้น จอมโจรก็จะสามารถจู่โจมพร้อมกับขโมยสิ่งของ นักรบก็จะถือดาบสองมือ รึซามูไร ก็จะสามารถจัดการศัตรูทั้งกลุ่ม ได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว !!
เมื่อไปถึงช่วงกึ่งกลางเกมส์เป็นต้นไป ความสนุกที่แท้จริงก็จะเริ่มต้นขึ้น...เมื่อผู้เล่นได้รับความสามารถในระดับที่สูงยิ่งขึ้นเรื่อยๆแล้ว ผู้เล่นก็จะสามารถนำทักษะที่ได้ ไปใช้ร่วมกับสายอาชีพอื่นๆได้อีก ทำให้เกิดกลุ่มนักรบที่มีความชำนาญที่หลากหลาย ไม่ซ้ำซาก ตามแต่ความเหมาะสมของสถานการณ์ และจินตนาการของผู้เล่น...เราจะมีนักกังฟูที่ใช้เวทย์มนตร์ดำ มีนักดนตรีที่เรียกสัตว์อสูร มีนักภูมิศาสตร์ที่ถือขวานเล่มโต มีนายพรานที่เรียกใช้พลังมังกร รึแม้แต่มีนินจาที่โจมตีได้ถึง 8 ครั้งด้วยกัน !!
...แม้จะมีอาชีพใหม่ 4 อาชีพ ที่ถูกเพิ่มขึ้นมาในเวอร์ชันรีเมค แต่หากจะพูดถึง”อาชีพลับ” ที่แท้จริง ก็คงหนีไม่พ้น “นักเลียนแบบ” สุดยอดอาชีพที่อยู่ในความดูแลของชายลึกลับแห่งหอคอยใต้น้ำ นามว่า “โกโก้” ซึ่งมีลักษณะพิเศษไม่เหมือนใคร และเป็นต้นแบบของอาชีพ ตัวละคร และอบิลิตี้ในภาคหลังๆ
และที่สำคัญที่สุด Final Fantasy V นี้ ได้เปิดฉากตัวละครในตำนาน ซึ่งยังคงปรากฏโฉมในภาคหลังๆอย่างต่อเนื่อง...มือขวาสุดฮาของจอมเวทย์ตัวร้าย...นักสะสมอาวุธ ผู้ครอบครองเซตเกราะเกนจิ และใช้ดาบ Excalibur (ปลอม) ต่อกรกับเหล่านักรบแห่งรุ่งอรุณ...กระทาชาย นาย ”กิลกาเมซ” นั่นเอง อาจบอกได้ว่า สีสันของภาค 5 ไม่ว่าจะสุข จะเศร้า จะตื่นเต้น รึจะประทับใจ...เหตุผลหนึ่งก็เพราะมือขวาชุดแดงคนนี้นี่เอง...
..........
................
.........................
Last page’s story – Connecting the New Era
เหล่านักรบแห่งรุ่งอรุณ ได้คลายผนึกอาวุธในตำนานทั้ง 12 ลง และบุกฝ่าฟันเข้ามาถึงใจกลางช่องว่างระหว่างมิติ จนได้มีโอกาสเผชิญหน้ากับจอมเวทย์ Exdeath ...แต่ก่อนที่การต่อสู้จะเริ่มต้นขึ้น พวกเขาก็พลันถูกดูดกลืนหายไปสู่มิติที่แสนเวิ้งว้างและไกลโพ้น
...มหาเวทย์แห่งความว่างเปล่า กักขังเหล่าผู้กล้าไว้เป็นผลสำเร็จ !
...แต่ไม้แห่งโชคชะตาที่ถูกส่งมอบ ไม่ได้ไร้ความหมายถึงเพียงนั้น..พันธะหน้าที่ที่รับมอบมาจากคนรุ่นก่อน มีน้ำหนักมากกว่าจะมาจบสิ้นลงอย่างไร้ค่า ในดินแดนแห่งความสิ้นสูญนี้...เหล่านักรบแห่งรุ่งอรุณ ได้รับความช่วยเหลือจากจิตวิญญาณของผู้กล้าที่ล่วงลับ ให้กลับคืนมาสู่โลกภายนอก และโค่นล้มวิญญาณชั่วลงในที่สุด !
จอมเวทย์ผู้ชั่วช้า รับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเรียกใช้พลังแห่ง The Void ถึงขีดสุด จนสุดท้าย ตัวมันเอง ก็กลายเป็นภาชนะที่รองรับพลังอันยิ่งใหญ่นั้น และก่อเกิดเป็นชีวิตอันสุดแสนอัปลักษณ์และทรงพลานุภาพ นาม Neo Exdeath...
การต่อสู้ครั้งสุดท้าย ณ มิติที่แสนโดดเดี่ยว กำลังจะเริ่มต้นขึ้น...ประวัติศาสตร์ จะถูกลบหายไปพร้อมๆกับความทรงจำ หรือตำนานบทใหม่จะถูกจารึกไปพร้อมๆกับคำเล่าขาน...
ชายหนุ่มหยิบดาบมาประคองแน่น และกระโจนเข้าใส่ปีศาจร้ายเบื้องหน้าโดยทันที !!!
หากจะกล่าวถึงไตรภาคที่สองนี้อย่างคร่าวๆ ก็อาจบอกได้ว่า จุดขายของภาค 4 อยู่ที่เรื่อง ”เสน่ห์ตัวละคร” ที่มีเอกลักษณ์…จุดขายภาค 6 อยู่ที่ “พลอตเรื่อง” ที่ลึกซึ้งกินใจ...เช่นนั้นแล้ว ภาค 5 นี้ ก็เด่นไปที่ “ระบบการเล่น” (Gameplay) ที่เป็นต้นแบบให้กับเกมส์ภาคหลังๆที่ตามมา...ทำให้ตลอดทั้งเรื่อง ผู้เล่นจะรู้สึกสนุก ระทึก รวดเร็ว และฉับไว เป็นการดึงทั้งไหวพริบในการจัดกลุ่มนักรบ และดึงทักษะในการต่อสู้ขึ้นมาได้อย่างสูงสุด
แน่นอนว่า เมื่อฝั่งเรามีความสามารถที่ดูไร้ขีดจำกัดนี้ ฝั่งศัตรูเองก็ใช่จะน้อยหน้า...ทั้งศัตรูตามทาง และบรรดาบอสทั้งหลาย ต่างก็มีลูกเล่นมากมาย ให้เราต้องเปลืองแรงและเปลืองสมองต่อกรอยู่ไม่น้อย และภาคนี้เอง ที่เป็นภาคแรกสุดของซีรีย์ ซึ่งเปิดตัวเหล่าศัตรูสุดโหดหิน และถูกเรียกรวมอย่างเข้าใจง่ายๆว่า “บอสลับ” นั่นเอง...ผ่านมาถึงทุกวันนี้ เครื่องจักรโบราณที่ปรากฏกายจากฟากฟ้า นาม “โอเมก้า” และ มังกรบินผู้เฝ้าดาบแรกนาร๊อคในตำนาน นาม“ชินริว” ก็ยังเป็นตัวละครในดวงใจของหลายๆคนเป็นแน่แท้
Closing Comment
ถ้าจะว่าไปแล้ว ไฟนอล 5 นี้ จัดเป็นภาคที่อาภัพอยู่ไม่น้อย เพราะแม้จะมีข้อดีอยู่นับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น ”บรรยากาศ” แห่งการผจญภัยในโลกกว้าง ที่น้อยเกมส์นัก จะจำลองได้เหมือน (และตัวผมเอง กว่าจะได้สัมผัสอีกครั้ง ก็ยาวนานมาถึงเมื่อได้เล่น Dragon Quest 8) “ระบบการเล่น” ที่สนุกสนาน และระทึกใจ (โดยเฉพาะภาครีเมค ที่เพิ่มดันเจียนลับ และบอสลับเจ๋งๆมาให้อย่างเต็มอิ่ม) “ไอเดีย” ของปริศนา ที่เต็มไปด้วยเควสย่อยน่าสนใจมากมาย (อย่างการบุกหอคอยฟินิกซ์ 50 ชั้น /ตามล่ามนตร์น้ำเงินหายาก /ตามหาสัตว์อสูรที่กระจัดกระจายในแผนที่/ไล่เล่นเปียโนให้ครบ 8 หลัง /เทียวไปมา เติมน้ำในตะเกียงเวทย์มนตร์ ฯลฯ) รวมไปถึงการออกแบบแผนที่ของโลกทั้ง 2 อย่างชาญฉลาด ทั้งก่อน-หลังการแยกจาก และฉากเหตุการณ์ประทับใจอีกมากมาย
....แต่น่าเสียดาย ที่ในบ้านเรา คนที่ได้สัมผัสภาคนี้ กลับน้อยกว่าภาคอื่นๆอย่างน่าใจหาย...อาจเพราะการรีเมคเป็นภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการ ที่ออกมาช้าเกินไป? เพราะส่วนเนื้อเรื่อง ที่ระทึกใจสู้ภาคใกล้เคียงไม่ได้?...อันนี้ผมก็สุดจะคาดเดา
.
.
------------------------------------------------------------
…อาจกล่าวได้ว่า มนุษย์ทุกคน ต่างมีชีวิตโดยการสร้างสรรค์ ยึดถือ และไล่ตามเจตจำนงของตนอย่างสุดความสามารถ แต่ชีวิตของเราช่างสั้นนัก ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถไปถึงเส้นชัยได้ ในเวลาอันจำกัดนั้น...บางครั้ง มันอาจจะเป็นเรื่องที่วิเศษสุด ที่เจตจำนงของตน จะถูกส่งมอบต่อไปยังผู้คนที่มีความฝันแบบเดียวกัน...และมันจะเป็นความรู้สึกที่วิเศษยิ่งกว่า ที่ไม้ที่ส่งมอบนั้น ได้เดินทางไปถึงจุดหมายในอนาคต อย่างสมบูรณ์...
แด่การส่งมอบ ที่เชื่อมโยงหน้ากระดาษของห้วงเวลา
.
.
--Trace Memory…Trace Fantasy—
To be continued…Final Fantasy VI – ประกายไฟสงคราม กับนิยามรักที่สวนทาง
.
Medicine & Series
Final Fantasy
Review
Mania
About Me
เอริธจัง...ภาคหนังที่ผมชอบที่สุด คือตอนที่ 4 ครับ นอกนั้นเฉยๆอ่ะ...แบบ ตัวละครมันไม่ค่อยตรงกับที่เราจินตนาการไว้ตอนอ่านเท่าไหร่น่ะครับ
แล้ว....thesis ไปถึงไหนแล้วเอ่ย
คุณเชน...ถ้าว่างๆ อยากแนะนำให้ลองหามาอ่าน หรือหามาดูนะครับ แฮร์รี่เนี่ย ผมว่าสนุกใช้ได้เลย ดูแล้วจะลืมแก่ จริงๆนะเออ
ส่วนเรื่องคำถามว่าใครตาย..แหม่ ขอไม่เล่าตรงๆได้มั๊ยครับ เพราะมีหลายคนมากๆ และตัวละครมันอ้างอิงต่อเนื่องกันทั้ง 7 เล่มน่ะครับ แต่คร่าวๆโดยไม่สปอยล์มาก ก็คือว่า...(แม้จะไม่อยากอ่าน แต่ผมอยากพิมพ์ให้ครับ ^^)
ภายหลังโวลเดอร์มอร์จะใช้วิธีบางอย่างตามแผนที่วางไว้มาหลายเล่ม ทำให้กลับมามีรูปลักษณ์เดิมได้สำเร็จ และเริ่มชักจูงสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ต่างๆให้เข้าเป็นพวกตน พร้อมกับแทรกซึมกระทรวงเวทย์มนตร์อย่างช้าๆ
ฝ่ายแฮร์รี่เอง ก็พยายามป่าวประกาศให้คนทั่วไปรู้ถึงการกลับมาของดาร์คลอร์ด จนสุดท้าย การเผชิญหน้ากันตรงๆของทั้งสองฝ่ายก็กำลังจะเข้าไคลแมกซ์ แต่ดันมีคำทำนายตามโชคชะตาออกมาซะก่อน ว่าคนสองคนนี้ มี"ความเชื่อมโยง"บางอย่าง ด้วยเหตุผลอะไรก็ยังไม่มีใครทราบ ทำให้โชคชะตามาเกี่ยวข้องกัน และต้องห้ำหั่นเพื่อให้เหลือรอดเพียงคนเดียว
...จนท้ายที่สุด แฮร์รี่ก็จะทราบถึง"เหตุผล"ของพลังเวทย์ที่ไร้ก้นบึ้ง ร่างที่ฆ่าไม่ตาย แล้วก็ความลับสุดยอดในอดีตของโวลเดอร์มอร์ ก่อนที่จะใช้เวลาทั้งหมดของเล่ม 7 เพื่อเดินทาง"เคลียร์"เงื่อนไขนั้นๆให้สำเร็จ ก่อนที่จะกลับมาเข้าต่อสู้ครั้งสุดท้าย และตระหนักถึง'ความจริง'เบื้องหลัง'ความลวง'ในคำทำนายดังกล่าว ที่หย่อนมุขไว้ตั้งแต่เล่มแรก แล้วก็ขมวดหักมุมสู่ตอนจบ ที่จะเคลียร์ทุกปัญหาของคนอ่านครับ แน่นอนว่า บทสรุปก็จะต้องออกมาเป็นแน่นอน มีฝ่ายหนึ่งอยู่ ฝ่ายหนึ่งไปครับ
พี่วลาดิมีร์...ผมว่าผมก็โตมากับแฮร์รี่จริงๆแหล่ะครับ ตั้งแต่ตอนประมาณรอยต่อม.ต้น-ม.ปลาย จนอายุปูนนี้ ^^" ที่ค่อนข้างประทับใจคือ มันเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องในชีวิต ที่บ้านผมสามารถคุยกันทั้งบ้านได้อย่างออกรสน่ะครับ เพราะปกติ ไม่ค่อยมีเรื่องอะไรที่จะคุยกันเฮฮาปาร์ตี้กันได้ครบทุกคนแบบนี้เลย
ถ้าจะอ่าน อ่านภาค eng ก็ดีนะครับ ของไทย ผมว่าแปลไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ เพราะเวลาจำกัดมั๊ง? แถมคุณภาพรูปเล่มนี่ ...อยากร้องไห้
รัตนาดิศร...อาทิตย์หน้า จะขึ้นจิตเวชแล้ว รอเรียนอยู่เลยรู้ป่ะ ถ้าไม่ติดว่าต้องเขียนรายงานระห่ำ 7หน้า 10 หน้าต่อคนแล้ว เราว่าวิชามันน่าสนใจมากๆเลย
เรื่อง psychodevelopment ของเด็ก เคยเรียนคร่าวๆมาตอนอยู่วอร์ดเด็ก..จะเน้นที่พัฒนาการซะมากกว่า...เล่นเอาขี้เกียจจำเลยฟร่ะ ==" มันจะเดินได้กี่ขวบ เรียกแม่ได้กี่ขวบ รู้จักสีตอนกี่ขวบ...เฮ่อ ขอโฟกัสที่ด้าน mental อย่างเดียวได้มะ?
นู๋ลูค...ไม่แก่ครับ...พวกเราไม่แก่...ห้ามพูดคำนี้เด็ดๆ ยิ่งอยู่รายล้อมด้วยรุ่นพี่ รุ่นพ่อ รุ่นปู่เยี่ยงทุกวันนี้ ยิ่งรู้สึกเลยว่า พวกเราไม่แก๊ ไม่แก่ !!! เข้าใจนะ !!
#2 By Zieghart on 2007-12-21 13:47