72: My Exam IV- เรียนหมอน่ะ เค้าสอบกันแบบนี้! [4]
posted on 22 Jun 2008 22:08 by zieghart in My-Wisdom.
ถ้าจะว่าไป...บลอกของผมเนี่ย นอกจากพวกเนื้อหาหลัก ที่เป็นการรีวิวสื่อบันเทิงต่างๆแล้ว ก็ได้มีเริ่มซีรีย์แปลกๆไว้เยอะเหมือนกันนะครับ...และแต่ละอัน ก็ยังคงอัพแบบกระดึ๊บๆ สับไปสับมาหลายๆซีรีย์ ไปไม่ถึงไหนซะที
...แต่ที่น่าแปลกใจตัวเองก็คือ มินิซีรีย์ ที่เริ่มเขียนขึ้นมาจากอารมณ์งงๆก่อนสอบ กลับไล่ยาวรวดเดียวมาได้จนจบ...นับว่าน่าตกใจมากทีเดียว ^^" ...เป็นความมั่นคงที่เกิดจากความไม่มั่นคงสินะ...
วันนี้มาว่ากันในตอนสุดท้ายของซีรีย์ [ Exam ] ดีกว่า...หากตัดการสอบหยุมหยิมตามวาระ อย่างพวก True-False หรือ จับคู่ 2 column ออกไปแล้ว การสอบหลักๆที่เหลืออยู่ก็คือ...
---------------------------------------------------------------------
6. Long Case - การสอบรายยาว
อันนี้ เป็นการสอบที่ใช้วัดทักษะด้านการซักประวัติและการตรวจร่างกายคนไข้ ของนักศึกษาแพทย์ครับ ดูว่าสามารถที่จะซักถาม หรือตรวจร่างกายระบบต่างๆได้อย่างครอบคลุม พร้อมกับมีปฎิสัมพันธ์อันดีหรือไม่ ก่อนที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยโรคขั้นสุดท้าย
การสอบแบบนี้ ระดับเบาะๆ จะเจอแค่ในภาควิชาอายุรศาสตร์ครับ รูปแบบการสอบเนี่ย เราจะรู้แค่เพียงว่า ต้องสอบกับอาจารย์หมอท่านไหนเท่านั้น...ส่วนเวลา วิธีการ และเกณฑ์การให้คะแนนสอบ ก็ต้องให้เราไปนัดหมาย และคุยกับตัวอาจารย์เอง
ตามปกติแล้ว เมื่อถึงเวลานัดหมาย ( = เวลาที่อาจารย์ว่าง) อาจารย์หมอก็จะพาเราไปหาคนไข้ซักคนนึงที่นอนอยู่บนตึก ซึ่งท่านเล็งๆไว้แล้ว จากนั้น ก็จะปล่อยให้เรา "ซักประวัติ & ตรวจร่างกาย" คนไข้ "อย่างละเอียด" พร้อมกับจับตาดูอยู่ตลอดเวลา ว่าตัวเราสามารถบรรลุวัตถุประสงค์(ดังกล่าวแล้วข้างต้น) ได้ครบถ้วนหรือไม่
ซักถามประวัติได้ละเอียดมั๊ย? เก็บข้อมูลสำคัญๆมาได้ครบถ้วนมั๊ย? ใช้ภาษาและท่าทางที่เหมาะสมรึเปล่า? ตรวจร่างกายเจอสิ่งสำคัญๆมั๊ย? และสุดท้าย...สามารถมา"พูดสรุป" ทุกสิ่งที่ได้รับมา ให้อาจารย์ฟังอย่างครบถ้วนรึเปล่า
ฟังดูหลักการ ก็จะคล้ายๆกับซักห้องนึง ในการสอบ OSCE ที่พูดถึงเมื่อคราวก่อนแหล่ะครับ...แต่อันนี้ จะให้เรามาสอบกับผู้ป่วยจริงๆ...สามารถได้ประวัติ(ที่กำกวม)สมจริง และได้ผลตรวจร่างกาย (ที่ไม่ตรงตามตำรา) จริงๆ...ก็เน้นหลักไปที่ ความสามารถในการ "เข้าหา&เข้าถึงผู้ป่วย" น่ะนะครับ...เรื่องผลการวินิจฉัยโรคอะไรนี่ ไม่ได้เน้นอะไรเท่าไหร่
...เพราะหลายครั้ง ที่แค่การ"คุย"กับผู้ป่วย ก็เป็นสิ่งที่ยากยิ่งแล้ว...
"แผลนี่ ไปโดนอะไรมา และได้การรักษาแบบไหนไปแล้วบ้างครับ?"
".............งั้นหรอ ชั้นได้รับบาดเจ็บมางั้นหรอ"
"อา...จำไม่ได้หรอกรึเนี่ย ตอนนั้นได้รับการกระแทกที่ศีร...."
"เปล่า ชั้นไม่รู้น่ะ...
........บางทีชั้น.....คงเป็นคนที่สาม"
((...พูดเห้อะไรของหล่อนห๊ะ !!!))
.
สำหรับนักศึกษาแพทย์แล้ว การเข้าไปทักทาย ซักประวัติ และตรวจร่างกายคนไข้อย่างละเอียดนี่...ถือว่าเป็นเรื่องปกติสามัญ ที่มีเวลาให้ทำมากกว่าเวลานอนเล่นเสียอีก...แต่น่าเสียดาย ที่ส่วนมากแล้ว ความรู้สึกคุ้นเคยเหล่านั้น จะถูกลบไปเสียสิ้น เมื่อมี "จิตคุกคาม" ที่แผ่ซ่านออกมารุนแรงจากด้านหลัง...
ครับ แม้จะมีอาจารย์หลายท่าน ที่ใจดีพอที่จะปล่อยให้เราอยู่กับคนไข้ตามลำพัง ก่อนมาสรุปเนื้อหาให้ท่านฟังทีหลัง...แต่ก็จะมีอีกหลายท่าน ที่ใจร้ายพอ จะยืนกอดอก เงี่ยหูฟัง และจับตาดูความเคลื่อนไหวของพวกเราถูกฝีก้าว...ซึ่งบรรยากาศแบบนั้นเอง ที่ทำให้เหล่านักศึกษาแพทย์ ปากสั่น ตัวสั่น และใจสั่น...ทฤษฎง ทฤษฎีอะไรนั้น...พลันว่างเปล่าไปเสียสิ้น !!!
"คุณป้า ก้มตัวมาข้างหน้า แล้วมีเจ็บหน้าอกรึเปล่าครับ?"
(เสียงเพรียกจากด้านหลัง) "ถามทำไม? ถามไปแล้วได้อะไรรึ?"
...อ่ะ
"ตรวจระบบไหลเวียนเลือด...เสียงหัวใจ..................ปกติดีครับ"
(เสียงเพรียก เวอร์ชันเพิ่ม volume) "ป้าคนนี้เค้าเป็นลิ้นหัวใจรั่ว เป็นมาปีกว่าแล้วด้วยนะ !"
..............อ่ะ
(เสียงเพรียก เร้า tempo ) "ไหนบอกสิ ว่าต้องให้ยาอะไร ขนาดเท่าไหร่ กินกี่วัน วันละกี่ครั้ง"
..........................อ่ะ
(เสียงเพรียก MAX) "พูดไม่ออกเลย? ไม่ออกเลยเรอะ?...ป้า! สอนหมอหน่อยซิ! วันนึงๆกินยากี่เม็ด วันละกี่ครั้ง"
.........................................อ๊าาาาาาาาาาาา
โดนซอยแบบ real time เช่นนี้ ต่อให้มีความรู้แค่ไหน เป็นต้องเสร็จทุกราย...และผมเอง เชื่อเหลือเกินว่า สำหรับนักศึกษาแพทย์แล้ว ไม่มีอะไรน่าอับอายไปกว่า การถูกอาจารย์หมออบรม กดดัน ตักเตือน และด่าทอ ต่อหน้าคนไข้อีกแล้ว
...ยิ่งถ้าหากเกิดขึ้นต่อหน้าคนไข้ของตัวเอง...ก็คงแทบอยากจะขอนอนป่วยแทนเลยครับ...T__T
โชคยังดี ที่ผ่านๆมา ตัวผมเจอแต่อาจารย์ที่มีเมตตา(?) อยู่มาก ทำให้สามารถมีชีวิตอยู่ต่อมาได้...โดยไม่หลงเหลือบาดแผลในใจครับ...อ้า โลกช่างสวยงามจริงๆ
คนไข้ Narcolepsy...นอนหลับยาว หลับลึก หลับโลด เป็นเจ้าหญิงนิทรา...แบบนี้ซักประวัติไม่ได้นะเฟ้ยเฮ้ยยย !! เจอจริงๆด้วยนะเออ~~
---------------------------------------------------------------------
7. Oral - การสอบปากเปล่า
นี่ล่ะครับ...จานหลักที่สุด ที่ต้องเก็บไว้พูดสุดท้าย และท้ายสุดกันเลยทีเดียว...
การสอบปากเปล่า ก็เป็นตามชื่อนะครับ ที่จะให้นักศึกษา เข้าไปในห้อง เพื่อ "พูดคุย" และ "ตอบคำถาม" กับอาจารย์ เกี่ยวกับ"ความรู้อะไรก็ได้" (ย้ำว่า "อะไรก็ได้") ที่เราได้ร่ำเรียนไป...จะยกตัวอย่างคนไข้มาให้วินิจฉัย /จะพกผล CT scan มาให้อ่าน /จะสมมติให้เราคุยกับพ่อแม่ผู้ป่วย/จะถามเจาะลึกคนไข้ที่เราเคยรับๆมา /จะสร้างสถานการณ์เสมือนมาให้เราตัดสินใจ / จะถามความคิดเห็นที่มีต่อการเรียนการสอน ฯลฯ
.....ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่มีเพียงนักศึกษาหนึ่งคน และอาจารย์หนึ่งท่านแล้ว...ทุกสิ่งล้วนอนิจจัง...ตัวเราและตัวเขา ต่างหลุดออกนอกกรอบข้อบังคับแห่งกาลอวกาศกันทั้งสิ้น !!!
การสอบปากเปล่า ไม่ใช่การสอบที่ "ยากที่สุด" และก็ไม่ใช่การสอบที่ "ได้คะแนนลำบากที่สุด"...แต่สำหรับผมแล้ว คิดว่า Oral Exam นี้..."บั่นทอน" ชีวิต และจิตวิญญาณของนักศึกษาตาดำๆ อย่างหาใดเปรียบไม่ได้ครับ
ตั้งแต่ยังเด็กยังเล็ก...ผมได้ยิน quote คลาสสิคอันนึง ซึ่งไอสไตน์ยกขึ้นมาอธิบายทฤษฎีสัมพันธภาพของเค้าอย่างง่ายๆว่า..."ถ้าคุณนั่งอยู่บนเตาร้อนๆซักหนึ่งนาที คุณจะรู้สึกเหมือนว่า มันยาวนานเป็นชั่วโมง...กลับกัน ถ้าคุณนั่งใกล้ชิดกับสาวสวยซักหนึ่งชั่วโมง คุณจะรู้สึกเหมือนว่า มันช่างสั้นเหมือนแค่นาทีเดียว"
...การสอบปากเปล่าก็เช่นกัน...
Tell me ,Doc. Have the lambs stopped screaming?
ไม่ต้องถึงมือดอกเตอร์เลคเตอร์...พวกเราก็สามารถถูกบีบคั้นจนถึงตายได้ กับบรรยากาศที่ชวนเกร็ง กดดัน และอึดอัดไม่ใช่น้อย...ผมขอยกตัวอย่างตอนที่สอบของศัลยศาสตร์นะครับ จะมีห้องอยู่ 3 ห้อง รอบนึงจะสอบกันอยู่ 3คน ก็ไปยืนรอที่หน้าห้องนั้นๆ...และเมื่อ"เกมส์"เริ่มต้นขึ้น พร้อมๆกับเสียงสัญญาณ พวกเราก็เข้าไปพบกับท่านอาจารย์ที่นั่งอยู่ในห้องได้ทันที
...สำหรับผู้ที่รอสอบอยู่ จะไปเก็บตัวอยู่ในห้องพัก ที่ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง และ"ช่วงเวลา"ก่อนที่จะถึงคิวสอบของตัวเองนั้น...ผมว่าเป็นช่วงเวลาที่แสนจะยาวนานสิ้นดี...เวลาแค่ชั่วโมงกว่า กลับรู้สึกเนิ่นนานครึ่งค่อนวัน
...และสำหรับผู้ที่เข้าไปสอบนั้น เวลา 15 นาที ก่อนที่จะต้องลุกออกไปสอบกับอาจารย์ท่านอื่นในห้องข้างๆ...มันก็กลับรวดเร็ว และสิ้นหวังอย่างที่ไม่น่าจะเป็น....ประมาณว่า คิดยังไม่ทันถ้วนถี่ ตอบยังไม่ทันสมบูรณ์ น้ำตายังไม่ทันจะแห้งหาย..............เวลาสอบในห้องนี้ ก็พลันจบลง
ตอนอยู่ภาคศัลย์ ผมต้องสอบกับอาจารย์ 3 ท่าน ท่านละ 15 นาที...ซึ่งทั้งอึ้ง ทึ่ง เสียวมากๆ ที่ทุกท่าน สามารถหาคำถามที่แสนจะสร้างสรรค์ รัดกุม และมีประสิทธิภาพมากๆ ในการวัดความรู้ และบีบคั้นนักศึกษาตาดำๆอย่างพวกเรา...และคำถามนับสิบ จะถูกยิงมาทันที ตั้งแต่ที่เราเริ่มลงนั่ง
"มีคนไข้ถูกรถชนหมดสติมาตอนตีสอง คุณเป็นแพทย์เวรห้องฉุกเฉิน ผมเป็นพยาบาลเฝ้ากะดึก...คุณจะสั่งอะไรผมบ้าง"
(("ผมอยากกินแคนตาลูปปั่น" ..............เสียดาย ไม่ได้ตอบไปแบบนั้น))
"คุณรู้มั๊ย แผลถูกแทง กับแผลถูกกระแทก ต่างกันยังไง"
(("ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วนี่ อาจ๊านนนนนน"....................อันนี้ดีใจ ที่ไม่ได้ตอบไปแบบนั้น ))
"ผมให้เวลาคุณ 2 นาที พูดอะไรก็ได้ ที่คุณคิดว่าถูกต้องที่สุด"
(("ผมซื้อ Nintendo Wii มาทิ้งไว้ได้สองเดือน มีปัญหามาก คือไม่มีเวลากลับบ้านไปเล่นเท่าไหร่ แถมพอได้กลับบ้าน ก็อยากจะเอาเวลาไปนอนยาวๆซัก 8-9 ชั่วโมงเหมือนกัน...กลุ้มครับ กำลังกลุ้มมากๆเลย ".................เอาวิชาการสิโว้ย !! อาจารย์คงสวนมายังงี๊แหงมๆ ))
"อ่านฟิล์มนี้ แล้วลองบอกมาซิ ว่าคิดถึงโรคอะไรบ้าง"
"เด็กอัณฑะไม่เคลื่อนลง พ่อแม่ยืนยันไม่อยากให้ผ่าตัด คุณจะว่ายังไง?"
"เด็ก 18 ปี ไฟไหม้ทั้งแขน หิ้วเข้ามาหา คุณจะทำยังไงก่อน"
ฯลฯ
การสอบเยี่ยงนี้ นับว่า "ให้อิสระ" กับอาจารย์ผู้สอบมากๆ อยากคุย อยากถาม หรืออยากจะยกประเด็นไหนขึ้นมา ก็ไม่เป็นปัญหาใดๆ...แต่สำหรับผู้สอบแล้ว รู้สึกราวกับลูกไก่ตัวน้อยๆ ที่ต้องลุ้นระทึกว่า จะมีคำถามเรื่องไหน โยนมาให้ตอบ ในเวลาอันน้อยนิด และสถานการณ์ที่บีบคั้นเช่นนี้...ถ้าถามมาตรงกับที่เตรียมมา ก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นที่ไม่รู้มาก่อนเลย...การ "ดำน้ำ" ตอบแถไปเรื่อยนั้น...มันยากกว่าการร้องคาราโอเกะเพลงที่ไม่รู้จักยิ่งนัก...

Hello,Doc. I want to play a game.
How much blood will you shed to stay alive?
((เกมส์บ้านมรึงสิ...มีแต่น้ำตานี่ล่ะเหวย ที่มันไหลริน !! ))
....
อาจารย์หมอ อยู่ในวงการมาร่วม 30+ ปี...นักศึกษาน้อยๆ มีความรู้อยู่เพียงเดือนกว่าๆ...การไปประชันความรู้กัน ก็ประหนึ่งเอาไข่ไปกระทบหิน....
ส่วนตัวแล้ว ผมจึงคิดว่านี่เป็นการสอบที่ "ระทึก" และ "กดดัน" ยิ่งกว่าการสอบไหนๆครับ ที่ผ่านมาก็ทำได้ดีบ้าง แย่บ้าง สลับไปมา แต่ก็ไม่ได้ปลื้มอะไรการสอบแบบนี้เลย ถึงคะแนนจะมากน้อยยังไง ก็คิดว่า ไม่คุ้มเท่าไหร่ กับพลังชีวิตที่เสียไปซักนิด...เผลอๆโชคร้าย เพื่อนผมซึมไปทั้งวันเลย ไม่รู้ไปทำอะไรมา (-_-)"
---------------------------------------------------------------------
Epilogue
ก็พอหอมปากหอมคอนะครับ กับซีรีย์กึ่งสาระ กึ่งรันทด (เฮ้ย?) [Exam] - เรียนหมอน่ะ เค้าสอบกันแบบนี้! ทั้ง 4 ตอน...ชอบไม่ชอบยังไง feedback มาได้ตามสะดวก...ผมเอง ก็ถือว่าหมดภาระไปอีกหนึ่งซีรีย์ อูรา~~
และระหว่างที่อัพเรื่องนี้ ก็มีน้องๆหนูๆหลายๆท่าน หลังไมค์ กับ add MSN มาถามรายละเอียดเพิ่มเติมอยู่เหมือนกัน...ผมเอง ก็ขอบอกเลยว่า...Just as planned...เอ๊ย !! บอกว่า ถ้าใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม ที่มีสาระ และเป็นทางการมากกว่านี้ ก็ติดต่อมาได้ครับ ยินดีๆ
มีคนรีเควสซีรีย์ Medicine in fiction ตอนต่อมาด้วยล่ะ...ดีใจที่ชอบครับ แต่อยากบอกว่า คงต้องดองไปซักระยะนึง...ช่วงนี้ขอหนีจากเรื่องสาร๊า-สาระออกไปหน่อยละกัน ขอเอาเป็นรีวิวที่คั่งค้าง ไม่ก็ซีรีย์ [Manga] - การ์ตูนกับสังคม มาลงก่อนละกันเนอะ รออ่านกันนะครับ
ท้ายสุดๆจริงๆ...ก่อนจะจากกันไปวันนี้ ถ้าเป็นหนังสมัยใหม่ มันก็ต้องมีการพยายามหักมุมกันบ้าง ตามธรรมเนียมสินะ....ไอ้ผมก็ไม่รู้ว่าจะทำ twisted Ending ยังไงดี...เอาเป็นว่า จะขอสารภาพละกัน...
.....
.....ผมไม่ได้เรียนหมอหรอกครับ.....
.....
..............ตึ่งโป๊ะ !!....ถ้าเป็นแบบนั้น โดนฆ่าทิ้งแหงม~~
.
.
![]()
You think it's over just because I'm dead. Yes it is.
EXAM OVER !!!
ไว้เจอกันใหม่ครับ *_*//
Medicine & Series
Final Fantasy
Review
Mania
About Me
ส่วนเรื่องข้อสอบ WT-F นี่ วันก่อนผมเพิ่งจะได้สอบไปรอบนึงล่ะ ไม่ได้เจอมาหลายปีแล้วแท้ๆ...เท่าที่ดูแนวโน้ม ส่วนมากก็น่าจะตอบ F รึเปล่าครับ? เพราะรู้สึกว่า การ"หาจุดผิด" มันดูง่ายกว่าการ "ยืนยันว่ามันถูก" แฮะ
)ไว้จะลองหามาอ่านดูครับ

#1 By ฺJutatip on 2008-06-22 22:48