71: My Exam III- เรียนหมอน่ะ เค้าสอบกันแบบนี้! [3]
posted on 13 Jun 2008 15:11 by zieghart in My-Wisdom.
สัปดาห์ที่ผ่านมา...เพิ่งเสร็จกิจ สอบลงจากวอร์ดออร์โธปิดิคส์ (กระดูก) ไปครับ และก่อนที่จะหลับยาว ก็จะขอเอาแรงที่เหลือจากกาแฟเมื่อเช้า มาอัพบทความซีรีย์เรียนๆสอบๆ ตอนต่อก่อนละกัน ^^
---------------------------------------------------------------------
4. แลปกริ๊ง
พูดถึงเรื่องข้อสอบแบบเป็น paper ไปซะนาน มาดูการสอบที่ต้องออกแรง ลงไม้ลงมือกันบ้างดีกว่าครับ
การสอบแลปกริ๊ง เป็นการวัดความรู้ของนักศึกษาในลักษณะที่"จำกัดด้วยเวลา" โดยผู้สอบจะต้องตระเวนเดินไปตาม"โต๊ะสถานี"ต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในแต่ละด้านของห้องสอบ...ซึ่งแต่ละโต๊ะ ก็จะเตรียมคำถามแต่ละข้อเอาไว้
เมื่อเริ่มเข้าห้องสอบ หลังจากรับกระดาษคำตอบ (ที่เป็น A4 โล่งๆ)แล้ว เราก็จะไปเลือกนั่งตามโต๊ะหมายเลขที่ถูกใจ...อาจจะเป็นโต๊ะที่มีแค่กระดาษแปะไว้หนึ่งแผ่น มีกระดูกวางไว้หนึ่งท่อน มีต้นไม้วางไว้หนึ่งต้น อะไรแบบนั้น
ยกตัวอย่างเช่น ผมมีลักกี้นัมเบอร์เป็นเลข 7 ก็ไปนั่งรอตรงโต๊ะข้อ 7..พอการสอบเริ่มต้นขึ้น กรรมการคุมสอบก็จะให้สัญญาณจับเวลา ข้อละนาทีกว่าๆ...แล้วพวกเราก็เริ่มจัดการกับ"โจทย์" ที่อยู่ตรงหน้าเรา ร่ายยาวไปตามระเบียบได้เลยครับ
## จากกล้อง เป็นผลสเมียร์เลือดที่ได้จากผู้ป่วย จงให้การวินิจฉัย และบอกผลการตรวจร่างกาย ที่น่าจะพบในผู้ป่วยรายนี้
พอเวลาสอบในข้อนั้นๆหมดลง กรรมการจับเวลา ก็จะให้สัญญาณ โดยกดเป็น"กริ่ง" เสียงโหยหวนบาดหู ดังก้องไปทั่ว ให้รู้โดยทั่วกันว่า "หมดเวลาแล้วนะจ๊ะ" ...การจับเวลาข้อถัดไป อีกหนึ่งนาทีครึ่ง ก็จะเริ่มต้นขึ้นทันที พวกเราก็ต้องรีบลุก เดินตามลูกศร ไปยังโต๊ะข้อถัดไป เพื่อนั่ง อ่านโจทย์ และทำข้อสอบต่อ จนกว่าเสียงกริ่งจะดังขึ้นอีกหนึ่งคำรบ...เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนวนครบหนึ่งรอบ เดินครบทุกโต๊ะ และกลับมาจบที่โต๊ะก่อนหน้าจุดเริ่มต้นของเราในที่สุด (ในกรณีของผม ก็จะเริ่มทำจาก โต๊ะข้อ 7 ไป 8 /9 /10 ...และมาจบที่โต๊ะข้อ 6 เป็นต้น)
ลักษณะสำคัญของแลปกริ๊งนี้ จะเป็นคำถามประเภทที่ว่า "ไม่ซับซ้อน" แทบทั้งสิ้น ไม่มีการเจาะลึก พลิกแพลง หลอกล่อ หรือประยุกต์ใช้อะไรมากมายเลย เช่น ถามแค่ว่า "เรียกว่าอะไร ลักษณะเป็นอย่างไร มีอันตรายตรงไหน ต้องให้การรักษายังไง" ฯลฯ
แต่ด้วย"เวลา" ที่บีบคั้นมากๆ เพียงแค่ข้อละไม่กี่อึดใจ ( นาทีครึ่ง สองนาที สามนาที ฯลฯ อันนี้แล้วแต่ภาควิชา) ทำให้ตัวผู้สอบ ต้องมี "สติ" "สมาธิ" และ ความสามารถในการ "recall" - เรียกท่อนความรู้นั้นๆออกมาให้ได้ อย่างรวดเร็วที่สุด
หากเปรียบเทียบกับข้อสอบ MEQ - อัตนัยประยุกต์ ที่พูดถึงเมื่อครั้งก่อน ก็จะเห็นว่า ผู้สอบจะมีเวลาต่อข้อ จำกัดแค่ไม่นาทีเช่นเดียวกัน แต่ MEQ นั้น จะเป็น"ชุดคำถาม"ของโจทย์ข้อใหญ่ ซึ่งจะต่อเนื่องกันทีละหลายๆข้อย่อย ให้เราได้ค่อยๆรวบรวมข้อมูล รวบรวมสติ และประกอบกันจนเป็นภาพรวมในข้อหลังๆ
แต่กับแลปกริ๊งนี้ แต่ละข้อย่อย จะไม่มีความสัมพันธ์กันเลย เช่นวิชาเภสัชวิทยา...ข้อแรกถามชื่อต้นสมุนไพรในกระถาง...ข้อสองให้วาดรูปเครื่องมือสกัดน้ำมันหอม...เดินไปอีกข้อ ก็อาจต้องบรรยายวิธีใช้ยาสวนทวารได้ทันที T_T อันนี้ก็สุดแล้วแต่ความคิดบรรเจิดของท่านอาจารย์ ว่าจะยกอะไรมา...
## จงบอกชื่อกระดูกที่ลูกศรชี้ และระบุเส้นเลือดประสาทที่ลอดผ่าน
(....WTF)
ข้อดีของความบีบคั้นแบบไม่ต่อเนื่องนี้ จึงอยู่ที่ว่า แม้ข้อที่แล้ว เราจะทำผิดหลุดโลก แต่ข้อถัดไปก็จะเหมือนการเริ่มต้นใหม่ ให้ขุดคุ้ยเศษเสี้ยวความรู้อื่นๆออกมานั่นเอง...สิ่งสำคัญก็แค่ เราต้องมีสติ และจดจ่อกับคำถามนั้นๆให้ได้ อย่าไปพะวง หรือมัวแต่หมกมุ่นกับคำถามข้อก่อนๆเด็ดขาด...มิเช่นนั้น เมื่อกริ่งส่งเสียงกริ๊งขึ้นมา ผู้สอบก็อาจจะร้องกรี๊ดได้ กับกระดาษคำตอบที่ว่างเปล่าของตัวเอง...
ข้อสอบแบบนี้ ผมทำครั้งแรกตอนม.4 (วิชาชีววิทยา กับเรื่องไฟลัมสัตว์สุดโหด==") จนถึงตอนปี 3 ...แต่พอขึ้นชั้นปีสูงๆ ก็จะไม่มีให้ทำแล้วครับ เพราะเหมาะกับเอาไว้ทดสอบความรู้ระดับก่อนขึ้นคลินิกมากกว่า ดูว่ามี"ความรู้ในเชิงทฤษฎี" แน่นแค่ไหน และเรียกใช้ได้รวดเร็วแม่นยำเพียงไร ....อา ผมทำทีไร ก็มักจะ panic อ่อนๆอยู่ทุกทีแหล่ะนะ
---------------------------------------------------------------------
5. OSCE - Objective Structured Clinical Evaluation
อันนี้ผมเองก็ไม่รู้ชื่อภาษาไทยเหมือนกันแฮะ เรียกกันแค่ว่า ออสกี้ๆ...เป็น"การสอบประเมินทักษะ และความสามารถทางคลินิก" ที่ทันสมัย รัดกุม และโหดเหี้ยมกว่าแลปกริ๊งขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง...จะเรียกว่า เป็นขั้น advance ก็ว่าได้ครับ
OSCE (หรือที่ผมคิดว่า มันคือแลปกริ๊งโหมด Hard) จะมีรูปแบบการสอบคล้ายๆกับแลปกริ๊ง คือแบ่งเป็นสถานีๆเช่นกัน แต่ว่าจะมีเวลาต่อหนึ่งข้อ นานกว่าปกติ ( 4-6 นาที ++)
แต่ละสถานี ก็จะมี"โจทย์" ในรูปแบบที่หลายหลายกว่า เพื่อมุ่งเจาะประเมินความสามารถใน "การวินิจฉัย สื่อสาร ถ่ายทอด และปฎิสัมพันธ์" อย่างเป็นรูปธรรม....อาจจะเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ ผู้ป่วยจำลอง แผ่นฟิล์ม ผลเลือด ฯลฯ แต่แทบทุกข้อ มักจะมีอาจารย์แพทย์ นั่งคุมอยู่ด้วยเสมอ เป็นคนให้คะแนนเรา แบบสดๆร้อนๆ ณ ตรงนั้นเลย
## ผู้ป่วยชาย อายุ 17 ปี มีอาการวิงเวียนหน้ามืดในตอนเช้ามา 1 เดือน ท่านจะซักประวัติอะไรเพิ่มเติม เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยโรค
(...ผู้ป่วยดูหน้าซีด ชีพจรผู้ป่วยช้า ช้ามาก ไม่สิ...มันมีชีพจรด้วยหรอฟระ !! เอ่อ ช่างมันเหอะ...) ตัวอย่างนะครับ พอเปิดประตูเข้าห้องแต่ละห้อง เราก็จะเจอกับกระดาษโจทย์แปะไว้หนึ่งแผ่น ผู้ป่วยจำลองหนึ่งท่าน และก็อาจารย์ผู้ให้คะแนน...ว่าแล้วก็อย่ารอช้า รีบเข้าไปแนะนำตัวกับผู้ป่วย และยิงคำถามใส่ไปทันที...ปวดยังไง แบบไหน ทำอะไรแล้วดีขึ้น มีอาการอื่นร่วมด้วยรึเปล่า มีโรคประจำตัวมั๊ย บลาๆๆๆ
ผู้ป่วยจำลองแต่ละท่าน(ซึ่งมักจะเป็นคนเจ้าประจำแถวๆนั้น^^) พวกอาจารย์จะมีสคริปต์ให้เค้าท่องอย่างดิบดีครับ เรียกได้ว่า ดักเรื่องสำคัญๆ ที่เราจะถามไว้ได้หมด แล้วเค้าก็จะตอบข้อมูลตามที่เค้าท่องมา แต่ถ้าเราถามอันไหนไป แล้วเค้าอึ้ง ตอบเลี่ยงๆ หรือบอกว่าไม่แน่ใจ...ก็พึงสังวรณ์ไว้เลยว่า เราถามนอกเรื่อง ชนิดที่ไม่มีกระทั่งในสคริปต์ออกไปซะแล้ว....
อาจารย์หมอผู้ให้คะแนน จะทำตัวเหมือนไม่มีตัวตน เราไม่สามารถถาม หรือขอความเห็นอะไรท่านได้ แต่จะคอยให้คะแนนเรา ตาม check list ที่ถืออยู่ เช่น แนะนำตัวกับคนไข้รึยัง? ถามเรื่องอาหารมื้อล่าสุด? ถามเรื่องน้ำหนักลด? ถามเรื่องปวดแน่นที่หน้าอก?...ดังนั้นแล้ว หากเราถาม หรือพูดแนะนำอะไรผู้ป่วยไปแล้ว อาจารย์พยักหน้าหงึกๆ สีหน้าดูพอใจ และติ๊กๆอะไรซักอย่างลงไปในใบคะแนน เราก็พอจะใจชื้นได้ว่า ที่ตรูทำลงไป มันมีอยู่ใน check list ด้วยนะเว๊ยเฮ้ย !!
แต่ถ้าถามหลุดกรอบ ออกทะเล ปาหมอนไปไหนต่อไหนแล้ว จนอาจารย์ปิดแฟ้ม นั่งกอดอก หรือถึงขั้นหลับตาเงียบ...อันนั้นเป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่งยวด...ว่าตรูกะลังจะโดนตัดจบแล้วเหวยยยยยยยย =[]=...เคยเจอมาแล้วด้วยครับ เค้าให้แนะนำพ่อแม่ของผู้ป่วยทาลัสซีเมีย...ผมพูดไปน้ำไหลไฟดับ อ.แกนั่งหมุนปากกา จิบชาเย็นอย่างสบายใจ ~~~โน๊วววววว ไม่ติ๊กอะไรหน่อยหรอค๊าบบบบ
อ.บางท่านใจดี เห็นเรานั่งจ๋อง จนใจจะถาม หรือวินิจฉัยโรคสุดท้ายไม่ได้ซะที ก็อาจจะมีใบ้ๆ เปรยๆออกมา เช่น ถามเรื่องอาเจียนรึยัง...อะไรแบบนี้ และผู้ป่วยบางท่าน ก็ช่วยกันสุดๆ เห็นเราหน้าซีด ก็มีชี้ใบ้ๆ ตรงหน้าอกบ้าง ขยับข้อศอกไปมาให้เห็นบ้าง ส่ง signal กันสุดๆ หนุกหนานกันมากทีเดียว
## จงอธิบายวิธีต่อสู้กับบอสลับ อาเบะคุง (นามสมมติ) โดยไม่ใช้ไอเทมฟื้นฟู
...นอกจากข้อที่เป็นการพูดคุยกับผู้ป่วยแล้ว เราก็อาจจะได้โจทย์แบบต่างๆอีก เช่น ใช้เครื่องมือให้ดู แปลผลแลปให้ฟัง ตรวจร่างกายให้ละเอียด ฟังเสียงหัวใจแล้วรายงานผล ฯลฯ มากมายหลายหลาก ไอเดียบรรเจิดกันสุดๆ...ซึ่งความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่า "ช่วงเวลา" วินาทีก่อนที่จะเปิดประตูเข้าไปห้องถัดไปนี่ล่ะครับ ที่ระทึกที่สุดแล้ว...เปิดประตูผ่าง! เข้าไป จะเจอเป็นคนไข้ !? เป็นแผ่นฟิล์ม !? เป็นถุงเลือด !? เป็นกอริล่า !? เป็นจุดพักพร้อมขนมขบเคี้ยว(save point) !? หรือผ่าง ! อะไรก็ตาม....มันทำให้ผมรู้สึกถึงคุณค่าในการมีชีวิตอยู่จริงๆครับ
....................ที่เคยสอบนานที่สุด เป็นตอนวอร์ดอายุรศาสตร์ เมื่อปี 4 ครับ...40 กว่าสถานี(รวมจุดพัก) ร่วม 3 ชั่วโมง เดินๆ คุยๆ ดูๆ นั่งๆ งงๆ....จนสำนึกรับรู้เรื่องเวลาของผม ด้านชาและสับสนอย่างสมบูรณ์ ราวกับต้องคำสาปเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผากันเลยทีเดียว...
สิ้นหวังแล้ว !! สิ้นหวังกับการสอบของหมอแล้ว !!!!!!!!!!!!
.
You think it's over just because I'm dead. It's not over...
The Exams have just begun.
ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คราวหน้ามาพบกับตอนจบของซีรีย์ Exam นะครับ...
.
รักการสอบที่ทำได้
รักคนอ่านครับ >_ <//
Medicine & Series
Final Fantasy
Review
Mania
About Me
และที่สำคัญคือ แค่จะเจาะเข็มฉีดยา ก็คงทำไม่ได้ล่ะมั๊ง !! (แล้วมันจะป่วยเป็นอะไรหว่า...ไข่ดันเรอะ =[]= )
เอาเน้นๆดีกว่าเนอะ
เป็นการสอบที่มันส์มาก อย่างกะหนังสืบสวนสอบสวน

ขอบคุณสำหรับแนวออกข้อสอบนะค่ะ
ปล.อ่านถึงท่อนที่อาจารย์จิบน้ำชานี่ฮามากเลยครับ 555 (แต่ถ้าสอบอยู่คงจะขำไม่ออกแน่ๆ - -'')
#1 By SkyKiD on 2008-06-13 17:40