.

สัปดาห์ที่ผ่านมา...เพิ่งเสร็จกิจ สอบลงจากวอร์ดออร์โธปิดิคส์ (กระดูก) ไปครับ และก่อนที่จะหลับยาว ก็จะขอเอาแรงที่เหลือจากกาแฟเมื่อเช้า มาอัพบทความซีรีย์เรียนๆสอบๆ ตอนต่อก่อนละกัน ^^

ลิงค์บทความ ตอนที่สอง

---------------------------------------------------------------------

4. แลปกริ๊ง

พูดถึงเรื่องข้อสอบแบบเป็น paper ไปซะนาน มาดูการสอบที่ต้องออกแรง ลงไม้ลงมือกันบ้างดีกว่าครับ

การสอบแลปกริ๊ง เป็นการวัดความรู้ของนักศึกษาในลักษณะที่"จำกัดด้วยเวลา" โดยผู้สอบจะต้องตระเวนเดินไปตาม"โต๊ะสถานี"ต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในแต่ละด้านของห้องสอบ...ซึ่งแต่ละโต๊ะ ก็จะเตรียมคำถามแต่ละข้อเอาไว้

เมื่อเริ่มเข้าห้องสอบ หลังจากรับกระดาษคำตอบ (ที่เป็น A4 โล่งๆ)แล้ว เราก็จะไปเลือกนั่งตามโต๊ะหมายเลขที่ถูกใจ...อาจจะเป็นโต๊ะที่มีแค่กระดาษแปะไว้หนึ่งแผ่น มีกระดูกวางไว้หนึ่งท่อน มีต้นไม้วางไว้หนึ่งต้น อะไรแบบนั้น

ยกตัวอย่างเช่น ผมมีลักกี้นัมเบอร์เป็นเลข 7 ก็ไปนั่งรอตรงโต๊ะข้อ 7..พอการสอบเริ่มต้นขึ้น กรรมการคุมสอบก็จะให้สัญญาณจับเวลา ข้อละนาทีกว่าๆ...แล้วพวกเราก็เริ่มจัดการกับ"โจทย์" ที่อยู่ตรงหน้าเรา ร่ายยาวไปตามระเบียบได้เลยครับ

## จากกล้อง เป็นผลสเมียร์เลือดที่ได้จากผู้ป่วย จงให้การวินิจฉัย และบอกผลการตรวจร่างกาย ที่น่าจะพบในผู้ป่วยรายนี้

พอเวลาสอบในข้อนั้นๆหมดลง กรรมการจับเวลา ก็จะให้สัญญาณ โดยกดเป็น"กริ่ง" เสียงโหยหวนบาดหู ดังก้องไปทั่ว ให้รู้โดยทั่วกันว่า "หมดเวลาแล้วนะจ๊ะ" ...การจับเวลาข้อถัดไป อีกหนึ่งนาทีครึ่ง ก็จะเริ่มต้นขึ้นทันที พวกเราก็ต้องรีบลุก เดินตามลูกศร ไปยังโต๊ะข้อถัดไป เพื่อนั่ง อ่านโจทย์ และทำข้อสอบต่อ จนกว่าเสียงกริ่งจะดังขึ้นอีกหนึ่งคำรบ...เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนวนครบหนึ่งรอบ เดินครบทุกโต๊ะ และกลับมาจบที่โต๊ะก่อนหน้าจุดเริ่มต้นของเราในที่สุด (ในกรณีของผม ก็จะเริ่มทำจาก โต๊ะข้อ 7 ไป 8 /9 /10 ...และมาจบที่โต๊ะข้อ 6 เป็นต้น)

ลักษณะสำคัญของแลปกริ๊งนี้ จะเป็นคำถามประเภทที่ว่า "ไม่ซับซ้อน" แทบทั้งสิ้น ไม่มีการเจาะลึก พลิกแพลง หลอกล่อ หรือประยุกต์ใช้อะไรมากมายเลย เช่น ถามแค่ว่า "เรียกว่าอะไร ลักษณะเป็นอย่างไร มีอันตรายตรงไหน ต้องให้การรักษายังไง" ฯลฯ

แต่ด้วย"เวลา" ที่บีบคั้นมากๆ เพียงแค่ข้อละไม่กี่อึดใจ ( นาทีครึ่ง สองนาที สามนาที ฯลฯ อันนี้แล้วแต่ภาควิชา) ทำให้ตัวผู้สอบ ต้องมี "สติ" "สมาธิ" และ ความสามารถในการ "recall" - เรียกท่อนความรู้นั้นๆออกมาให้ได้ อย่างรวดเร็วที่สุด

หากเปรียบเทียบกับข้อสอบ MEQ - อัตนัยประยุกต์ ที่พูดถึงเมื่อครั้งก่อน ก็จะเห็นว่า ผู้สอบจะมีเวลาต่อข้อ จำกัดแค่ไม่นาทีเช่นเดียวกัน แต่ MEQ นั้น จะเป็น"ชุดคำถาม"ของโจทย์ข้อใหญ่ ซึ่งจะต่อเนื่องกันทีละหลายๆข้อย่อย ให้เราได้ค่อยๆรวบรวมข้อมูล รวบรวมสติ และประกอบกันจนเป็นภาพรวมในข้อหลังๆ

แต่กับแลปกริ๊งนี้ แต่ละข้อย่อย จะไม่มีความสัมพันธ์กันเลย เช่นวิชาเภสัชวิทยา...ข้อแรกถามชื่อต้นสมุนไพรในกระถาง...ข้อสองให้วาดรูปเครื่องมือสกัดน้ำมันหอม...เดินไปอีกข้อ ก็อาจต้องบรรยายวิธีใช้ยาสวนทวารได้ทันที  T_T อันนี้ก็สุดแล้วแต่ความคิดบรรเจิดของท่านอาจารย์ ว่าจะยกอะไรมา...

## จงบอกชื่อกระดูกที่ลูกศรชี้ และระบุเส้นเลือดประสาทที่ลอดผ่าน

(....WTF)

ข้อดีของความบีบคั้นแบบไม่ต่อเนื่องนี้ จึงอยู่ที่ว่า แม้ข้อที่แล้ว เราจะทำผิดหลุดโลก แต่ข้อถัดไปก็จะเหมือนการเริ่มต้นใหม่ ให้ขุดคุ้ยเศษเสี้ยวความรู้อื่นๆออกมานั่นเอง...สิ่งสำคัญก็แค่ เราต้องมีสติ และจดจ่อกับคำถามนั้นๆให้ได้ อย่าไปพะวง หรือมัวแต่หมกมุ่นกับคำถามข้อก่อนๆเด็ดขาด...มิเช่นนั้น เมื่อกริ่งส่งเสียงกริ๊งขึ้นมา ผู้สอบก็อาจจะร้องกรี๊ดได้ กับกระดาษคำตอบที่ว่างเปล่าของตัวเอง...

ข้อสอบแบบนี้ ผมทำครั้งแรกตอนม.4 (วิชาชีววิทยา กับเรื่องไฟลัมสัตว์สุดโหด==") จนถึงตอนปี 3 ...แต่พอขึ้นชั้นปีสูงๆ ก็จะไม่มีให้ทำแล้วครับ เพราะเหมาะกับเอาไว้ทดสอบความรู้ระดับก่อนขึ้นคลินิกมากกว่า ดูว่ามี"ความรู้ในเชิงทฤษฎี" แน่นแค่ไหน และเรียกใช้ได้รวดเร็วแม่นยำเพียงไร ....อา ผมทำทีไร ก็มักจะ panic อ่อนๆอยู่ทุกทีแหล่ะนะ

---------------------------------------------------------------------

5. OSCE - Objective Structured Clinical Evaluation

อันนี้ผมเองก็ไม่รู้ชื่อภาษาไทยเหมือนกันแฮะ เรียกกันแค่ว่า ออสกี้ๆ...เป็น"การสอบประเมินทักษะ และความสามารถทางคลินิก" ที่ทันสมัย รัดกุม และโหดเหี้ยมกว่าแลปกริ๊งขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง...จะเรียกว่า เป็นขั้น advance ก็ว่าได้ครับ

OSCE (หรือที่ผมคิดว่า มันคือแลปกริ๊งโหมด Hard) จะมีรูปแบบการสอบคล้ายๆกับแลปกริ๊ง คือแบ่งเป็นสถานีๆเช่นกัน แต่ว่าจะมีเวลาต่อหนึ่งข้อ นานกว่าปกติ ( 4-6 นาที ++)

แต่ละสถานี ก็จะมี"โจทย์" ในรูปแบบที่หลายหลายกว่า เพื่อมุ่งเจาะประเมินความสามารถใน "การวินิจฉัย สื่อสาร ถ่ายทอด และปฎิสัมพันธ์" อย่างเป็นรูปธรรม....อาจจะเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ ผู้ป่วยจำลอง แผ่นฟิล์ม ผลเลือด ฯลฯ แต่แทบทุกข้อ มักจะมีอาจารย์แพทย์ นั่งคุมอยู่ด้วยเสมอ เป็นคนให้คะแนนเรา แบบสดๆร้อนๆ ณ ตรงนั้นเลย

## ผู้ป่วยชาย อายุ 17 ปี มีอาการวิงเวียนหน้ามืดในตอนเช้ามา 1 เดือน ท่านจะซักประวัติอะไรเพิ่มเติม เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยโรค

(...ผู้ป่วยดูหน้าซีด ชีพจรผู้ป่วยช้า ช้ามาก ไม่สิ...มันมีชีพจรด้วยหรอฟระ !! เอ่อ ช่างมันเหอะ...) ตัวอย่างนะครับ พอเปิดประตูเข้าห้องแต่ละห้อง เราก็จะเจอกับกระดาษโจทย์แปะไว้หนึ่งแผ่น ผู้ป่วยจำลองหนึ่งท่าน และก็อาจารย์ผู้ให้คะแนน...ว่าแล้วก็อย่ารอช้า รีบเข้าไปแนะนำตัวกับผู้ป่วย และยิงคำถามใส่ไปทันที...ปวดยังไง แบบไหน ทำอะไรแล้วดีขึ้น มีอาการอื่นร่วมด้วยรึเปล่า มีโรคประจำตัวมั๊ย บลาๆๆๆ

ผู้ป่วยจำลองแต่ละท่าน(ซึ่งมักจะเป็นคนเจ้าประจำแถวๆนั้น^^) พวกอาจารย์จะมีสคริปต์ให้เค้าท่องอย่างดิบดีครับ เรียกได้ว่า ดักเรื่องสำคัญๆ ที่เราจะถามไว้ได้หมด แล้วเค้าก็จะตอบข้อมูลตามที่เค้าท่องมา แต่ถ้าเราถามอันไหนไป แล้วเค้าอึ้ง ตอบเลี่ยงๆ หรือบอกว่าไม่แน่ใจ...ก็พึงสังวรณ์ไว้เลยว่า เราถามนอกเรื่อง ชนิดที่ไม่มีกระทั่งในสคริปต์ออกไปซะแล้ว....

อาจารย์หมอผู้ให้คะแนน จะทำตัวเหมือนไม่มีตัวตน เราไม่สามารถถาม หรือขอความเห็นอะไรท่านได้ แต่จะคอยให้คะแนนเรา ตาม check list ที่ถืออยู่ เช่น แนะนำตัวกับคนไข้รึยัง? ถามเรื่องอาหารมื้อล่าสุด? ถามเรื่องน้ำหนักลด? ถามเรื่องปวดแน่นที่หน้าอก?...ดังนั้นแล้ว หากเราถาม หรือพูดแนะนำอะไรผู้ป่วยไปแล้ว อาจารย์พยักหน้าหงึกๆ สีหน้าดูพอใจ และติ๊กๆอะไรซักอย่างลงไปในใบคะแนน เราก็พอจะใจชื้นได้ว่า ที่ตรูทำลงไป มันมีอยู่ใน check list ด้วยนะเว๊ยเฮ้ย !!

แต่ถ้าถามหลุดกรอบ ออกทะเล ปาหมอนไปไหนต่อไหนแล้ว จนอาจารย์ปิดแฟ้ม นั่งกอดอก หรือถึงขั้นหลับตาเงียบ...อันนั้นเป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่งยวด...ว่าตรูกะลังจะโดนตัดจบแล้วเหวยยยยยยยย =[]=...เคยเจอมาแล้วด้วยครับ เค้าให้แนะนำพ่อแม่ของผู้ป่วยทาลัสซีเมีย...ผมพูดไปน้ำไหลไฟดับ อ.แกนั่งหมุนปากกา จิบชาเย็นอย่างสบายใจ ~~~โน๊วววววว ไม่ติ๊กอะไรหน่อยหรอค๊าบบบบ

อ.บางท่านใจดี เห็นเรานั่งจ๋อง จนใจจะถาม หรือวินิจฉัยโรคสุดท้ายไม่ได้ซะที ก็อาจจะมีใบ้ๆ เปรยๆออกมา เช่น ถามเรื่องอาเจียนรึยัง...อะไรแบบนี้  และผู้ป่วยบางท่าน ก็ช่วยกันสุดๆ เห็นเราหน้าซีด ก็มีชี้ใบ้ๆ ตรงหน้าอกบ้าง ขยับข้อศอกไปมาให้เห็นบ้าง ส่ง signal กันสุดๆ หนุกหนานกันมากทีเดียว

## จงอธิบายวิธีต่อสู้กับบอสลับ อาเบะคุง (นามสมมติ) โดยไม่ใช้ไอเทมฟื้นฟู

...นอกจากข้อที่เป็นการพูดคุยกับผู้ป่วยแล้ว เราก็อาจจะได้โจทย์แบบต่างๆอีก เช่น ใช้เครื่องมือให้ดู แปลผลแลปให้ฟัง ตรวจร่างกายให้ละเอียด ฟังเสียงหัวใจแล้วรายงานผล ฯลฯ มากมายหลายหลาก ไอเดียบรรเจิดกันสุดๆ...ซึ่งความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่า "ช่วงเวลา" วินาทีก่อนที่จะเปิดประตูเข้าไปห้องถัดไปนี่ล่ะครับ ที่ระทึกที่สุดแล้ว...เปิดประตูผ่าง! เข้าไป จะเจอเป็นคนไข้ !? เป็นแผ่นฟิล์ม !? เป็นถุงเลือด !? เป็นกอริล่า !? เป็นจุดพักพร้อมขนมขบเคี้ยว(save point) !? หรือผ่าง ! อะไรก็ตาม....มันทำให้ผมรู้สึกถึงคุณค่าในการมีชีวิตอยู่จริงๆครับ

....................ที่เคยสอบนานที่สุด เป็นตอนวอร์ดอายุรศาสตร์ เมื่อปี 4 ครับ...40 กว่าสถานี(รวมจุดพัก) ร่วม 3 ชั่วโมง เดินๆ คุยๆ ดูๆ นั่งๆ งงๆ....จนสำนึกรับรู้เรื่องเวลาของผม ด้านชาและสับสนอย่างสมบูรณ์ ราวกับต้องคำสาปเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผากันเลยทีเดียว...

สิ้นหวังแล้ว !! สิ้นหวังกับการสอบของหมอแล้ว !!!!!!!!!!!!

.

You think it's over just because I'm dead. It's not over...

The Exams have just begun.

ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คราวหน้ามาพบกับตอนจบของซีรีย์ Exam นะครับ...

.

รักการสอบที่ทำได้

รักคนอ่านครับ >_ <//

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่านแล้วรู้สึกว่า OSCE โหดกว่าแลปกรี๊ดเยอะเลยครับ

ปล.อ่านถึงท่อนที่อาจารย์จิบน้ำชานี่ฮามากเลยครับ 555 (แต่ถ้าสอบอยู่คงจะขำไม่ออกแน่ๆ - -'')

Hot! Hot! Hot!

#1 By SkyKiD on 2008-06-13 17:40

Nostalgia...Exam 2

เอริธจัง...ข้อสอบอัตนัย เพื่อนๆจะมีมุขขอความเห็นใจอยู่มากมายครับ แต่งกลอน เขียนเพลง วาดรูป หรืออื่นๆ...จนตอนหลังมี อ.บางภาควิชา ต้องออกมาเตือนพวกผมก่อนสอบว่า ถ้าทำไม่ได้ จงเว้นว่างไว้เสีย (นะเฟ้ย)
ส่วนข้อสอบ MEQ ทำแล้วสนุกมากครับ...ถ้าตอบได้อ่ะนะ ^^" เคยหลงไปไกลมากกกก รักษาปอดอยู่นาน ...จนมาตอบถูกโรค เป็นเรื่องหัวใจ ก็ข้อสุดท้ายกันเลยทีเดียว 555

akira คุง...จริงๆข้อสอบอัตนัยเนี่ย ผมก็ชอบเขียนอะไรซักอย่างลงไปเหมือนกันนะ...ทฤษฎีใกล้เคียง หรือสาระอื่นๆที่มันดูเข้าเค้าๆหน่อย ก็ใส่ๆลงไป เผื่อได้คะแนนเพิ่มบ้าง แหะๆ

พี่เส่ง...เพิ่งสอบอัตนัยไปวันนี้ครับ โจทย์มาน้ำเน่ามาก เรื่องนักกีฬาแข่งรอบชิงแล้วขาพลิก...ผมก็ตอบเป็นนิยายส่งไปยาวมากเหมือนกัน 555

พี่วลาดิมีร์...ถ้ามียูจิโร่มาหาผมจริงๆ...คิดว่าผมคงต้องขอเรียกกองกำลังป้องกันตัวเองมาช่วยดูแลผมก่อนล่ะมั๊งครับ ...minimum คือ ต้องมีรถถังหุ้มเกราะเป็นต้นไป... และที่สำคัญคือ แค่จะเจาะเข็มฉีดยา ก็คงทำไม่ได้ล่ะมั๊ง !! (แล้วมันจะป่วยเป็นอะไรหว่า...ไข่ดันเรอะ =[]= )
ส่วนข้อสอบ T/F...เออแฮะ ไม่มีให้ทำเลย? ทำไมหว่า embarrassed

เจ๊โอ๋...ถ้าสมองตีบตัน ก็แอบเชียร์ให้เขียนรีวิวการ์ตูนของ Clamp ไล่เป็นเรื่องๆไปดีมะ...เพราะคิดว่า skill ของหล่อน จัดเป็นแฟนพันธุ์แท้ได้เลยทีเดียวนะ confused smile เขียนเลยๆ แล้วจะช่วยโปรโมท ^^

พี่หมอแมว...ตามอ่านกระทู้สุขภาพเด็ดๆของพี่มานาน ที่ pantip น่ะครับ ดีใจที่ได้มาเจอที่ exteen แบบนี้ open-mounthed smile

คุณ P.S...ข้อสอบอัตนัย ถ้าแจกคะแนนตามความยาวเนื้อหานี่...ผมว่ามันเห่ยมากเลยนะ คงเล่นมุข font โตๆ บรรยายน้ำท่วมทุ่งกันหมดแหงมๆ sad smile เอาเน้นๆดีกว่าเนอะ

คุณน้องรั่ว...โจทย์อัตนัย คนออกออกง่ายมากครับ บรรทัดเดียวจบ..."จงอธิบาย..." อะไรงี๊ แต่คนตอบ ตอบกันมือหงิก

คุณlexManarae...เวลาสอบ ผมว่ามันแล้วแต่วิชาเลยครับ ว่า"ตัดเกรดตามคนส่วนใหญ่" หรือ "ตัดเกรดตามมาตรฐานของอาจารย์" อันไหนมันจะดีกว่า บางวิชา ยากมากๆ แต่ได้ซัก 70 ก็ A...บางวิชา ง่ายมากๆ แต่ได้ 85 ดัน B อะไรแบบนี้ อา ชีวิเต็มไปด้วยความเสี่ยงจริงๆ open-mounthed smile

คุณ house...สมุดคำตอบสามเล่ม???...เป็นผมจะใช้มุข ปากกาลูกลื่นหัวจัมโบ้ เขียนฟอนท์ 25 แล้วก็เว้นบรรทัด + วาดแผนภูมิเยอะๆครับ question

rokjitจัง...มาสอบแลปกริ๊งดูครับ แล้วจะรักอัตนัยขึ้นเยอะเลย open-mounthed smile

(^_^)/nana...สอบใบประกอบของเภสัช ใช้รูปแบบเดียวกับของหมอรึเปล่าครับ? ที่เป็น OSCE เยอะๆน่ะครับ
เภสัชนี่ เนื้อหาเยอะมากๆจริงๆเลยเนอะ ขนาดผมเรียนแค่ปีเดียว ยังขอยอมแพ้เลยครับ จำกลไกออกฤทธิ์ ชื่อวิทยาศาสตร์ dose และผลข้างเคียงอะไรพวกนี้ไม่ได้ซักที ^^"

คุณหนู Nana...เขียนด่าอาจารย์ในข้อสอบอัตนัย...จะดีหรอครับ sad smile บอกให้เพื่อนเขียนกลอน วาดตัวการ์ตูนขอขมา ยังดูน่ารักกว่านะ double wink

คุณ Dei...ข้อดีจริงๆของอาชีพหมอสำหรับผม คือมีโอกาสได้ช่วยคนนี่ล่ะครับ แต่ที่มาคู่กันก็คือ มีโอกาสทำบาปได้มากเช่นเดียวกัน...ขนาดผมยังเรียนอยู่ ก็ทำบาปไปหลายหนแล้ว...จะตั้งใจให้มากๆครับ confused smile

อาเจ๊หนูน้อยหมวกแดง...รู้ได้ไงฟระ ว่าอยู่ ortho...ยกตัวอย่างไปไม่กี่ข้อเอง เป็นมนุษย์หลังจิตรึไงหล่อน !!
เธอสอบเสร็จอาทิตย์หน้าใช่มะ ว่างๆกลับมาอัพบลอกหวานๆให้อ่านอีกนะ cry

vaaataaa...ถ้ามีใจรักจริงๆ ผมว่าหมอเนี่ย เข้าเรียนไม่ยากครับ แต่เรียนให้จบเนี่ย ยากกว่ามากๆ...ถ้าสนใจอะไรเพิ่มเติม ถามมาได้น่อ

คุณ SkyKiD...ข้อสอบที่ผมว่า "หลอน"ที่สุด ยังไม่ถึงครับ เดี๊ยวเอนทรีหน้า...พบกันแน่ question

คุณ PoY...ข้อสอบโจทย์สั้นๆ ตอบยาวๆ ผมก็ว่าโอเคกว่าพวกข้อสอบแบบโจทย์ยาวเหยียดนะครับ ^^ บางทีผมก็อ่านนานนนนมาก จนเวลาแทบจะหมดครับ =="
ให้เวลามา 4 นาที อ่านโจทย์เสร็จไป 2 นาทีครึ่ง...อาจารย์จะให้ผมตอบอะไรคร๊าบบบบ

☆アキちゃん☆ ...ชื่ออ่านว่าอะไรครับเนี่ย confused smile เป็นหมอลำก็ไม่เลวนะครับ อายุยืนกว่าหมอเยอะแน่นอน question

คุณ pawee...ซีรีย์นี้ 4 ตอนจบครับ ถ้าถูกใจ ตามต่อได้เลยน่อ

คุณคนอ่อนไหว...MEQ นี่ ออกง่ายนะครับ ให้ข้อมูลมาทีละท่อนๆ...ลองเอาเป็นประยุกต์เป็นเกมส์ Q&A เล่นกับเพื่อนก็ได้นะ big smile

CRM Software...surprised smile cry

คุณป้าหื่น...ของผมก็กำลังจะหลุดพ้นแล้วครับ อีกไม่นานเกินรอ..แต่อนาคตยังไม่รู้จะไปเร่ร่อนที่ไหนเลย แหะๆ

ยัยน้องพี...จริงๆก็ไม่ได้ห่างเหินอะไรเท่าไหร่นะ ช่วงสอบก็ยังพอจะออน MSN บ้างแหละ หนีความจริงมาเล่นเนทไงหล่อน confused smile

<<เอนทรีเก่าๆ>> คุณ kanalove ขอบคุณที่ชอบ และติดตามงานเก่าๆของผมคร้บ confused smile

#2 By Zieghart on 2008-06-13 18:07

Hot! เป็นการสอบที่มันส์มาก อย่างกะหนังสืบสวนสอบสวน open-mounthed smile

#3 By mastermune on 2008-06-13 18:18

ฉบับนี้ เป็นการสอบที่มีเฉพาะสำหรับแพทย์สินะคับ

น่าสนุก... แต่ไม่อยากลอง

หุหุsad smile

ปล.โอเค ผมเริ่มรักอัตนัยและsad smile sad smile Hot!

#4 By rokjitjung on 2008-06-13 20:20

/me เปิด OST Saw ไปด้วย และรู้สึกว่ามันช่างเข้ากั๊น~~เข้ากัน

ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องน่าเบื่ออย่าง [การสอบ] แท้ๆ แต่ซิกฮาร์ทก็เขียนออกมาได้สนุกสนานจนผมอยากกลับไปทำข้อสอบ...เอ่อ...คิดอีกที ไม่เอาดีกว่า sad smile

ผมเคยทำแล็บกริ๊งอยู่ครั้งเดียวตอนปี 1 ล่ะ โดยส่วนตัวเป็นคนมือไม้ไม่ค่อยคล่อง (ยิ่งในช่วงอายุเท่านั้นยิ่งออกแนวงกๆ เงิ่นๆ สะดุดทำของหล่นอยู่บ่อยๆ...ช่างโมเอะสิ้นดี) เลยไม่ถูกกับการสอบแนวนี้อย่างแรงครับ

ข้อสอบ T-F ในตำนานของผมคือช่วงปีสองครับ อ. แกถ่วงคะแนนไว้ตรงช่วง 20 ข้อนั้นเยอะมากๆ แล้วแปะเฉลยทันทีหลังสอบเสร็จ...เฉลยเป็น F ทั้ง 20 ข้อเลยครับ...ได้ยินเสียงกรีดร้องระงมเลยทีเดียว sad smile

ผมเรียกการสอบครั้งนั้นว่า WT-F ครับ


Q: จงอธิบายวิธีต่อสู้กับบอสลับ อาเบะคุง (นามสมมติ) โดยไม่ใช้ไอเทมฟื้นฟู
A: ห้ามกด L+R เด็ดขาด! เพราะจะเป็นการ "หันหลัง" ให้... และเกมจะ over ในทันที!!
อ้อ ทริกที่ อ. แกเล่นไว้ตรงข้อสอบ WT-F นั่น เขาเรียกว่าเป็น Monte Carlo fallacy ครับ เป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาแบบนึงที่มีคนตกหลุมกันอย่างกว้างขวาง

สนใจหัวข้อนี้ ต่อกันหลังไมค์ครับ question
อ๊ะ ลักกี้ 7 ฮุๆๆๆ
อ้า ข้อสอบแบบนี้ เคยอ่านเจอในยุ่งชะมัดเป็นสัตวแพทย์ (พอเข้าใจอารมณ์ละ)
แต่ที่เดินที 40 สถานีนี่ รอดมาได้ไงคะเนี้ย

อ๊ะ ปราบบอสยาราไน๋ก๊ะ ปราบโดยส่งหนุ่มไปสังเวยค่าquestion

#7 By aerith-chan on 2008-06-13 22:27

รักตอนนี้ทีซู๊ดดดด...55555
ถ้ารู้ว่ามันสนุกงี้นะ ตั้งใจเรียนแต่ อนุบาล3 เทอม2 ละ
.
.
กะไม่ให้รู้
ก็ดั๊นนนมารู้
อุตส่าห์ใช้ โค้ดลับละนะเนี่ย เห้อ~~~tongue

#8 By ;P (125.25.35.187) on 2008-06-13 22:39

แต่ละคณะก็มีความโหดคนละแบบsad smile

#9 By wesong on 2008-06-13 22:56

อ๊ากกกกกกกกกก
สิ้นหวัง สิ้นหวังแล้วจริงๆสินะ
บางทีก็คิดถึง แลปกิ๊งอ่ะ ชอบบบบ
จะบอกว่าวันนี้เขียนตอน ข้อ 2 ไปว่า
ผู้จัดการทีมควรจะเชื่อใจผู้เล่นที่เหลือ
ว่าจะสามารถคว้าเหรียญทองมาให้ประเทศได้

#10 By mutsuki on 2008-06-13 23:58

Hot! รูปประกอบโอตาคุ แต่เข๊าเข้าอ่าค่ะ 555

#11 By ☂ YukiUsagi ★ on 2008-06-14 02:09

ต่อไปเด็กวังหน้าคงมีการสอบลักษณะนี้บ้าง คงน่าสนุกนะ ขอบคุณสำหรับแนวออกข้อสอบนะค่ะbig smile

#12 By ปลาทู on 2008-06-14 10:02

เรียนดนตรีมา 10 ปี เจอแต่ปรนัย อัตนัย ไม่คิดว่ารูปแบบข้อสอบที่น่าจะทำสนุก มีตั้งเยอะ ขอบคุณค่ะ ขอบคุณที่แบ่งปันHot!

#13 By ปลาทู on 2008-06-14 10:35

สิ้นหวังแล้ว!!! - -''

#14 By on 2008-06-14 12:52

โห ยิ่งซีรีย์ดำเนินไปก็ยิ่งสัมผัสถึงความโหดร้ายของชีวิตนักศึกษาแพทย์ ตอนแรกยังค่อนข้างปกติ แบบเจอได้ในทุกสาขาเรียน มาถึงท้ายๆ นี่...โหดดีค่ะ

เราเรียนคณะดนตรี ความรู้สึกนี่ตรงข้ามกันเลย หมอเจอสอบออสกี้ถ้าอาจารย์ติ๊กๆ เขียนๆ ใบคะแนนนี่ใจชื้น ของเราเวลาสอบปฏิบัติจะมีใบคอมเม้นท์ ประมาณว่าอาจารย์จะเขียนมาให้ว่าควรแก้ควรปรับปรุงตรงไหนยังไงบ้าง แล้วเวลาช่วงที่เบาๆ หรือจังหวะหยุด หรือตอนหยุดก่อนขึ้นเพลงใหม่ ได้ยินเสียงปากกาแกรกๆ แทรกมานี่ สำหรับเราแล้วชวนประสาทเสียดีแท้ค่ะ แบบเมื่อกี้ตูว่าตูเล่นดีแล้วนะ มันไปเสียตรงไหนหว่า ทำไมอาจารย์วิจารณ์กันสะบั้นหั่นแหลกอย่างนั้น (บางทีก็ประสาทไปเองค่ะ ผลสอบออกมาปรากฏว่าอาจารย์เขียนมาว่า ฉันชอบซาวนด์ของคุณมากเลย ฉันว่าตรงนั้นคุณทำได้ดีทีเดียว อะไรทำนองนั้น)

#15 By Liebestraum on 2008-06-14 15:37

คิดถึงตอนสอบ oral เข้าสอบเป้นคนสุดท้าย นั่งรอมาทั้งวัน เจอหน้าเพื่อนๆเครียดๆเดินออกมาก็หลายคน มีอาจารย์หน้าดุๆนั่งอยู่สองคนเป็นผู้คุมสอบ คนหนึ่งนั่งถามเอาถามเอา กะต้อนเราให้จนมุมตาย ส่วนอีกคนเล่นบทโหด ไม่พูด จ้องอย่างเดียว จ้องเอา จ้องเอาจนเกิดอาการสยองขวัญว่าวันนี้ตรูมีอะไรผิดปกติหรือไร

ตอนสอบเสร็จ อาจารย์ถามว่า อะ .. จะลงกองแล้ว มีไรถามพวกผมไม๊..

เราก็..อ่า.. หนูสอบผ่านไม๊คะ.. กร๊ากกก ใจกล้าใช่ย่อย ก็ให้ถามนี่

อาจารย์ทำหน้าขรึม ตอบว่า.. คิดว่าผ่านหรือเปล่าล่ะ เท่านั้นแหละ น้ำตาไหล...ฮือออออ อาจารย์ไม่บอก ต้องตกแน่ๆเลย

คิดแล้วก็ขำดี

#16 By liamm on 2008-06-14 15:47

ชอบภาพประกอบคำบรรยายจังเลยค่ะ

การออกข้อสอบแบบนี้แม้จะกดดันเล็กน้อย(หรือเปล่า)แต่ก็เป็นการเตรียมความพร้อมให้เราเวลาเจอผู้ป่วยแบบ emergency case จะได้ทำอะไรถูก ได้เหมือนกันน้า

ป.ล.เวลาสอบosceนี่อาจาร์ยเค้าช่างหานักแสดงมาแสดงเป็นผู้ป่วยได้สมบทบาทจริงๆๆๆว่าไหมค่ะ sad smile sad smile sad smile

#17 By ... on 2008-06-14 16:46

ยากจัง

#18 By papillonprince on 2008-06-14 17:58

โอ้ แม่เจ้า มหาโหด


ยากจัง














เคยสอบแต่แลปกรี๊ง แค่นั้นก็จะตายแล้ว









สู้ๆsad smile

#19 By สามหมอก on 2008-06-14 18:29

ยังกะเล่นเกมแฟนพันธ์แท้เลยนะครับ sad smile ถามจริงใครไม่แพนิคบ้างเนี่ยเวลานั้นอะ
อ่านแล้วมันยากจริงๆให้ตายเถอะโรบิ้น!!!!!

ไอเราก็เป็นประเภทขี้ตกใจ มึนง่าย สมองเบลอ

แค่สอบแลปกริ๊งง ก็จะแย่แล้ววว

ของเราเภสัช เจอแล๊ปกริ๊งวิชาเกี่ยวกับพืชจำชื่อวิทย์ชื่อวงศ์ บลาๆๆๆ พอมาเจอต้นไม่จริงอาการเริ่มเบลอ เจอเคสคนไข้ นึกแทบแย่

มาเจอแล๊ปเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือทางเภสัช มีอาจารย์มาคุมตามสถานี ตื่นเต้นสุดๆ


เรายังต้องเจอแบบนี้อีกหลายปี คิดแล้ว เฮ้อออ sad smile

ปล.เขียนสนุกได้ความรู้ถูกใจให้เลยค่ะ Hot!
ขอแอดด้วยนะค่ะ ^ ^~

#21 By .-.Chill.-. on 2008-06-14 19:58

ทั้งโหด ทั้งฮาเลยนะเนี่ยย



แต่ท่าทาง จะโหดมากกว่านะ

- -''

#22 By rabiitz on 2008-06-14 21:49

ขอบคุณก๊าบ
เป็นแนวในการรับมือได้ดี ฮ่าๆๆ เพราะยังไม่เคยสอบ

#23 By TaLgY on 2008-06-15 01:20

แล่ปกริ๊งนี่มันช่างสะเทือนจิต คิดถึงสมัยเรียนเลยค่ะbig smile big smile Hot!

#24 By (^_^)/nana on 2008-06-15 02:16

ดีกรีความโหด...มัน...ฮา.. เริ่มดุดันขึ้นเรื่อย ๆ ทุกทีแหะ sad smile

พี่เรียนทางสังคมศาสตร์น่ะค่ะ... เน้นอธิบาย... คิดว่าวัตถุประสงค์ของข้อสอบทางสังคมศาสตร์กับของแพทยศาสตร์น่าจะต่างกันอย่างมาก ๆ จนส่งผลต่อวิธีการสอบที่วิธีตอบ วิธีให้คะแนนต่างกันไปด้วย

นึกถึงเพื่อนคนนึงเคยเป็นหมอมาก่อน มีนิสัยตัดสินใจอะไรไวมากและแม่นมาก (แต่เวลาโกรธก็โกรธเร็วมาก 555) มาอ่านวิธีเรียน/สอบ ของหมอ จากเอนทรี่ที่ผ่าน ๆ มา ก็เริ่มเข้าใจวิธีคิดของพี่แกมากขึ้นแล้วหละค่ะ confused smile

#25 By lexManarae on 2008-06-15 13:15

ชอบๆ สะใจดี เอาไป Hot! Hot! Hot!

เคยสอบ แลปกริ๊ง ไปทีนึงตอนประถม ด้วยเวลาอันน้อยนิด ตกกันระนาว เหอๆ ความรู้สึกชักอยาก(หรือไม่อยากเป็นดี... )embarrassed

#26 By cartoonst on 2008-06-15 15:20

น่าจะมี PBL สักตัวนะครับ

#27 By ☆BεstzuY@★ on 2008-06-15 21:18

เหอะๆ OSCE Med อารมณ์แบบว่า....
จบๆไปซักทีได้ม๊ายยยย...
เมื่อไหร่จะพอซักที อย่าทำร้ายกันมากกว่านี้อีกเลย
.....
.....
.....
เจ๊โอ๋...ถ้าสมองตีบตัน ก็แอบเชียร์ให้เขียนรีวิวการ์ตูนของ Clamp ไล่เป็นเรื่องๆไปดีมะ...เพราะคิดว่า skill ของหล่อน จัดเป็นแฟนพันธุ์แท้ได้เลยทีเดียวนะ เขียนเลยๆ แล้วจะช่วยโปรโมท ^^
....
....
....
คงไม่ทุกเรื่องหรอกนะ
เราก็ไม่ได้อ่านครบทุกเรื่องจริงๆหรอก
ไอ้เรื่องที่อยากเขียนก็เขียนไปเกือบหมดแล้วด้วย

#28 By >>VaRioLa on 2008-06-16 01:24

เป็นไง กระดูกผ่านไปแล้ว ตอนนี้เด็กสินะ...หุหุ

#29 By ~*LuCReZiA*~ on 2008-06-21 13:17

พอดีเพื่อนอัพบล็อคเรื่อง แลปกริ๊ง
เลย search ใน google

แล้วตามอ่านดู
สนุกมากมายครับ คุณหมอ

ขอบคุณที่เล่าประสบการณ์สอบขำขำให้ฟังครับ
ผมสอบ มีแต่นั่งในห้องสอบ กะสอบแบบสัมพาษณ์ แค่นั้น ในชีวิตนี้

#30 By A-c-t-i-0-n (58.137.54.34) on 2008-09-19 16:56

^
^
ขอบคุณที่ชอบครับ

ซีรีย์เรื่องสอบๆนี่ มีสี่ตอนจบ ลองคลิกดูสารบัญได้ ที่หัวข้อ Series ด้านบนของเพจเลยครับ ^^

#31 By Zieghart on 2008-09-19 22:00

อ่านแล้วก็อึ้ง

เจอแค่แลปกรี๊ดของวิชาชีววิทยา ไอ้เรื่องอนุกรมวิธานนี่แหละค่ะ โฮก...

OSCE อันนี้ดูยากจัง แลกดดัน เวลาอาจารย์มองอ่ะ
พิมพ์เคยสอบแลปปฏิบัติ อา.ยืนมองอย่างงี้แหละ เป็น OSCE อย่างนึงรึเปล่าคะ สอบแลปไมโคร พิมพ์ทำเสร็จแล้วนะ อ.มองหน้าแล้วถาม คุณลืมอะไรไปรึเปล่า ไอ้เราก็เอ๋อค่า ลืมไรหว่า ทำถูกทุกอย่างแล้วนะ สรุปคือลืมเช็ดโต๊ะตอนเริ่ม (ก็อ.เพิ่งเช็ดเมื่อกี้อ่ะ หนูเห็นนะ Y-Y )

#32 By pearl on 2008-10-28 12:43

ชอบสอบแลปกรี๊งนะ

เพราะว่าเป็นการสอบที่ส่วนมากพอสอบเสร็จจะจำข้อสอบไม่ได้ว่าสอบไรไปมั่ง แล้วก้จะแบบว่า ช่างมันเหอะ! สอบเสร็จแล้วจะรู้สึกโล่ง(แม้ว่าตามจริงจะทำไม่ค่อยได้) แล้วอีกอย่างก้คือ เป้นการสอบที่เสร็จเร็วมากๆด้วย(ชอบ) ข้อไหนตอบได้ก็เวลาเหลือบางข้อทำไม่ได้ก็เวลาโคตรเหลือเพราะไม่รู้จะเขียนไร

ออสกี้ ก็ดีนะ...ถ้าทำได้

สอบพวกนี้เหมือนแบบกำลังทดสอบสภาพจิตใจเลยอ้ะ

#33 By jackky on 2009-08-09 20:52