Final Fantasy VI – ประกายไฟสงคราม กับนิยามรักที่สวนทาง
posted on 26 Jan 2008 14:59 by zieghart in My-Mania.
วันนี้ขอไม่พูดอะไรมากนะครับ...บทความตอนนี้เขียนลงเวปอื่นๆไปแล้ว อันนี้มา back up ลงบล็อกจ้า (รู้แหล่ะว่า ยาวเกินลิมิตไปไม่น้อย)...ไว้คุยกันใหม่นะ ช่วงนี้ไม่ค่อยว่างครับ เหอะๆ
----------------------------------------------------------------------
Though the hours take no notice
Of what fate might have in store,
Our love, come what may,
Will never age a day.
I’ll wait forevermore!
Maria ~toward her beloved,Draco~
Final Fantasy VI – The Affection ประกายไฟสงคราม กับนิยามรักที่สวนทาง
Prologue
สงครามและความกระหาย เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสรรพสิ่งมาเนิ่นนาน…เหตุการณ์อันน่าสลดมากมายบนหน้าประวัติศาสตร์ ที่ทยอยหมุนเวียนกันปรากฏขึ้น พร้อมด้วยเสียงกรีดร้องและละอองเลือดนั้น...ต่างคอยตอกย้ำให้ชนทุกผู้ได้เห็นพ้องกันว่า...หลายครั้งหลายครา...มันอาจไม่จำเป็นต้องมี ”เหตุผล” ที่ยิ่งใหญ่หรือสลักสำคัญอะไรเลย...ที่จะคร่าชีวิต...ที่จะทำลายสายสัมพันธ์...ที่จะจบสิ้นทุกลมหายใจ...
กว่าหนึ่งพันปีเมื่อกาลก่อน...ณ จุดสูงสุดของโลกและอารยธรรมทั้งปวงนั้น ถูกปกครองโดยเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสาม (Warring triad)ซึ่งรั้งตำแหน่งเป็นสามขั้วอำนาจ คอยเฝ้าดูแลวิถีแห่งเหล่าสิ่งมีชีวิตเบื้องล่าง และเป็นผู้ให้กำเนิดขุมพลังที่ทรงพลานุภาพเหลือคณานัป...ซึ่งคนทั่วไปรู้จักกันในนามของ ”เวทย์มนตร์” และ”สัตว์อสูร”
เมื่อพลังและอำนาจของแต่ละองค์ เพิ่มพูนสูงขึ้นไปถึงจุดๆหนึ่ง...ความขัดแย้งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ก็พลันอุบัติขึ้น...”ขั้วอำนาจ” ทั้งสามนั้น ไม่สามารถควบคุมพลัง ความกระหายเลือด และความปรารถนาจะเป็นหนึ่ง ซึ่งแผดเผาอยู่ในร่างกายได้...การต่อสู้ของเทพทั้งสาม จึงเป็นชนวนที่สำคัญที่สุด ที่กระพือไฟแห่งสงคราม ให้กระจายไปทั่วพื้นโลก...เหล่าสัตว์อสูรถูกสร้างขึ้นมานับไม่ถ้วน...แสงแห่งเวทย์มนตร์แผดเผาผืนพิภพจนพังพินาศ...แม้นเหล่าปุถุชนคนธรรมดา ก็ถูกดึงให้เข้ามาร่วมในวังวนเปื้อนเลือดนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
...ช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ ที่ถูกขนานนามว่า “สงครามเวทย์มนตร์” (War of Magi) ดำเนินไปหลายต่อหลายปี...เนิ่นนานเสียจนเสียงกรีดร้องที่ระงมติดหู เริ่มจะจางหายไป...ชีวิตน้อยๆค่อยๆดับสูญลงอย่างต่อเนื่อง แม้นธรรมชาติก็เสียสมดุลจนสิ้น...โลกของเรา กลายเป็นเพียงผืนดินที่แห้งแล้ง...เต็มไปด้วยซากศพที่กองพะเนิน !!
กว่าเทพทั้งสาม จะตระหนักถึงความโง่งม และความผิดพลาดซึ่งพวกตนเป็นผู้ก่อไว้ โลกทั้งใบก็แทบจะไม่เหลือชีวิตใดๆให้ดำรงอยู่ต่อไปอีก...เหล่าผู้ให้กำเนิดสัตว์อสูรและเวทย์มนตร์ ยอมรับความผิดแต่โดยดี และเปลี่ยนตนเองให้กลายเป็นเทวรูปสลักหินอันงดงาม วางตัวอยู๋ในระนาบสามเหลี่ยม อันเป็นตำแหน่งสมดุลแห่งพลัง...พร้อมกล่าวอย่างเชื่อมั่นว่า ตราบเท่าที่สนามพลังนี้ ยังรักษาสมดุลได้เฉกเช่นยามแรกเริ่ม...พวกตนทั้งสาม ก็จะเข้าสู่นิทราอย่างสงบต่อไป...ตราบนานเท่านาน
เหล่าสัตว์อสูรกล่าวขอบคุณต่อพระผู้สร้าง และรับหน้าที่ปกป้องเทวรูปทั้งสามด้วยชีวิต พร้อมกับเริ่มปลีกตัวเอง แยกห่างจากศัตรูอย่างเหล่ามนุษย์ผู้ก้าวร้าว เข้าไปสู่ดินแดนแห่งสัตว์อสูรอันลึกลับและซ่อนเร้น...ที่ซึ่งสิ่งมีชีวิตทั้งสองสายพันธุ์ จะไม่มีทางได้ประสบพบเจอกันอีกเลย...
และแล้ว...เมื่อกาลเวลาผ่านไป เส้นทางวิวัฒนาการของสองเผ่าพันธุ์ ต่างก็ค่อยๆทอดแยกห่างออกจากกัน...อย่างช้าๆ...และมั่นคง...
Dead End of Evolution
1000 ปีผ่านพ้น...โลกมนุษย์ ก้าวเข้าสู่ยุคที่อารยธรรมของเครื่องจักรไอน้ำ แท่งเหล็ก และดินปืน เจริญก้าวหน้าถึงขีดสุด สิ่งไร้สาระเหนือสามัญสำนึกอย่าง “เวทย์มนตร์” หรือ “สัตว์อสูร” ก็กลายเป็นเพียงแค่นิทานก่อนนอน สำหรับเด็กน้อยที่ไม่ประสาเท่านั้น
ทว่า ฝันร้ายเมื่อครั้งกาลก่อน กลับถูกพลิกฟื้นขึ้นมาบนโลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง โดยจักรวรรดิกัสทร่า ผู้ทะเยอทะยานจะปลุกพลังอันยิ่งใหญ่ที่แสนเพ้อฝัน อย่างสัตว์อสูรและเวทย์มนตร์ ให้กลับขึ้นมาเป็นที่ประจักษ์อีกครา...จักรวรรดิได้ค้นพบประตูมิติ ที่แยกกั้นโลกทั้งสองมายาวนาน พร้อมยกกำลังเข้าบุก จับเหล่าสัตว์อสูรมามากมาย หมายจะสูบพลังเวทย์มนตร์อันยิ่งใหญ่ที่อยู่ภายในร่างของพวกมัน มาใช้เพื่อเสริมกำลังให้กับกองทัพของตน
บทสรุปของการดิ้นรน ทำลายเส้นแบ่งกั้นของสองเผ่าพันธุ์ จบลงที่การปิดกั้นประตูมิติเป็นครั้งสุดท้าย...โลกทั้งสอง ถูกแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิงอีกครั้ง...กองกำลังกัสทร่ากระเด็นกลับออกมาโลกภายนอก พร้อมกับสัตว์อสูรจำนวนหนึ่ง...และทารกน้อยคนสำคัญ..ลูกครึ่งหญิงเพียงหนึ่งเดียว ของหนุ่มอสูรและสาวมนุษย์ นามว่า ทีน่า
เมื่อสาวน้อยมีสายเลือดครึ่งหนึ่ง สืบทอดมาจากเหล่าสัตว์อสูร ทำให้เธอครอบครองคุณสมบัติพิเศษ ที่จะใช้พลังอันยิ่งใหญ่อย่าง”เวทย์มนตร์” ได้ตั้งแต่แรกเกิด...เมื่อผสมร่วมกับเทคโนโลยีขั้นสุดยอดของกองทัพ ที่นำเอา”พลังเวทย์” (Magitek) ที่สูบจากเหล่าสัตว์อสูร มาผสมรวมไว้กับพลทหารและเครื่องจักรกลแล้ว...โฉมหน้าของกองทัพ ก็พลิกเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ !!
“แม่มดสาว” ผู้เกิดมาพร้อมพรสวรรค์แห่งการเข่นฆ่า และถูกควบคุมจิตใจโดยจักรวรรดิอย่างสมบูรณ์
”กองทัพนักรบเวทย์” (Magitek Knight) ที่สามารถเรียกใช้พลังเวทย์มนตร์ประดิษฐ์ ซึ่งถูกฝัง ผสานรวมอยู่ภายในร่างกาย
“เวทย์ยนตร์มาโดอาร์เมอร์” (Magitek armor) ที่สามารถสังเคราะห์พลังเวทย์ทำลายล้างทรงพลานุภาพ ออกมาแผดเผาศัตรูเบื้องหน้าให้เป็นจุล
...เมื่อปัจจัยทั้งสาม มาร่วมกับการนำทัพโดยมือขวาของจักรพรรดิกัสทร่า...พ่อมด ตัวตลก และฆาตรกรผู้เลือดเย็น...ร่างทดลองแรก ผู้เสียสติจากการพยายามฝังเวทย์ประดิษฐ์ไว้ในร่างกาย นาม “เคฟก้า”...เมื่อนั้น พลานุภาพอันมากมายเหลือคณานัปของจักรวรรดิกัสทร่า ก็แผ่ขยายไปทั่วทุกมุมโลก ก้าวข้ามขอบเขตของความปราณีและสามัญสำนึกทั้งปวง...ย้อมโลกทั้งใบให้เป็นสีแดงฉาน !!
Forceful Rebellion
สงครามเลือด เริ่มบานปลายไปอย่างหยุดไม่ได้ นำพาไปสู่เหตุการณ์และตัวแสดงอีกมาก ที่ต้องก้าวเข้ามาอยู่บนเวทีที่เน่าเหม็นและเสื่อมโทรมนี้...ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังใต้ดิน ที่คอยรวบรวมผู้คน ต่อต้านจักรวรรดิอย่างสุดความสามารถ นักล่าสมบัติที่ออกเดินทางตามหาสมบัติชิ้นสำคัญเพื่อนางอันเป็นที่รัก กษัตริย์ผู้เปี่ยมความสามารถทางจักรกล นักพรตผู้สำเร็จทักษะการต่อสู้ด้วยมือเปล่า นายพลหญิงผู้ทรยศของจักรวรรดิ ยอดนักรบผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายจากการล้างบางอันโหดเหี้ยม นินจาพเนจรลึกลับผู้เลือดเย็น นักพนันผู้ครอบครองเรือเหาะเพียงหนึ่งเดียวบนน่านฟ้า นักเวทย์ชราผู้สืบทอดสายเลือดล้ำค่ามาแต่กาลก่อน ฯลฯ
...และเมื่อได้รับไพ่ใบสำคัญ ที่อาจจะพลิกเกมส์รบที่เสียเปรียบอยู่หลายขั้น อย่าง ทีน่า แบรนฟอร์ด...สาวน้อยผู้เสกร่ายพลังอำนาจที่ไม่เคยพบเห็น ถูกเลี้ยงดูขึ้นมาให้เป็นเครื่องจักรสังหารที่ไร้ความรู้สึกโดยจักรวรรดิผู้โหดร้าย...ซ้ำยังเป็นกุญแจสำคัญ ที่จะเปิดเส้นทางสู่โลกอันซ่อนเร้นของเหล่าสัตว์อสูร ให้เผ่าพันธุ์ทรงพลังนั้น ออกมาสู่โลกภายนอกได้อีกครั้ง !! การโจมตีกลับครั้งสำคัญ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น !!
การปะทะกันอย่างรุนแรง ระหว่างกองกำลังปฎิวัติ และทหารจักรวรรดิ ดำเนินไปนับครั้งไม่ถ้วน บ้างได้เปรียบ บ้างเสียเปรียบ ผลัดกันร่วมมือ ผลัดกันหักหลัง แผนทางตรง แผนทางอ้อม แผนสะอาด แผนสกปรก ถูกงัดออกมาใช้อย่างไม่ต้องคำนึงถึงปัจจัยและความรู้สึกอะไรให้มากมาย...ราวกับว่า หากไม่ตัดใจจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเพียงเล็กน้อย และมาคาดหวังถึงอนาคตที่สว่างไสวเบื้องหน้าแล้ว...แม้นรุ่งอรุณของวันพรุ่ง ก็อาจจะไม่มีเหลือให้เรามานั่งเชยชมอีกต่อไป
The Great Warring Triad
...ที่สุดของที่สุด จักรพรรดิกัสทร่า และเคฟก้าคนสนิท ก็ได้เข้าถึงขุมพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อันเป็นต้นกำเนิดของเวทย์มนตร์และสัตว์อสูรทั้งปวง...เทวรูปสลักหินทั้งสาม อยู่เบื้องหน้าคนทั้งสองนี้เอง...หากผู้ใดได้ครอบครองแหล่งกำเนิดอำนาจอันไร้ขีดจำกัดนี้ไว้กับตัว...โลก ก็แทบจะมาอยู่ในกำมือของคนผู้นั้นไปแล้วเสียครึ่งใบ !!
การดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของกองทัพปฎิวัติ นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่มีใครคาดคิด..ระหว่างวินาทีเป็นตายของการปะทะกันเบื้องหน้าเทวรูป...จอมเวทย์ผู้มีจิตพิกลพิการ เคฟก้า ถูกโจมตีจนเลือดกระเซ็น...เส้นสติอันเบางบาง ที่คอยคลุมครอบสำนึกผิดชอบชั่วดีอันน้อยนิด ก็พลันขาดผึง...ตัวตลกบ้าคลั่ง สูญเสียการควบคุมตัวเองโดยสิ้นเชิง พุ่งเข้าใส่เทวรูปทั้งสาม หมายจะ”เคลื่อนย้าย” ตำแหน่งอันเป็นสมดุลแห่งพลัง “เปลี่ยนแปลง”การจัดวางที่ธำรงไว้ซี่งความสงบสุขของพื้นพิภพมานับพันปี...เพื่อสร้างหายนะให้เกิดกับผืนโลก และครอบครองพลังทำลายล้างนั้นไว้กับตน
เวทย์มนตร์ใดๆ ไม่สามารถทำอันตรายให้แก่เคฟก้าได้อีกต่อไป...จักรวรรดิกัสทร่า ถูกคนสนิทของตน สังหารอย่างเหี้ยมโหด...กองทัพปฎิวัติ หนีรอดออกมาได้อย่างทุลักทุเล...เคฟก้าทำการเคลื่อนย้ายตำแหน่งของสามเทวรูปได้สำเร็จ...ฉับพลัน สมดุลแห่งพลังก็ปั่นป่วน...พลังอำนาจอันมากมายสุดหยั่งถึง ก็พวยพุ่งออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ พลังที่เคยทำลายล้างโลกทั้งใบให้กลายเป็นดินแดนที่แห้งแล้งและไร้ชีวิต ถูกพลิกกลับมาอีกครั้ง...โดยการควบคุมของ มนุษย์ผู้เสียสติคนนี้ แต่เพียงผู้เดียว...
...ในที่สุด โลกทั้งใบ ก็เป็นอันจบสิ้นลง...
Final Fantasy VI – บทแห่ง “ห้วงความรัก” นั้น นับเป็นชื่อๆหนึ่ง ที่อยู่บนจุดสูงสุดของเกมส์ภาษาในยุคนั้นอย่างไร้ข้อกังขา ไม่ว่าจะด้านงานภาพ ซึ่งพิถีพิถันแม้ในเรื่องของการใส่แสงและเงา อย่างที่ไม่เคยได้ทำในภาคก่อนๆ จนเกิดมาเป็นภาพสองมิติที่สวยงาม และเต็มไปด้วยรายละเอียดที่เหนือชั้น สูงสุดเท่าที่ความสามารถของเครื่องเกมส์จะเอื้ออำนวย...ละเอียดมากเสียจนยังอดทึ่งไม่ได้ เมื่อย้อนกลับไปมองถึงภาพของเหล่าศัตรูที่แสนจะอลังการนั้น
ด้านงานเพลง ภาคนี้ ก็เฉกเช่นทุกๆภาค ที่มีเพลงประกอบที่งดงาม ไพเราะ และติดหูอยู่มากมาย ทั้งแช่มช้า ทั้งเศร้าสร้อย ทั้งดุดัน ทั้งรุนแรง ผสมผสานกันอย่างลงตัว แม้เวลาจะผ่านมานับสิบปี แต่เพลงหลายๆเพลง ก็ยังคงถูกหยิบยกขึ้นมาฟัง ขึ้นมาเล่น และขึ้นมาปรับปรุง เปลี่ยนแปลงอีกหลายต่อหลายเวอร์ชัน Main theme / Tina theme / Decisive battle / Aria di Mezzo Carattere และอื่นๆอีกมาก ต่างก็อยู่ในใจของผู้ที่เคยได้รับฟังทุกๆคน
ด้านระบบของเกมส์ ภาคนี้จะเน้นการใช้ประโยชน์จาก”กลุ่มสมาชิก” หลากหลาย ที่แต่ละคนก็มีความสามารถเป็นของตัวเองที่เด่นชัด ไม่ทับซ้อนกันเลย เป็นข้อดีที่พบได้น้อยลงมากอย่างน่าเสียดาย ในไฟนอล แฟนตาซีภาคหลังๆ...และการ”แบ่งพรรคพวก” ออกเป็นสามกลุ่ม กระจายกันไปตามจุดต่างๆของฉาก ร่วมกันแก้ปริศนา ร่วมกันฝ่าฟันไปจนจบเส้นทาง ก็นับเป็นจุดเด่นที่สำคัญ และถูกนำมาใช้หลายต่อหลายครั้งตลอดทั้งภาค นับเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ไม่มีภาคไหนทำได้อีก
แต่เหนืออื่นใด สิ่งที่ต้องชื่นชมมากที่สุดของไฟนอล แฟนตาซี 6 ก็คงหนีไม่พ้น“พลอตเรื่อง” ที่ยิ่งใหญ่ ละเอียดอ่อน และเชื่อมโยงกันอย่างน่าประทับใจ จนพูดได้ว่า น่าจะเหนือกว่าภาคต่างๆที่มีมาก่อนหน้า และไม่ต่างชั้นกับภาคอื่นๆ ที่ตามมาในภายหลัง
นักเขียนหลายคนเห็นพ้องต้องกันว่า เรื่องราวที่ถ่ายทอดได้ยากที่สุด คือเรื่องราวที่มี ”ตัวละครหลัก”หลายคน เพราะหากต้องการที่จะใส่รายละเอียดของเนื้อเรื่อง และเน้นหนักที่มิติของตัวละครแล้ว...ปัญหาต่างๆย่อมตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งการคุมทิศทางของเรื่องไม่อยู่ ทั้งการแบ่งบทอย่างไม่สม่ำเสมอ ทั้งการสับสนของโครงเรื่องจนจับประเด็นไม่ได้ ทั้งการหลงลืมประเด็นยิบย่อยต่างๆ ฯลฯ
...แต่ไฟนอล แฟนตาซี 6 ดูจะพิสูจน์ให้เห็นว่า คำกล่าวนั้น ไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป ด้วยการนำเสนอเรื่องราวทั้งหมด ผ่าน”ตัวละครหลัก” ที่มีจำนวนมากที่สุดในซีรีย์...มากถึง 14 คนด้วยกัน และแทบจะทุกคน ต่างก็มีปูมหลัง มีที่มาที่ไป มีแรงขับดัน มีเหตุผล และมีเป้าหมายเป็นของตัวเอง อย่างเด่นชัด สมเหตุสมผล และเข้าถึงได้อย่างแท้จริง…ภายใต้คอนเซปต์หลักเพียงข้อเดียว ที่เชื่อมโยงทุกตัวละครเข้าหาแก่นของเรื่องได้โดยพร้อมเพรียง...นั่นคือ “ความรัก”
To Warship and Adore
จากการที่มีตัวละครมากมาย ที่ต่างก็เน้นให้มีมิติเหมือนจริงกันทั้งสิ้น ทำให้ไฟนอล 6 นี้ มี”วัตถุดิบ” เหลือเฟือ ที่จะให้หยิบยกตัวละครต่างๆ ทั้งหลักและรอง มาสร้าง ”รูปแบบความสัมพันธ์” ที่ไม่ซ้ำซาก…แม้ดูเผินๆแล้ว ”แกนหลัก” ของเรื่อง จะยังหนีไม่พ้นเรื่องของการ “กอบกู้โลก” ซึ่งเป็นเรื่องของเหล่าตัวเอกกลุ่มหนึ่ง กับความรู้สึก”อยากช่วยโลก” มาเผชิญหน้าเหล่าตัวร้ายอีกกลุ่มหนึ่ง กับความรู้สึก “อยากทำลายโลก”...เป็นแนวคิดที่เข้าใจได้ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน และถูกใช้เสมอมา ตั้งแต่ภาคที่หนึ่ง...
แต่เบื้องหลังความจำเจที่ดูแสนจะคร่ำครึนั้น กลับแฝงไปด้วยรายละเอียดปลีกย่อยที่ลึกซึ้ง ละเอียด และแปลกใหม่อย่างที่สุด...จุดสำคัญของการต่อสู้ ไม่ได้อยู่ที่ “ผลลัพธ์” ภายหลังจากการมารวมกลุ่ม เพื่อตัดสินใจปกป้องโลกเลยซักนิด แต่อยู่ที่”จุดเริ่ม” ก่อนหน้าของแต่ละตัวละคร ซึ่งต่างก็หลงวนเวียนอยู่ในวังวนแห่งความสุข ความทุกข์ ความเปลี่ยนแปลง และความไม่มั่นคงของความรักกันทั้งสิ้น
เมื่อตัวเนื้อเรื่องหลัก ที่มีฉากหน้าเป็นการเดินทางกอบกู้โลก ดำเนินไปถึงจุดๆหนึ่ง...ตัวเกมส์จะค่อยๆเผยให้เห็นถึง “ปูมหลัง” ของเหล่าตัวละครแต่ละตัวออกมาทีละน้อย เพียงพอที่จะให้ผู้เล่นได้ซึมซึบ คาดเดา ร่วมลุ้น และรับรู้เรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่เริ่มต้น จนมาถึงบทสรุปของชีวิตแต่ละคน ในช่วงท้ายของเกมส์
เราจะได้เข้าใจเหล่าตัวละครนั้นๆขึ้นมาทีละนิดว่า...ทั้งเหตุผลในการต่อสู้ ที่มาของอารมณ์ที่ปรากฏ ต้นเหตุของความรู้สึกที่เด่นชัด ตลอดจนถึงแนวคิดในการตัดสินใจ ซึ่งเราได้เห็นตั้งแต่ต้นเกมส์นั้น มี”จุดเริ่มต้น” เป็นมาเช่นไร มีพัฒนาการมาอย่างไร ก่อนที่จะมาให้”ตัวเรา” ซึ่งเป็นผู้เล่น ได้พบเห็นในช่วงแรก...ก่อนที่จะมาให้ “ตัวเรา” ซึ่งเป็นผู้เล่น ได้เห็นจุดจบในช่วงท้าย
ผู้เขียนบทของเรื่อง ฉลาดพอที่จะไม่ปล่อยภาพรวมของเรื่องราวออกมาในคราวเดียว แต่จะค่อยๆสอดแทรกไปตามบทสนทนา บันทึก ภาพอดีต ความฝัน และเรื่องเล่าต่างๆ ให้คนเล่นค่อยๆหยิบยกชิ้นส่วนของความทรงจำ มารวมเป็นภาพใหญ่ด้วยตัวเอง ก่อนที่จะเปิดเผยเรื่องราวเต็มๆออกมาในที่สุด...เป็นการกำหนดจังหวะในการดึงอารมณ์ของผู้เล่นได้อย่างเป็นลำดับขั้นโดยแท้จริง
....
......
.........
Last page’s story – The Last Will to Fight
เคฟก้า ผสานพลังของเทวรูปสลักหินทั้งสามเข้าไว้กับตัว ก่อเกิดเป็นชีวิตอันยิ่งใหญ่ มีพลังอำนาจเทียบเคียงกับพระเป็นเจ้า...คอยปกครองโลกทั้งใบอยู่ที่ชั้นบนสุดของหอคอยยักษ์ ที่สร้างจากเศษซากของอารยธรรมเครื่องจักรที่เคยเกรียงไกร...ผู้คนถูกครอบงำด้วยความหวาดกลัว ผู้ต่อต้านทุกคน จะถูกสังหารอย่างไร้ปราณี เมืองที่เป็นปฏิปักษ์ จะถูกลำแสงพิพากษา ทำลายจนพินาศสิ้น...
เซเลส ผู้ครอบครองพลังเวทย์ประดิษฐ์ อดีตนายพลสาว คนทรยศของจักรวรรดิ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาบนเกาะร้าง หลังจากสลบไสลไปในวันที่โลกล่มสลายเป็นเวลาเนิ่นนาน...เมื่อพบกับความโดดเดี่ยว บนโลกที่แห้งแล้ง แทบไม่เหลือสัมผัสของสิ่งมีชีวิตอื่นใดแล้ว...เธอก็ค่อยๆยอมรับขึ้นมาทีละนิดว่า บางครั้ง การมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว ก็ทุกข์ทรมานยิ่งกว่าความตายอันแสนเงียบสงบเสียอีก...
แต่ก่อนที่เธอจะได้ทันจบชีวิตของตัวเองลง ฟางเส้นสุดท้ายก็พลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้า...ผ้าคาดผมของล๊อค หนึ่งในสมาชิกสำคัญของกองทัพปฎิวัติ...ชายผู้ช่วยให้เธอกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่...ชายผู้เป็น “คนพิเศษ” เหนืออื่นใดของเธอ ก็ได้บรรจงลอยล่องลงมาเบื้องหน้าของเธอ...เมื่อระลึกถึงความรู้สึกที่คุ้นเคย ทำให้สาวน้อยตัดสินใจได้อีกครั้งว่า “การมีชีวิตอยู่” อาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอย่างที่คิด...หากซักครั้งในช่วงชีวิตของเรา ได้รับ”ความอบอุ่น” จากคนอันเป็นที่รักแล้ว...มันก็มีคุ้มค่าแล้ว ที่จะดิ้นรนนำช่วงเวลานั้นกลับคืนมา...
การเดินทางตามหาพลพรรคที่สาบสูญ การไล่ตามหาความหมายของการต่อสู้ของตัวเอง และการเผชิญหน้ากับเหล่าศัตรูที่อยู่จุดสูงสุดของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง...กำลังจะเริ่มต้นขึ้น...
...ภายใต้ไหล่น้อยๆ ของหญิงสาวร่างเล็กเพียงคนเดียว...
True Feelling within
จุดที่เป็นที่จดจำอีกอย่างหนึ่งของภาค คือเรื่องของ”ไซด์เควส”ที่มากมายมหาศาล ไม่แพ้แม้ไฟนอล แฟนตาซีภาคหลังๆ และการตามหา”สมาชิก” ทั้งกลุ่ม ที่กระจัดกระจายกันไปตามที่ต่างๆทั่วโลกอยู่หลายครั้งหลายครา...คนเหล่านั้น บางคนก็หมดความรู้สึกที่จะต่อสู้เพื่อโลก บางคนก็กลับไปตามล่าความฝันและความหวังของตัวเอง บางคนก็มุ่งหน้าทำหน้าที่ดั้งเดิมของตนเองต่อไป แม้จะเหลือเพียงคนเดียว
...การได้เห็นทั้งความคิด ทั้งการตัดสินใจในหลากรูปแบบ หลายสถานการณ์เช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่เหล่าแฟนๆจะชื่นชมว่า ไฟนอล แฟนตาซี 6 ได้ตีแผ่แง่มุม”ชีวิต” ของผู้คนแต่ละระดับชั้นออกมาได้ชัดเจนเพียงไร
...และยิ่งสัมผัสเรื่องราวของภาคนี้ หลายต่อหลายครั้งเข้า ตัวผมยิ่งมั่นใจขึ้นมาเรื่อยๆว่า ใจความหลักของเรื่องนั้น ช่างห่างไกลจากภารกิจกอบกู้โลกไปหลายขุมอยู่...แม้ภาพภายนอก อาจจะเห็นเพียงแค่การร่วมเดินทาง เพื่อปราบศัตรูคนสำคัญ แต่คนนอกกลุ่ม...จะมีซักกี่คนที่รู้ว่า ภายในใจของพวกเขาและเธอ...ครุ่นคิดอะไรอยู่ คาดหวังอะไรอยู่ และต้องการสิ่งใดอยู่...
ดังได้กล่าวแล้วว่า “ความรัก” เป็นหัวใจสำคัญของเรื่อง ที่จะเชื่อมโยงทุกตัวละครที่หลากหลาย ให้เข้ามาร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน...ความรักระหว่างชายหญิง ระหว่างพี่น้อง ระหว่างครอบครัว ระหว่างพ่อลูก ระหว่างเพื่อนพ้อง ความรักที่มีต่ออาณาจักร มีต่ออิสรภาพ มีต่อความต้องการมีชีวิตอยู่...ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ต่างเป็นเหตุผลของแต่ละตัวละคร ที่นำพาให้ทุกๆคน มาร่วมเดินทางเพื่อเป้าหมายสุดท้ายเดียวกัน...เพื่อปกป้อง”โลก” ที่ “คนอันเป็นที่รัก” ของตน อาศัยอยู่นั่นเอง...
ไฮไลต์หลักของภาค ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องราวการตามหานิยาม “ความรัก” ของสาวน้อยตัวเอก ทีน่า ของเรา ซึ่งถูกเลี้ยงดู และควบคุมมาโดยจักรวรรดิตั้งแต่ครั้งยังเล็ก ทำให้ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกทั้งปวง...ตลอดทั้งเรื่อง เธอจะเฝ้าถามตัวเองและคนรอบข้างเสมอ ว่าตัวเองเกิดมาเพื่อสิ่งใด และสิ่งที่เรียกว่า “ความรู้สึก” นี่เป็นเช่นไร...ชั้นควรจะดีใจมั๊ย ควรจะร้องไห้มั๊ย นี่คือความรักหรือ นี่คือความผูกพันหรือ...แม้จะใช้เวลาไปไม่น้อย...แต่เมื่อถึงเวลาที่ภาพคำตอบนั้น เด่นชัดขึ้นมา ก็ไม่ได้สายเกินไปเลย สำหรับเธอ ที่จะได้เรียนรู้..และสำหรับพวกเรา ที่ได้ร่วมเป็นสักขีพยาน ถึงช่วงเวลาอันน่าประทับใจนั้น...
Closing comment
แม้จะมีไฟนอล แฟนตาซีภาคอื่นๆ ที่ถูกกล่าวขวัญ ทั้งติ ทั้งชม ในเรื่องการนำประเด็น”ความรัก” มาเน้นอย่างออกนอกหน้า แต่สำหรับตัวผมแล้ว คิดว่า ไฟนอล แฟนตาซี 6 นี่ต่างหาก ที่แสดงภาพรวมที่ชัดเจน และกว้างขวางที่สุด ในเรื่องของความรัก...เราได้เห็นนิยามรักที่หลากหลาย บางเรื่องก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม บางเรื่องก็เต็มไปด้วยน้ำตา...แต่อย่างไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ทุกคนได้รับรู้โดยทั่วกันก็คือ “ความรัก” ทำให้เกิดแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ได้เพียงไร...สิ่งเล็กๆนี้ กลับผลักดันให้เกิดเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เป็นสิ่งที่มีผลต่อสังคม มีผลต่อโลกของเราได้อย่างไร
...เหล่านักรบทั้ง 14 คน ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความรู้สึกอันแรงกล้าที่มีต่อคนสำคัญ แม้จะดูคับแคบ แต่ที่สุดแล้ว มันก็จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นวงกว้าง...ไม่ว่าจะดีหรือร้าย อย่างน้อยที่สุด ก็จงอย่าได้ลืมเลือนสิ่งนี้ไป...อย่าได้ปล่อยทิ้ง “ความรัก” อันสำคัญนี้ไปโดยเด็ดขาด...
...แม้ความสนุกที่ผมได้รับในตอนเล่น จะไม่มากเท่าภาคก่อนหน้า...แต่หากพิจารณาภาพโดยรวมทุกๆแง่มุมแล้ว ก็คงจะพอพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า ไฟนอล แฟนตาซี 6 นี้ เป็นอีกมาสเตอร์พีชชิ้นสำคัญของซีรีย์ และภาคที่ดีที่สุด ของไตรภาคที่สองครับ
แด่ความเพ้อฝัน ที่บรรเลงเป็นท่วงทำนองของความรัก
--Trace Memory...Trace Fantasy--
To be continued...Final Fantasy VII - [[Work in progress]]
Medicine & Series
Final Fantasy
Review
Mania
About Me
)

แอริธจัง...บทความซีรีย์ medicine in fiction ตอนนี้ก็มีไอเดียค้างไว้อยู่เยอะเหมือนกันครับ ถ้าชอบ เดี๋ยวได้อ่านแน่ๆ หุหุ แต่เดือนหน้าทั้งเดือน ผมไม่อยู่นา
คุณ piggy...ถ้าถามว่า FF7 ชอบสาวคนไหน อยากบอกว่า ขอเหมาน้อง A น้อง T และน้อง Y ครับ
เข้าไปเยี่ยมชมภาพและเวปของคุณ piggy แล้ว วาด+ลงสีสวยดีนะครับ ลายเส้นแบบชัดเจนๆ เห็นชายเป็นชาย เห็นหญิงเป็นหญิงแบบนี้ ผมไม่ได้เห็นมานานนนมากแล้ว จริงๆนะ...พุดตรงๆก็คือ คิดถึงจังเลย
พี่วลาดิมีร์...ถ้ามีความสามารถมากๆ ต้องเล่นมุข Job Change !! แบบนั้นล่ะครับ พลิกบทบาทตามสถานการณ์...งานจะได้สำเร็จเร็วๆ (แต่ไอ้"ถ้ามีความสามารถ"นั่นล่ะ...ท่อนปัญหา 555)
รู้สึกช่วงนี้งานจะยุ่งมากๆเช่นกันสินะครับ สู้ๆน่อ พูดได้แค่นี้แล
เจ๊บี...ลงวอร์ดแล้วเขียนเรื่องแบบนี้ไม่ได้ฤา เราว่ามันก็ตรงจุดดีนะ เอาไว้แบ่งกลุ่มเพื่อนๆ 555 เราไม่มีปัญหาอะไรนา
ส่วนเจ๊หัวบล๊อก...แหม่ ก็อย่างว่าอ่ะนะ ด้วยจรรยาบรรณบล๊อกเกอร์ (???) ขอเรียกเป็นนางสาว X ละกัน
Shuu คุง...อ่านๆดูแล้ว...คิดว่าอยู่ในข่ายไหนละครับ ท่อนพึงหรือไม่พึงประสงค์ล่ะ หุหุ
ยัยปราง...แหม่ ไม่เห็นหน้าซะนาน ถ้าว่างๆก็แวะมาเยี่ยมเยียนกันได้นะ คิดถึงๆ
นายลมสูง...ตอบควบเอนทรี FF7 ด้วยเลยละกัน เราว่าคลาวด์เนี่ย เป็นเหมือนมาสคอตตัวสำคัญของซีรีย์ FF เลย เพราะเป็นคนแรกที่มีความสมจริงของอดีต ปูมหลัง แล้วก็พัฒนาการทางความรู้สึก..พอมารีวิวๆสคริป เพื่อเขียนบทความ ยังรู้สึกเลยว่า...เออ..เจ๋งจริงว่ะ
ปล. ยังไงก็ได้เนอะ
เจ๊วิน...ผมทรงใหม่นี่ ทำมานานรึยังหว่า เพิ่งจะเห็นวันก่อนเองหล่อน
จิตเวช เราว่าเนือ้หามันสนุกนะ แต่รุปแบบการเรียนนี่ ไม่ไหวจริงๆ ขอบายๆ หลับ+โดด กระจายเลยว่ะ
แล้วปกติ...หล่อนพึงประสงค์จริงๆเรอะ !!
อาเจ๊หนูน้อยหมวกแดง...เข้าไป add blog มาเรียบร้อยแล้ว อัพบ่อยๆนะ จะเข้าไปอ่าน หุหุ เอาเรื่องแฟนหนุ่มก็ได้นา 555
รัตนาดิศร...รูปหัวบล๊อก ขอเจ้าตัวแล้วนา ธ่อ~~~ส่วนเนื้อหา มันก็ครือๆกะที่เรียนๆมาน่ะนะ เรื่องจะสรุปให้น้องน่ะ ฝากอาร์ตละกัน หุหุ
เออ จะชมมานานแระ ไอ้รูป display แกน่ะ...ยิ้มสวยดีว่ะ
#1 By Zieghart on 2008-01-26 15:18