.

Cherish your Life.

                                                            ~ Johnathan Kramer ~

.

สวัสดีเดือนมีนาครับ....เพิ่งกลับมากรุงเทพเมื่ออาทิตย์ก่อนนี่เอง...คิดมาหลายตลบ ยังไงผมก็ชอบชีวิตกทม.มากกว่าอยู่ดีแฮะ ได้ทำนู่นทำนี่ไปเรื่อย ไม่ค่อยมีแก่นสาร แต่ก็ดีกว่าอยู่เฉยๆนั่นแล

...วันนี้มีเรื่องมาคุยเล่นอีกแล้ว...เมื่อวันก่อนได้เข้าไปเห็นกระทู้ในห้องย่อยการ์ตูน โต๊ะเฉลิมไทย บอร์ด pantip นะครับ เป็นกระทู้ว่าถึงเรื่อง "การ์ตูนที่อ่านแล้วหดหู่"...ก็มีหลายท่านแสดงความเห็นมาเยอะเลย และไหนๆผมก็ไม่ได้เขียนเรื่องการ์ตูนมานานแล้ว...วันนี้ก็เลยคิดจะยกเรื่องหดหู่ๆมาพูดถึงบ้าง...

นับคร่าวๆ ถึงตอนนี้...ผมก็อ่านหนังสือการ์ตูนมาเกือบ 20 ปีเห็นจะได้...พวก "เรื่องที่อ่านแล้วหดหู่" ก็ผ่านตามาเยอะ ถึงขั้นที่ว่าแหยง ไม่อยากอ่านอีกรอบเลยก็มี...

แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ...ความหดหู่และสิ้นหวังนั้น ไม่มีข้อดีเลยหรือ? ภาพยนตร์หลายเรื่อง หนังสือหลายเล่ม แม้จะโศกเศร้าและเหงาจับใจเพียงใด ก็ยังคงเป็นที่กล่าวขวัญ...ทำไม?

...มีคนเปรียบไว้เหมือนเมื่อเราได้ประสบพบเจอเรื่องราวอันน่าหวาดหวั่น ไม่ว่าจะด้วยตัวเอง หรือด้วยเรื่องเล่าเรื่องแต่งใดๆก็ตามที...นอกจากความน่ากลัว ความกดดัน และความตึงเครียดแล้ว...ความรู้สึกอีกอย่างที่ได้รับมาหลังจากนั้นก็คือ "ความรู้สึกปลอดโปร่ง" ที่อยู่สุดปลายของอุโมงค์

เหมือนกับที่เกิดในช่วงเวลาที่เราผ่านเรื่องราวคับขันมาได้...พอฝนซา ฟ้าใส...ความรู้สึกปลดปล่อยชนิดที่ว่า...อา...ชีวิตช่างมีคุณค่าเหลือเกิน...ก็จะพลันเกิดขึ้น...เพื่อนๆบางคนก็อาจจะเคยมีความรู้สึกแบบนั้น

"ความทุกข์" ทำให้คนหันกลับมามองตัวเอง และคิดจะพัฒนาตัวเอง ได้มากกว่า "ความสุข"

จริง?...หรือไม่จริง?

ความเห็นของผม เอาไว้ท้ายสุดเลยดีกว่า...มาครับ ก่อนอื่นใด ผมจะยกมินิรีวิว การ์ตูน 7 เรื่องราว (ที่ไม่ได้เรียงลำดับอะไร) ซึ่งสร้างความรู้สึกกดดัน หดหู่ และตึงเครียดมากๆ จนหลายคนถึงกับกุมขมับ...อ่านๆไปก็ลองคิดดูเล่นๆด้วยนะครับ ว่านอกจากความรู้สึกด้านลบแล้ว...ตัวเรายังสามารถหา"ด้านบวก"อะไรได้จากตรงนี้....

มี ?...หรือไม่มี ?

จุดประกาย?...หรือขายความอึดอัด?

ท้ายเอนทรีมาเจอกันใหม่ครับ

.

See what I see - เรื่องราวฉากหน้า ในรูปแบบย่อความ ปูพื้นผู้ไม่เคยผ่านตา

Feel what I feel - เรื่องราวฉากหลัง ในรูปแบบมุมองส่วนตัว เน้นหลักที่ความนัยของเรื่อง

Save as I save - เรื่องราวเอกเทศ ในจุดยืนของบุคคลที่สาม เราจะทำยังไงกับชีวิตที่มันย่ำแย่และไร้ซึ่งอนาคต?

1. Neon Genesis Evangelion

 

See what I see

เรื่องราวเริ่มต้น เมื่อกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบสิ่งมีชีวิตลึกลับที่บริเวณขั้วโลก ซึ่งนับเป็นตัวต่อชิ้นสุดท้ายที่สำคัญยิ่ง ในแผนการลับเพื่อการ"พัฒนามนุษยชาติ"....แต่ในขณะที่กำลังพยายามเคลื่อนย้ายร่างอันทรงพลังนั้นกลับมา...ก็พลันเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ขึ้น จากพลังอันมหาศาลที่ปลดปล่อยจากร่างน้อยๆนั้น...นับจากนั้นมา โลกทั้งใบ และเหล่ามวลมนุษย์ ก็เริ่มต้นนับเวลา...ย้อนถอยไปสู่จุดสิ้นสุด...

สิ่งมีชีวิตลึกลับที่มีรูปแบบใกล้เคียงกัน ทยอยปรากฎตัวออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งหวังจะแย่งชิง"ร่างต้น"ที่ถูกครอบครองโดยฝีมือมนุษย์...ไพ่ตายเพียงหนึ่งเดียว ที่จะต่อกรกับสัตว์ประหลาดอันน่าพรั่นพรึงนั้นได้ ก็คืออาวุธชีวภาพอันทรงพลัง...ที่บังคับโดยเด็กน้อยที่เกิดในปีแห่งโชคชะตา...อาวุธขนาดมหึมาที่เรียกว่า "เอวานเกเลียน"

.

Feel what I feel

ดูเผินๆแล้ว...เรื่องที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งใน"ตำนาน"ของวงการการ์ตูนแดนอาทิตย์อุทัยนี้...ก็เหมือนจะเป็นแค่การ์ตูนแอคชัน-ไซไฟ ที่ขายการต่อสู้ระหว่างหุ่นยนตร์ยักษ์ และสัตว์ประหลาดๆที่โผล่มาตัวละไม่เกิน 30 นาที(รวมเวลาพักครึ่งโฆษณา)...ซึ่งไม่ผิดซะทีเดียวครับ ถ้าหากว่า ตัวเอกทั้งสามของเรื่อง ไม่ได้เป็น...

.

- เด็กสาววัย 14 ปี ที่เกิดจากการผสมเทียมด้วยอสุจิและไข่ที่คัดคุณภาพมาอย่างดี

อัจฉริยภาพของเธอ กลายเป็นหลักฐานเพียงหนึ่งเดียว ที่จะยืนยันความหมายในการมีชีวิตอยู่

แม่แท้ๆที่คอยชื่นชม เสียสติ และฆ่าตัวตายต่อหน้า

การต่อสู้ของเธอ ยังต้องดำเนินต่อไป เพราะมันเป็นเหตุผลที่เธอเกิดมา

แต่ยิ่งต่อสู้มากเท่าไหร่ เธอยิ่งรู้สึกสูญเสียมากขึ้นเท่านั้น

พันธนาการของเธอหนาแน่นขึ้น พร้อมๆกับภาระที่เพิ่มพูนขึ้นตามวันเวลา

และแล้ว...เมื่อต้องพ่ายแพ้แก่เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน ครั้งแล้วครั้งเล่า

...ตัวตน และความหมายที่จะมีชีวิตอยู่เพียงหนึ่งเดียวของเธอ ก็พลันหายไป...

.

- เด็กสาววัย 14 อีกหนึ่งคน...เป็นเหมือนเพียงภาชนะว่างๆ ที่ไว้บรรจุชีวิต และความทรงจำของคนรอบข้าง

ตัวเธอไร้ซึ่งสิ่งเปล่าประโยชน์ใดๆ ที่จะขัดขวางเป้าหมายในการมีชีวิต....อารมณ์ ความรู้สึก ความคิดเห็น และการแสดงออก ไม่ได้สร้างสรรค์อะไร และเธอไม่จำเป็นต้องมี

มีชายเพียงคนเดียวที่เธอเปิดใจ และสร้างสายสัมพันธ์ด้วย

ความรัก? ความเคารพ? ความผูกพันธ์ที่อธิบายไม่ได้?...สิ่งเหล่านี้ยังไม่มีนิยามที่ชัดเจน

และแล้ว...เมื่อเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เข้ามาเพิ่มเติม เป็นส่วนหนึ่งในชีวิต...เกราะที่เคยอยู่รอบตัว ก็เริ่มสั่นไหว

ชีวิตอันโดดเดี่ยวของเด็กสาว มีคนอีกคนหนึ่งเข้ามาอยู่ร่วม และ"ความรู้สึก"บางอย่าง ก็เริ่มก่อตัวขึ้น

ความรัก? ความผูกพัน? ความสนใจ?....สิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่มีนิยามที่ชัดเจน

วินาทีที่เธอตอบคำถามที่ค้างคาตัวเองมาทั้งชีวิตได้ คือวินาทีก่อนหน้าที่เธอจะจบชีวิตลง..

.

- เด็กหนุ่มวัย 14 อีกหนึ่งคน...คุ้นชินกับการใช้ชีวิตในโลกส่วนตัวของตน มากกว่าการมีปฎิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

คุณแม่ "เสียชีวิต" ไปต่อหน้า ทิ้งไว้เพียงความทรงจำที่สับสนและเลือนลาง

คุณพ่อ "ลาจาก" ชีวิตของเขาไปตั้งแต่นั้น ด้วยจุดประสงค์ที่เขาไม่มีทางเข้าใจ

หลังจากที่ห่างเหินกันเนิ่นนาน การติดต่อครั้งแรกจากผู้ให้กำเนิด  คือคำสั่งให้ออกไปต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่โตและทรงพลัง

จากเด็กมัธยม กลับกลายมาเป็นกุญแจสำคัญที่จะปกป้องคนทั้งโลก

เด็กธรรมดาๆ ที่ไม่เคยมีใครสนใจ และไม่เคยต้องสนใจใคร...เริ่มจะคุ้นชินกับสายตาที่คาดหวัง และคำพูดที่ปลุกเร้า

แต่ยิ่งต่อสู้มากเท่าไหร่ เค้าก็เริ่มสูญเสียความเป็นตัวเองมากขึ้นทุกที

คำถามที่ว่า ต่อสู้ไปทำไม และต่อสู้เพื่อใคร ถูกยกขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำอีก

ชีวิตของเด็กหนุ่ม ไม่เคยอยู่ในการควบคุมของเขาเลย...นับตั้งแต่จุดเริ่มต้น 

แต่ทั้งหมดนั่น ไม่เท่ากับ"สายสัมพันธ์"รอบข้าง ที่เริ่มจะเบาบาง และทยอยขาดสะบั้นลง

ผู้หญิงที่เขาสนใจ เริ่มจะเปิดใจให้ และพร้อมที่จะให้เขา ก้าวเข้าไปในโลกของเธอ....เธอเสียชีวิตในไม่กี่วันถัดมา

ผู้หญิงอีกคนที่เขาสนใจ เริ่มจะเปิดใจให้ และยอมรับในสิ่งที่เขามี แต่เธอไม่มี...เธอเสียสติ และหนีจากความเป็นจริง ไม่เป็นผู้เป็นคน หลังจากนั้นไม่นานนัก

ผู้หญิงอีกคนหนึ่ง คอยดูแล และให้กำลังใจตัวเขามาตลอด ไม่ว่าเขาจะล้มเหลวหรือออกนอกลู่นอกทางกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง...เธอปลีกตัวออกไป จมปลักกับอดีตและปัญหาของตัวเอง ในเวลาที่เขาต้องการเธอมากที่สุด

ผู้ชายอีกหนึ่งคน ปรากฎตัวออกมาในยามที่เขาไม่มีใคร และเริ่มมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา เติมเต็มให้กับทุกช่องว่างที่เขาเคยขาดหายไป...เขาฆ่าเพื่อนคนสำคัญคนนี้ลง ด้วยมือของตัวเขาเอง...

Save as I save

ตลอดทั้งเรื่อง...Evangelion ซุกซ่อนเรื่องราวปัญหาของเหล่าเด็กน้อยในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ....ปัญหาครอบครัว การไม่มีคนควบคุมพฤติกรรมและรูปแบบการคิด การค้นหาตัวเอง การต้องการเป็นที่ยอมรับ การประเมินคุณค่าของตนและคนรอบข้าง การเปิดใจรับสังคมใหม่ที่ไม่คุ้นเคย ฯลฯ ทั้งหมดถูกใส่มาอย่างต่อเนื่อง และทำให้คนดู ทั้งอึดอัด ทั้งเห็นใจกับ"ชีวิต" และ"อนาคต" ของเหล่าเด็กน้อย...ที่ดูยังไงก็ไม่มีทางสดใส

...หลายประเด็นดูเสียดสี และเป็นตลกร้าย แต่ทุกๆข้อ ก็อยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ และพบได้จริงในสังคมทุกวันนี้...สังคมที่เด็กน้อยที่สูงแค่เอวของเราๆท่านๆ เริ่มต้นที่จะเปิดคอมพิวเตอร์ และก่อความวุ่นวายที่พวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบ...เริ่มต้นมีความสุขกับการคบหา และทำตัวยิ่งใหญ่กับคนนับพันนับหมื่น โดยที่ไม่จำเป็นต้องลุกออกจากห้องนอนที่อบอุ่นและปลอดภัย

ดูๆไปแล้ว มันเป็นผลเสียอย่างสิ้นเชิง...ที่เด็กไม่รู้ประสา สามารถเข้าถึงได้ทุกๆสังคมของผู้ใหญ่ โดยที่มีคุณสมบัติไม่เพียงพอ มีวุฒิภาวะไม่สมควร และมีสามัญสำนึกที่ขาดๆเกินๆ... 

แล้วมันต่างกันที่ตรงไหน?

อิคาริ ชินจิ ตัวเอกของเรื่องเอวานเกเลียน มีอายุเพียง 14 ปี...อยู่ในวัยที่เขาต้องการความรักจากพ่อแม่ วัยที่อยากได้รับคำชื่นชม อยากได้ความสนใจจากเพศตรงข้าม อยากหลบหนีสถานการณ์และหน้าที่ที่ไม่พึงประสงค์ อยากได้คนที่มาชี้แนะเมื่อเขาผิดพลาด

แต่เขาก็ไม่ได้รับสิ่งเหล่านี้ และถูกยัดเยียดให้รับหน้าที่ พันธะ และความรับผิดชอบที่เกินตัว...ด้วยคุณวุฒิที่พัฒนามาอย่างไม่มีลำดับขั้น

...เหล่าเด็กน้อยในโลกแห่งความจริงก็ไม่ต่างกัน หลายครอบครัวไม่มีเวลามานั่งดูแล และชี้แนะความคิดหรือพฤติกรรมใดๆให้เป็นขั้นเป็นตอน...เมื่อถึงจุดหนึ่ง ที่พวกเขาต้องออกสู่สังคม หรือมีช่องทางที่จะแสดงตัวในสังคม...สิ่งที่แสดงออก ย่อมบิดเบี้ยว และอาจถึงขั้นอธิบายด้วยสามัญสำนึกไม่ได้...

ไม่ต่างอะไรกับการจับยัดปืนกระบอกโต และดันให้เด็กไม่รู้ประสา ออกไปสู้กับสัตว์ประหลาดภายนอกเพียงลำพัง...

ทำผิดแล้วไม่ยอมรับ ตัดสินใจอย่างไม่เข้าท่า ตอบสนองอย่างไม่ฉลาด และแสดงออกอย่างไม่เหมาะสม...สำหรับเด็กที่เติบโตมาภายใต้กรอบความคิดแคบๆ ไม่มีคนชี้นำ และรายล้อมด้วยผู้ที่"หลงทาง"ในแบบเดียวกันแล้ว...แม้สิ่งที่เราเห็นชัดๆว่าไม่ดี...ตัวเขาก็จะไม่มีทางเห็นว่ามันแย่

.

...สังคมน่าหดหู่สิ้นดี...แม้เด็กน้อย ก็ไม่สามารถเติบโตมาอย่างเหมาะสม ซ้ำยังเต็มไปด้วยจิตใจที่บิดเบี้ยว...

.

?

.

....เรา? หรือเขา? อะไรเป็นสิ่งที่ขาดหายไป ในประโยคดังกล่าว...

.

...The Answer remains locked deep there...

...To be continued...

>>ลิงค์รีวิว Evangelion เมื่อครั้งกระนู๊นนนน<<

ปล. แต่ละเรื่องที่นำมา จะมีสรุปในตัวของมันเอง...ส่วนภาพรวมของซีรีย์นี้จริงๆ เอาไว้หลังจากจบทุกเรื่องก่อนนะครับ...คิดว่าเอนทรีต่อๆไปจะอัพทีละหลายๆเรื่องได้ (จากที่เล็งๆไว้ 7 เรื่อง) ขอรอดู Feedback ก่อนนะ ^^

ปล.2 แม้จะไม่ค่อยได้กลับมาเฝ้าบล็อกตัวเอง...แต่ผมก็พอสังเกตมานานแล้ว...ทำไมสัปดาห์ไหน หรือเดือนไหนที่ไม่ได้อัพอะไรเลย...ยอดคนเข้าดูมันเยอะกว่าช่วงที่อัพนะ !! ต่างกันเป็นพันๆคนด้วยซ้ำ....ชอบดูบล็อกโล่งๆมากกว่าเอนทรีใหม่ๆกันหรอคร๊าบบบบ =[]=//

.

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Nostalgia...สิงห์บุรี

http://zieghart.exteen.com/20080222/entry

คุณ moodee...สวัสดีคนเมืองสิงห์ครับ big smile จังหวัดนี้ นอกจากพวกผม 5 คนแล้ว ยังมีไปที่อ.บางระจัน กับอ.ค่ายบางระจันอีก...ไม่รู้จะเป็นยังไงกันบ้าง แต่คิดว่า คงเงียบวสงบเช่นเดียวกัน...ขนาดผอ.รพ.ผม เป็นคนสิงห์ ยังชอบขับรถไปถึงลพบุรี หาอะไรกินเลยนะนั่น confused smile
เงียบๆก็ใช่ว่าไม่ดีครับ เพื่อนผมก็ชอบกัน ผมก็ว่าสงบดี...แต่อย่างที่บอก ว่าพออยู่เฉยๆนานๆ มันก็เหงาน่ะนะ แถมไม่ได้มีรถไปขับเล่นไปไหนมาไหนซะด้วย เปลี่ยวนิดๆครับ double wink
ที่เที่ยวที่แนะนำมา เสียดายผมมาอ่านเจอช้าไปหน่อย เลยแวะไปไม่ทัน แต่คิดว่า คงมีโอกาสได้ไปที่นั่นอีก จะไม่พลาดแล้วครับ

คุณเชน...วันที่ผมไปดูร้านเกษรา...เดินชิมเกือบทั้งร้านแล้วครับ โมจิปลาช่อน เค้กปลาช่อน ไอติม ทองม้วน ขนมสาลี่ บลาๆๆๆ...ก็...แปลกดีน่ะนะ sad smile

คุณ DDP...ต่างจังหวัด บางที่ก็พอจะคึกคักบ้างครับ แต่ส่วนใหญ่ที่ไปๆมา ก็จะเงียบสงบเช่นนี้แล ดีหรือไม่ดี อันนี้แล้วแต่คนเลยครับ (ผมเคยไปกาญฯตอนวันสิ้นปี...เชื่อมั๊ยว่า ทุ่มกว่าๆ ร้านรวงปิดกันเรียบ เงียบสนิทเลย...ไม่รู้หายไปไหนกันหมด นึกว่าจะมีงานฉลองกันที่ไหนซักที่ซะอีก)
ออ...น้ำหนักขึ้นมาโลกว่าๆ ครับ...ทำไมตอนลดมันไม่ง่ายอย่างงี๊บ้างนะ

คุณ Piggy...ขนมปลาช่อนทั้งหลายแหล่ ส่วนมากชิมแล้ว จะแยกไม่ค่อยออกเลยครับ ว่ามีปลาช่อนอยู่...เช่นเค้กปลาช่อน ก็จะได้รสแบบ "เค้กกก เค้ก" ไม่มีรส "ปลาช๊อนนนน ปลาช่อน" ซักเท่าไหร่...สุดท้ายก็ซื้อที่ผมว่าโอเคมาฝากเพื่อนๆและที่บ้าน เป็นคุ้นกี้ปลาช่อนครับ อร่อยใช้ได้เลย...มีก้างอีกตะหาก...

เอริธจัง...ผมเพิ่งกลับจากต่างจังหวัดมาเหนื่อยๆ แต่เอริธดันหนีไปญี่ปุ่นซะงั้น !!! แอบอิจฉานะเนี่ย ช่วงซากุระเริ่มบานพอดีด้วย...ดอง tags ซะเลย !! ไหนๆก็ไม่อยู่อ่านอยู่แล้วนี่ question
ส่วนแว่น...เชื่อมั๊ยครับ ว่าใส่มาตั้งกะอนุบาลแล้วนะเนี่ย พันธุกรรมจริงๆนะเออ...

พี่วลาดิมีร์...ที่เล่าๆไปเนี่ย มันชีวิตผมทั้งเดือนเลยนะ !! ไปอยู่แค่ประมาณนั้นแหล่ะครับ sad smile ที่เหลือก็มีทำงาน แก้เหงาได้บ้าง วิ่งเล่นแบบอายุนั่นแล...ดูนกดูไม้ไปตามเรื่องตามราว ที่ชอบก็อย่างที่บอกครับ ต้นข้าวรอบๆ มันเปลี่ยนสีกันแบบจะๆ วันต่อวันจริงๆ พอเกียวข้าวเสร็จ ก็จะมีนกเป็นสิบๆพันธ์ เป็นร้อยๆตัว แห่มากินเมล็ดที่เหลืออยู่ตามทุ่ง...สวยดีครับ
ส่วนผลิตภัณฑ์คุณช่อน...ได้รีแอคชันประมาณนี้ครับ...OTL...
...ปลาช่อนตรงไหน....(ฟระ) ที่รู้สึกคือ มีก้าง !! กินไอติมแล้วทิ่มเหงือก !! กินคุ้นกี้แล้วแยงฟัน !! โอ้วแม่เจ้า ช่อนจริงๆ !!

อาเจ๊หนูน้อยหมวกแดง...อ่านเอนทรีเธอมาทุกตอน ขออภัยที่ไม่ได้เมนท์เลย...เพราะทำใจไม่ได้เฟ้ยย มีแต่หลั่นล๊า กินดื่ม ดื่มกินกัน ให้ดิ้นตายสิ tongue ...ว่าแต่ ได้ A ป่าวเนี่ย เห็นหลายคนไม่ได้เหมือนกันนะ (สงสัยผอ.โรงบาลนั้น จะตั้งใจดูล่ะมั๊ง...เลยไม่ได้ A 555)

เจ๊บี...คุ๊กกี้ปลาช่อน เหลือกล่องนึง อยากได้ป่าว ไม่งั้นจะเอาไปให้เพื่อนแล้วน่ะ
ส่วนปลาช่อนเป็นๆ ...มันก็รสปลาช๊อนน ปลาช่อนน่ะนะ กินแถวโรงบาลก็ได้ sad smile

น้องแป้ง...เพิ่งเข้ามหาลัยปีนี้เลยหรอ? เรียนที่ไหนเอ่ย confused smile
ยังไงก็ขอให้มีความสุขกับการเรียนและการหาประสบการณ์ละกันนะครับ ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ หนทางสายนี้มันยาว------ไกล-----มาก อย่าเพิ่งท้อซะก่อนล่ะ
ยินดีต้อนรับครับ big smile

น้อง Ex-Thep : NEKU...โดยทั่วไปแล้ว เครือข่ายตามชนบทจะไปไวมากครับ ใครไปเดินเล่นที่ไหน หม่ำอะไร วิดพื้นกี่ครั้ง อบไอน้ำกี่นาที ดูหนังอะไร ไปคุยกับสาวไหน หรือไปยุ่งกับพ่อใคร..."ทุกคน" จะรู้โดยทั่วกันในวันรุ่งขึ้น...เรื่องจริงนะเนี่ย sad smile
จะทำอะไร ต้องระวังตัวกันมากๆเลยทีเดียว 555

#1 By Zieghart on 2008-03-09 01:29

กลับมาแล้วค่า ... แหม่ เรากลับมา Zieghart ก็กลับมาพร้อมกันเลย
ไปคราวนี้เจอแต่หนาวกับหนาวคะ .. ซากุระยังไม่ทันบานเลย

เอวาเกเลียน เป็นเรื่องที่เราเฉยๆอะ งงอยู่ว่าทำไมคนชอบเยอะจังเลยopen-mounthed smile

#2 By aerith-chan on 2008-03-09 09:46

จริงๆ แล้วที่ซิกฮาร์ืทตั้งเอนทรี่นี้ขึ้นมา เพื่อหาทายาทอสูรของจิ๊กซอว์มากกว่ามั้งครับ sad smile ชื่อของแต่ละหัวข้อย่อยมันคุ้นๆ อยู่นา

เอวานี่เป็นการ์ตูนเรื่องแรกที่จุดประกายให้ผมกลายเ้ป็นคนบ้าวิเคราะห์ fiction จนเพื่อนแซวว่าเป็นพวก "ดูหนังเอาถ้วย" "ดูการ์ตูนเอาโล่" ในทุกวันนี้ครับ จำได้ว่าดูถึง The End of Eva ตอนยังไม่พ้น ม. ปลาย แล้วหลอนไปเป็นอาทิตย์เลยทีเดียวกว่าจะบรรลุ

ถ้าจะทำซีรี่ย์การ์ตูนหู่หด ยังไงก็ขอรีเควส Now and Then Here and There ที่ผมเคยแนะนำไปเมื่อครั้งกระโน้นด้่วยได้มั้ยครับ? (จริงๆ การ์ตูนที่ดูแล้วหด มันมีเยอะมากเลยนะ อย่าง Koi Kaze นี่ก็เป็นรักแบบหู่ๆ เหมือนกัน...น่าสนใจว่าจะเลือกเรื่องไหนมารีวิว)

สุดท้ายนี้ สอบเสร็จแล้วอย่าลืมเที่ยวเผื่อผมด้วยละครับ

สำหรับผมแล้ว The game has just begun. ครับ =_="
จะรอตามอ่านไปเรื่อยๆละกันฮับ ชอบเรื่องนี้เช่นกันฮับผม big smile

#4 By DDP on 2008-03-09 13:13

อุ เรื่องแรกที่เราคิดถึงว่าอ่านแล้วหดหู่ก็ อีวา เช่นกันเลย

#5 By mutsuki on 2008-03-09 23:17

...ภูมิหลังของอาสึกะก็น่าเศร้าขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย
เราได้ดูอีวาฯ บ้าง แต่ดูแบบไม่ลึกซึ้งนัก เลยไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อเท่าไหร่ แถมยังไปสนใจอนิเมที่เคยโด่งดังในยุคเดียวกันอย่าง Gundam W มากกว่าซะอีก มาถึงตอนนี้เลยต้องมานั่งเสียดายค่ะ ที่ไม่ติดตามซะตั้งแต่ในสมัยนั้น (รอดู rebuild ก็ด้ะ -3-")

จำได้ว่าสมัยนั้น อีวาฯ ลงจอพร้อมกับอนิเมอีก 2 เรื่อง คือ บาคุเร็ทสึฮันเตอร์ กับ เอลฮาซาร์ด ก่อนทั้ง 3 เรื่องจะฉาย เราคิดว่า บาคุเร็ทสึฯ น่าจะประสบความสำเร็จที่สุด ส่วนอีวาฯ น่าจะดังน้อยสุด ...ไม่รู้ว่าอะไรทำให้เราคิดอย่างนั้นสิน่า orz

ป.ล. ถ้าผลิตภัณฑ์จากปลาช่อน ไม่มีรสปลาเท่าไหร่ ก็น่าสนใจนะคะ ใน กทม. มีร้านแถวไหนรับมาขายมั่งมั้ยเนี่ย อยากลองมั่งจัง สงสัยต้องรอเซ็นทรัลฯ จัดเทศกาลของกิน - -"

#6 By Piggy on 2008-03-10 09:00

โอ้ เรื่องแรกของซีรีส์ก็เป็นอีวาเลยรึ? ก็มันเป็นอนิเมที่ชวนหดหู่จริง ๆ นี่นะ แต่ดูจบก็ได้อะไรให้ขบคิดเยอะเหมือนกัน

เห็นปูทันบอกว่าอีวาเป็นเรื่องแรกที่จุดประกายการบ้าวิเคราะห์ สำหรับผมอีวาเป็นเรื่องที่สองแฮะ (เรื่องแรกคือ The Matrix) จริง ๆ ได้ยินชื่ออีวามาตั้งแต่ตอนมัธยมต้น ตอนนั้นยังไม่กล้าดูเพราะทราบกิตติศัพท์ความโหด-เครียดของหนัง หุหุ กว่าจะได้ดูจริง ๆ จัง ก็ตอนเข้ามหา'ลัย แล้วล่ะครับ

^ ^'

อย่างที่ปัดว่าล่ะนะวัยรุ่นเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต มีการเปลี่ยนทางด้านร่างกายมากมาย ด้านสังคมก็เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กเป็นวัยผู้ใหญ่ที่ต้องเผชิญโลกด้วยตัวเอง

แถมอนาคตจะเป็นอย่างไรก็อยู่กับการตัดสินใจในช่วงนี้เนี้ยแหละ

ไม่รู้สินะ...ตอนดูอีวา ซึ่งเราอยู่ในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย (หรือจะเรียกผู้ใหญ่ตอนต้นดีหว่า) กลับรู้สึกอิจฉาเหล่าตัวเอกอยู่นิด ๆ นะ เพราะว่าแม้พวกเเขจะมีชีวิตที่ไม่ค่อยสวยงามนัก มีบาดแผลในอดีตบ้างล่ะ ขาดความมั่นคงทางจิตใจบ้างล่ะ

แต่อย่าน้อยพวกเขาก็รู้ว่าชีวิตของพวกเขามีค่ากับคนอีกหลายคน

ซึ่งเราคิดว่าสิ่งนี้มีค่ามาก ๆ กับคนวัยรุ่น

การยอมรับ การรู้สึกว่าตนเองมีความหมายมันได้เติมเต็มพวกเขา และทำให้พวกเขาก้าวเดินไปได้โดยไม่หลงทาง

และชินจิก็ได้กลายเป็นคนที่สมบูรณ์ในที่สุด

#7 By Highwind on 2008-03-11 16:59

เข้ามาทักหัวข้อคุณลุงจิ๊กซอว์เหมือนกัน

ไม่ได้ติดตามEVAอ่ะ ขอผ่านquestion

#8 By fontis on 2008-03-12 15:31

ชิชะ .. เกรดมันก็ต้องได้เท่ากันทั้งกลุ่มสิ T_T เราได้ B+ commed งอนจนวันตาย กรี๊ดดดดดดดดด

มาถึง entry นี้กันบ้าง

เราว่าวิเคราะห์ได้สุดยอดมากเลย
เราเองไม่เคยดูการ์ตูนเรื่องนี้ เลยไม่รู้เรื่อง (จะว่าไปก็เคยดูอยู่ตอนสองตอนเนี่ยแหละ แต่ดูแล้วชวนปวดหัวชะมัด เลยเลิกดู) เริ่มแรกที่ไปดูเพราะเจอ poll ของการ์ตูนญี่ปุ่นนี่แหละ อายานามิ เร เนี่ย ครองอันดับตัวการ์ตูนหญิงในดวงใจไป ก็เลย เอ๊ะ น่ารักดีนะ เลยลองตามดู แต่การ์ตูนนี่ ไม่ไหวจิงๆ แบบว่าชอบการ์ตูนลัลล้าๆ หง่ะ question

พอมาอ่านเนื้อเรื่องก้อน่าสนุกดีนะ ดูน่าจะให้ข้อคิดอะไรได้ดีเลย น่าสนับสนุน และจะคอยอ่านรีวิวการ์ตูนหดหู่เรื่องต่อไปนะ big smile

#9 By LiTt|e`r3d`r|diNg`h0od on 2008-03-12 21:45

โย่วววว
มารีวิวแร้วววว เชียร์ให้ทำต่อเฟ้ยยย(ยกมือโหวต)
เรื่องนี้มันน่าหดหู่จริงๆอ่ะแหละ
แต่ว่าก็เข้าใจนะ มันต้องผ่านอะไรบางอย่างไปก่อนมันถึงจะตกผลึกไปสู่"ความปลอดโปร่ง"ที่แกว่าอ่ะ
ก็เลยต้องทนดูมันไป 555
เพื่อนเมืองสิงห์เฟ้ยยย

#10 By choc on 2008-03-14 13:36

ตามมาจากบล็อคพี่......

ขอตอบเรื่องต้นพญาเสือโคร่งนะคะ
ถ้าจะถามว่มันจะบานช่วงไหนหล่ะก็
คงเป็นช่วงนี้แหละค่ะ ที่มันบานเต็มบานเต็มเมืองเลย
ส่วนสวยไม่สวยนี่ ต้องมาสัมผัสกับตาค่ะ
ถึงจะรู้ big smile

#11 By EyoreZa on 2008-03-15 08:55

เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งในการ์ตูนและความเป็นจริง
ย่อมแฝงไปด้วยความ "ใสสด" และ "หดหู่" ควบคู่กันไป
ความใสสดทำให้มีกำลังใจ ส่วนความหดหู่ก็ทำให้มีพลังขับเคลื่อน
ต่างอารมณ์ ต่างจุดมุ่งหมาย ต่างผลลัพธ์
ก็แล้วแต่ว่า ใครจะมองเห็นในแง่มุมใด

ปล. ถึงแม้ความหดหู่จะเป็นพลังขัยเคลื่อน
แต่คนส่วนใหญ่มักจะเคลื่อนไม่ค่อยออก เพราะหมดแรงไปซะก่อน sad smile

สุขสันต์วันปิดเทอมนะ

#12 By รัตนาดิศร on 2008-03-16 15:17

เห็นบอกว่าคิดค่าธรรมเนียมเป็นความเห็น ก็เลยจะมาขอบคุณที่เขียนเล่าเรื่องราวดีๆให้ฟังนะ .....ชิบอ่านสิ่งที่คุณเขียน

#13 By mollom (58.9.136.175) on 2008-04-10 14:31

ชอบจังเลย ขอบคุณที่แนะนำการตูนดีๆให้นะคะ

#14 By kanalove (202.44.135.242) on 2008-06-08 19:36