Final Fantasy VIII - คำสัญญา แห่งช่วงเวลาอันเป็นนิรันดร์
posted on 23 Dec 2008 22:30 by zieghart in My-Mania.
สวัสดีเพื่อนๆครับ
รู้สึกผิดทุกครั้งที่จะต้องพูดซ้ำ...ครือเอนทรีนี้....เป็นตอนต่อของบทความซีรีย์ยาว ประจำบลอกของผมเอง ในชื่อ " 20 ปี กับไฟนอล แฟนตาซีในความทรงจำ" ที่เขียนถ่ายทอด สรุปเรื่อง บรรยายเนื้อหา และแสดงความคิดเห็นในหลากแง่มุม ของเกมส์ซีรีย์ดัง Final Fantasy ที่ผมติดตามมานาน
เขียนๆหยุดๆมาร่วมปีกว่าๆ จนตอนนี้ ไฟนอลอายุ 21 ขวบเป็นที่เรียบร้อยซะแล้วครับ เอ้า เฮ~~ \
/
ยังไงก็แล้วแต่...ภาคที่ 8 ของบทความนี้ ก็เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ ยาวมากติดอันดับโลกจริงๆ ใครตาลาย สามารถผ่านไปได้เลยครับ แต่ถ้าท่านไหนสนใจ เก็บไว้ค่อยๆย่อย ค่อยๆอ่านได้นะครับ ผมยังหากินกับเอนทรีเหล่านี้อีกนานทีเดียว แหะๆ ^^"
-----------------------------------------------------------------
Right and wrong are not what separate us and our enemies. It's our different standpoints, our perspectives that separate us. Both sides blame one another.
There's no good or bad side. Just two sides holding different views.
~ Squall Leonhart ~
Final Fantasy VIII - The Intersection คำสัญญา แห่งช่วงเวลาอันเป็นนิรันดร์
Prologue
นับแต่อดีตกาล จวบจนถึงวันที่วิทยาการเจริญก้าวหน้าถึงขีดสุดนี้...น่าขำนัก ที่ผู้ซึ่งดำรงอยู่ในจุดสูงสุดเหนือสรรพชีวิต กลับมิใช่มนุษย์ผู้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ หากแต่เป็นเหล่าสตรีที่มีพลังพิเศษเหนือจินตนาการ ซึ่งถูกเรียกด้วยชื่อรวม ที่สะท้อนถึงความหวาดหวั่นว่า...เหล่า"แม่มด" (Sorceress) ผู้น่าพรั่นพรึง...
ก่อนหน้ายุคปัจจุบันไปเพียงเล็กน้อย ทั่วทั้งโลกกำลังระส่ำระสายไปด้วยหายนะที่เกิดจาก แม่มดอาเดล (Adel) ผู้ชั่วร้าย...ด้วยพลังเวทย์ที่ไม่มีผู้ใดเทียบเทียม และกองทัพที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งวิทยาศาสตร์แล้ว อาเดลสามารถปกครองผู้คนด้วยความหวาดกลัวมาเป็นระยะเวลาเนิ่นนาน
...หากแต่ว่า ด้วยธรรมชาติของผู้ที่เป็นแม่มดนั้น เมื่อถึงเวลาที่สมควร ก็จักต้องถ่ายทอด"พลัง"ของตนให้กับผู้สืบทอดที่เหมาะสม...ก่อนที่จะจบชีวิตของตนไปได้อย่างสงบสุข
จุดเริ่มต้นของเรื่องราว อยู่ที่วิกฤติการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของสาวน้อย เอลโอเน่ (Ellone) ผู้มีความสามารถในการ "ส่ง" สัมปชัญญะของผู้คน ให้ย้อนกลับไปยังช่วงเวลาต่างๆในอดีตได้ ตามที่ต้องการ...ด้วยพลังพิเศษที่เหนือมนุษย์ทุกผู้นี่เอง ที่ทำให้เด็กหญิงตกเป็นเป้าสายตา ทั้งในฐานะตัวอย่างวิจัยชั้นเลิศ และในฐานะ ว่าที่"ตัวแทน" แม่มดคนถัดไป ต่อจากอาเดลนั่นเอง
...ในที่สุด สาวน้อยก็ถูกลักพาตัวไปสู่เงื้อมมือของแม่มด...ทำให้พ่อบุญธรรมของเธอ "ลากูน่า" (Laguna) ต้องจากภรรยาและลูกในท้อง ออกเดินทางกว่าครึ่งค่อนโลก เพื่อไล่ตามหาลูกสาวสุดที่รักของตนกลับคืนมา
ภารกิจไล่ตามสาวน้อยเอลโอเน่ จบลงด้วยดี...ลากูน่าประสบความสำเร็จในการเป็นผู้นำกองทัพปลดแอก ผนึกแม่มดอาเดลไว้ในยานแช่แข็ง และยิงทิ้งออกไปนอกอวกาศได้เป็นผลสำเร็จ...แต่เกียรติยศ และตำแหน่งผู้ปกครองที่เขาได้รับต่อมาจากแม่มดอาเดลนั้น...ทำให้เขาไม่สามารถที่จะปลีกตัวกลับบ้านเกิดพร้อมกับเอลโอเน่...จนไม่ได้แม้กระทั่งไปอยู่ดูใจ ยามที่ภรรยาเสียชีวิต และไม่ได้พบหน้าลูกชายแท้ๆ ตั้งแต่เมื่อครั้งแรกเกิด...
Shedding Tear
หลังจากสูญเสียแม่คนสำคัญไป เอลโอเน่ และน้องชาย ผู้ได้รับชื่อที่เข้มแข็งดุจสิงห์ว่า "สคอลล์ เลออนฮาร์ท" ( Squall Leonhart) ก็ระหกระเหินไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า พร้อมๆกับเด็กน้อยวัยไล่เลี่ยกัน ที่ล้วนสูญเสียครอบครัวไปในสงครามแม่มดอันป่าเถื่อนนั้นเอง
แต่ฝันร้ายยังดำเนินต่อไป เมื่อการไล่ล่าเอลโอเน่เพื่อไปทดลองพลังพิเศษนั้น ยังไม่สิ้นสุด...อีเดีย เจ้าของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าผู้อ่อนโยน และเป็นอดีตผู้สืบทอดพลังแม่มด ได้เป็นห่วงความปลอดภัยของสาวน้อย จึงส่งตัวเอลโอเน่ไปหลบซ่อนยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ากลางทะเล...และไม่ได้กลับมาพบหน้าน้องชายของเธอเลย นับแต่นั้นเป็นต้นมา
เด็กน้อยสคอลล์เติบโตมาอย่างโดดเดี่ยวและหวาดหวั่น...ตัวเขาซึ่งไม่เคยได้รับความรักจากผู้ให้กำเนิด เมื่อต้องสูญเสียพี่สาวคนสำคัญไป...ทางเลือกที่เหลืออยู่ ในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของเขา...จึงต้องเป็นการ"ปิดผนึก" อารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง ปฎิเสธที่จะสร้างสายสัมพันธ์กับใครหน้าไหน เพียงเพื่อตัวเองจะได้ไม่เจ็บปวดซ้ำสอง กับการแยกจากคนที่ตนเองรัก...
...และแล้ว รอยยิ้มที่เปื้อนหน้า และน้ำตาของสิงห์หนุ่ม ก็แห้งหายไป นับแต่นั้นเป็นต้นมา...
Tales from the Future
เรื่องราวบทที่สอง เริ่มต้นขึ้นเมื่อ "SeeD" ทหารรับจ้าง ผู้มีหน้าที่หลักในการสังหารแม่มด ได้เดินทางไล่ล่า แม่มดอัลติมีเซีย (Ultimecia) จากโลกอนาคต กลับมายังยุคปัจจุบัน เบื้องหน้าอิเดียและเด็กน้อยสคอลล์
...อิเดียตัดสินใจที่จะรับมอบพลังเฮือกสุดท้ายของแม่มดจากอัลติมีเซียมาไว้ที่ตนเอง เพื่อปกป้องเหล่าเด็กๆของเธอ...และได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของ SeeD เป็นครั้งแรก จากปากของเด็กหนุ่มจากโลกอนาคตนั่นเอง
อีเดียและสามี ตัดสินใจก่อตั้งโรงเรียนพิเศษ ภายใต้ชื่อ "Garden" ขึ้นมาตามคำแนะนำของชายหนุ่ม ด้วยการนำเหล่าเด็กกำพร้า มาบ่มเพาะเป็นกองกำลัง SeeD ในฐานะนักเรียนทหาร ที่รับจ้างปฏิบัติภารกิจเสี่ยงภัยต่างๆ และมีจุดหมายสูงสุดที่ซ่อนเร้น เป็นการ"กำจัด"แม่มดผู้ก่อกลียุค...กำจัดตัว "อีเดีย" ที่รอวันจะถูกควบคุมนั่นเอง !!
สิงห์หนุ่มผู้เย็นชา สคอลล์ ได้เติบโตมาในฐานะ SeeD ฝีมือเยี่ยม และได้มีโอกาสพบกับสาวน้อย รีนอร์ ฮาร์ททิลลี่ (Rinoa Heartilly) ผู้ว่าจ้างให้เขาไปร่วมกับกองกำลังปลดปล่อย เพื่อเผชิญหน้ากับ "แม่มดอีเดีย" ผู้ถูกครอบงำจากพลังของแม่มดอัลติมีเซีย แห่งโลกอนาคต
...อาจกล่าวได้ว่า แผนรับมือของอีเดียตั้งแต่เมื่อกาลก่อน ดำเนินไปด้วยดี...เหล่า SeeD ที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ถึงตัวตนที่แท้จริงของแม่มดผู้เคยเป็นแม่เลี้ยงของพวกเขา ได้สู้ห้ำหั่นกันจนไปถึงบทสรุป...แม่มดอีเดียถูกปลดปล่อยจากพลังด้านมืดในที่สุด...แต่พลังแม่มดนั้น กลับถูกถ่ายทอดต่อไปยังสาวน้อยรีนอร์ !!
ที่สุดของที่สุด แผนการณ์ของแม่มดแห่งโลกอนาคต อัลติมีเซีย ก็ได้กระจ่าง เบื้องหน้าคนทุกผู้...นั่นคือความปรารถนาซ่อนเร้น ที่จะใช้พลังในการส่งสัมปชัญญะของเอลโอเน่ เดินทางย้อนกลับไปครอบงำแม่มดต่างยุคต่างสมัย...เพื่อทำการ "บีบอัด" มิติแห่งห้วงเวลา ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ให้ควบเหลือเพียงยุคสมัยเดียว
...และ ณ จุดบรรจบ แห่งช่วงเวลาที่บีบอัดนั้น...สิ่งมีชีวิตเพียงหนึ่ง ที่จะหลงเหลืออยู่ได้ ท่ามกลางซากปรักหักพังของกาลเวลา ก็คือเธอ...แม่มดผู้เป็นนิรันดร์ !!!
Behind the cover
Final Fantasy VIII - บทแห่ง "ช่วงบรรจบ" - นี้ นับเป็นอีกหนึ่งภาค ที่ปฏิวัตินิยามของไฟนอล แฟนตาซี ให้เปลี่ยนไปอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการปรับโทนของเรื่อง ให้มีความ"ร่วมสมัย"มากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน...เน้นการประยุกต์รวมกัน ระหว่างเทคโนโลยีสุดล้ำยุค กับสิ่งเพ้อฝันที่กรั่นกรองมาจากจินตนาการ
...แม้จะไม่ใช่ครั้งแรก ที่มีการพยายามใส่ "อารยธรรม" ที่ล้ำสมัย หรือ "วิทยาการ" ไฮเทคจากโลกความเป็นจริงเข้าไปในตัวซีรีย์...แต่ไฟนอล แฟนตาซี 8 นี้ ก็นับเป็นภาคแรก ที่หยิบจับสิ่งเหล่านั้น มาสร้างเป็นธีมใหญ่โต จนถึงขั้นกลายเป็นโครงหลักของภาค...แน่นอนว่า แฟนๆจำนวนไม่น้อย ย่อมจะไม่พอใจเลย กับการที่ผู้สร้างได้กลบกลิ่นอายแห่งแฟนตาซี ด้วยบรรยากาศของเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่รุนแรงเป็นพิเศษ...จะยานอวกาศก็ดี สถานีภาคพื้นดินสุดหรูก็ดี ลิฟต์แก้วเคลื่อนที่ความเร็วสูงก็ดี...และอื่นๆอีกมาก ที่ก่อเกิดกระแสต่อต้านในช่วงเวลาดังกล่าว
แต่หากมองในอีกแง่มุมหนึ่ง ก็คงกล่าวได้ว่า นี่เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของภาค ที่กล้านำแนวคิด"ร่วมสมัย"เล็กๆน้อยๆ จากภาคก่อนหน้ามาสานต่อ ฉีกรูปแบบแห่งความเป็น"แฟนตาซีย้อนยุค" ที่ผู้เล่นติดตามาแสนนาน...ซึ่งก็น่าจะพูดได้เต็มปากว่า เป็นการเสี่ยงที่ได้ผลน่าพอใจทีเดียว...เพราะองค์ประกอบที่เห็นทั้งหมดนั้น ล้วนเป็นผลลัพธ์ที่ได้กลั่นกรองมาอย่างพิถีพิถันแล้ว จนเกิดเป็นเอกลักษณ์ที่ติดตาติดใจ ไม่มีใครเหมือน
...เช่นเมื่อพิจารณาจากยุคปัจจุบัน แนวคิดผสมผสานหลายๆอย่าง ก็ยังคงเด่นชัดในความทรงจำ ดังเช่น เครื่องจักรเวทมนต์ที่สร้างขึ้น โดยเลียนแบบคลื่นสมองของผู้มีพลังพิเศษ / การผนึกแม่มดผู้ชั่วร้ายใส่โลงแช่แข็ง และยิงขึ้นไปปล่อยโคจรในอวกาศ หรือกระทั่งอาคารขนาดยักษ์สีดำมืด ที่ใช้ควบคุมปรากฏการณ์เรียกหาสัตว์ประหลาดจากดวงจันทร์ เป็นต้น
นอกจากธีมหลักของภาค ที่ให้อารมณ์ไซไฟแล้ว ประเด็นอื่นๆที่ก่อกระแสตอบรับที่รุนแรงก็ดังเช่น ความสัมพันธ์ของคู่พระนาง ที่หลายคนคิดว่า เน้นหลักในเรื่องของ"ความรัก" มากเสียจนออกนอกหน้า...ซึ่งในความเป็นจริง ประเด็นเรื่องความรักนั้น น่าจะเรียกว่า ไฟนอล แฟนตาซี 6 เมื่อครั้งก่อนนั้นมากกว่า ที่มีเรื่องราวความรักอยู่หลากหลายรูปแบบ และเน้นย้ำมากเสียจนเป็นประเด็นหลักของภาค
"ความรัก" ในไฟนอล แฟนตาซี 8 นี้ แม้จะดูราวกับเป็นประเด็นสำคัญ...แต่ก็มิได้ถูกให้ความสำคัญเสียเกินพอดี จนกลบแก่นหลักของเนื้อหาไปเลย...กลับกัน เรื่องราวความรักในเชิงหนุ่มสาวของตัวละครหลักนั้น อยู่ในระดับที่ลึกซึ้งพอเหมาะแล้ว ที่จะดึงตัวเนื้อหา และปัญหาปมทางจิตของตัวเอก ให้ไปสู่บทสรุปที่ลงตัว สมเหตุสมผลได้ ในตอนท้ายเรื่อง
...เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบ และบรรยากาศหลายๆอย่างแล้ว อาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นอีกภาค ที่มีเสียงตอบรับจากผู้เล่น หรือผู้ชมที่เป็น'ผู้หญิง' มากที่สุดภาคหนึ่ง...อาจด้วยการออกแบบตัวละคร ที่เน้นหน้าตาหล่อเหลา ดูดีมีสไตล์ และการเขียนบทที่ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์ หรือหนังซีรีย์สัญชาติตะวันออกอย่างอดไม่ได้...
ทั้งเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังของรุ่นพ่อแม่ เรื่องราวการสานต่อในรุ่นลูก ความสัมพันธ์เริ่มต้นแบบทะเลาะจิกกัดของคู่พระนาง รวมไปถึงเรื่องราวความขัดแย้งระหว่างหนึ่งสาว และสองหนุ่มที่เป็นคู่รักคู่แค้นกันเรื่อยมา...สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งแทบไม่เคยปรากฎในภาคก่อนๆเหล่านี้ จะมองว่ามันทำให้"อมยิ้ม" หรือ "คลื่นไส้" ก็ดี...อย่างน้อยผู้สร้างก็ประสบความสำเร็จ ในการสร้างบรรยากาศโรแมนติค ที่คนรุ่นใหม่คุ้นเคย เข้าถึงง่าย และขยายกลุ่มเป้าหมายไปได้อย่างที่ตั้งใจ
ตัวภาพลักษณ์ของเกมส์ ก็พัฒนาขึ้นจากภาคก่อนอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสัดส่วนของตัวละคร การเคลื่อนไหวที่สมจริง และฉาก Movie ที่สวยงามโดดเด่น...ทั้งฉากต่อสู้เปิดตัวเกมส์ ,ฉากงานเต้นรำของคู่พระนาง และฉากทุ่งดอกไม้ในตอนจบ ต่างล้วนเป็นภาพที่ติดตา และจดจำกันได้อย่างแม่นยำจนถึงทุกวันนี้
...และเหนือสิ่งอื่นใด นี่เป็นภาคแรกของซีรีย์ ที่มีเพลงประกอบคำร้อง Vocal song ออกมาในเกมส์อย่างเป็นทางการ...เพลงสำคัญจากท้องเรื่อง ที่สะท้อนความรู้สึกอบอุ่นและโหยหา ชวนให้ผู้เล่นระลึกถึงบทสรุปแห่งความรักที่ไม่สมหวัง...เพลง Eyes on me ที่โด่งดังนั่นเอง
มาว่ากันถึงระบบเกมส์ ที่อาจจะมีเพียงระบบการต่อสู้แบบช่วงชิงเวลา (Active Time Battle) เท่านั้น ที่ยังสืบต่อมา แต่สิ่งหลักๆที่เหลือ...ทั้งหน้าต่างเมนูสีฟ้าในตอนต่อสู้ เงินที่ได้จากการฆ่ามอนสเตอร์ อุปกรณ์เครื่องป้องกันที่หลากหลาย และการตั้งหน้าตั้งตาเก็บเลเวล...ทั้งหมดนั้น ล้วนพลิกโฉมไป แทนที่ด้วย ระบบเงินเดือน ที่จะเพิ่มขึ้นจากการปฏิบัติภารกิจและทำข้อสอบ / อาวุธใหม่ที่จะได้จากการรวบรวมวัตถุดิบมาตีอัพเกรดของเดิม / พัฒนาการของมอนสเตอร์ ที่จะเก่งขึ้นเรื่อยๆตามตัวเรา / การนำมนตร์อสูร มาเชื่อมต่อกับตัวละคร ให้ได้อบิลิตี้ใหม่ๆมาใช้...
และที่ลืมไม่ได้เลยก็คือ ระบบการ Draw - "ดึง"เวทมนตร์จากตัวศัตรู มาสะสมไว้ร่าย หรือติดตั้งเพื่อเพิ่มความสามารถให้กับตัวละคร...ซึ่งเป็นระบบที่แฟนๆหลายคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่า เป็นระบบที่ไม่เข้าท่ามากที่สุดระบบหนึ่งในประวัติศาสตร์ซีรีย์ไฟนอล แฟนตาซีกันเลยทีเดียว
เรื่องของอบิลิตี้ และท่าพิเศษในภาคนี้ มีการพัฒนาให้น่าสนใจขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการพยายามสร้าง Interaction - ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเกมส์กับผู้เล่นให้มากขึ้น เช่นการใช้ท่าไม้ตาย ที่ต้องกดปุ่ม ตามจังหวะ ขยี้ปุ่มรัวๆ กดสลอตแมชชีน หรือกดชุดคำสั่ง ในเวลาที่จำกัด รวมไปถึงการเรียนรู้อบิลีตี้จากการเดินไปมา อ่านหนังสือ หรือใช้ไอเทม เป็นต้น
Last page’s story – The Junction of Time
แม้จะมีผู้คนพยายามมาหลายต่อหลายครั้ง...แต่ รีนอร์ ฮาร์ทีลี่ กลับเป็นผู้หญิงคนแรกและคนเดียว ที่สามารถทำลายสายโซ่แห่งความทรงจำอันเปลี่ยวเหงาของชายหนุ่มจนสำเร็จ...สคอลล์รู้สึกถึงความปรารถนา และความรู้สึกอันรุนแรงที่เกิดขึ้นในใจเป็นครั้งแรก...เขาสัญญาจากหัวใจ ว่าจะกลับไปหาหญิงสาวคนสำคัญของตนให้จงได้
...ปฏิบัติการครั้งใหญ่ของเหล่า SeeD เริ่มต้นขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย...ทุกคนจัดการแม่มดอาเดลที่ถูกปลุกขึ้นมาได้สำเร็จ อัลติมีเซียไม่มีทางเลือกอื่น จึงต้องอาศัยร่างของรีนอร์เป็นภาชนะแห่งแม่มดยุคปัจจุบัน...เอลโอเน่ไม่รอช้า ส่งจิตของทั้งสองกลับไปยังร่างของแม่มดในยุคอดีต...อัลติมีเซียยิ้มร่า แผนการบีบอัดเวลาต่างยุคต่างสมัย...ประสบความสำเร็จแล้ว...
แต่ก่อนที่แม่มดร้ายจะทันรู้ตัว เอลโอเน่ตัดการเชื่อมต่อของสัมปชัญญะทั้งหมด...ดึงรีนอร์กลับยุคปัจจุบัน และลากอัลติมีเซียกลับไปยังโลกอนาคตได้สำเร็จ...สคอลล์เดินทางผ่านห้วงเวลาที่ถูกบีบอัดนั้น ไปปรากฏกายต่อหน้าแม่มดร้ายในยุคอนาคต...และกำจัดเธอลงได้ในที่สุด !
..............ภาพรอบข้างลางเลือน...ชายหนุ่มพลัดหลงกับผองเพื่อน ในมิติเวลาที่แสนสับสน...สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของเขา คือร่างบอบช้ำก่อนสิ้นลมของอัลติมีเซีย ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เขาคุ้นเคยเมื่อครั้งอดีต...พร้อมกับอีเดีย และตัวของเขาเอง ในวัยเยาว์
..ณ จุดบรรจบแห่งช่วงเวลาทั้งมวลนั่นเอง สิงห์หนุ่มเข้าใจได้ทันทีว่า หน้าที่ในยุคสมัยของเขา กำลังจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า และถึงเวลาแล้ว ที่เขาจะส่งไม้ต่อ บอกผ่านเรื่องราวทั้งมวล ให้กับ"ตัวตน" ของ"ตัวเอง" ที่กำลังไล่ตามมา จากห้วงอดีตที่ห่างไกล...
Closing Comment
กล่าวโดยสรุป...ภาคที่สอง ของไตรภาคที่สาม ในซีรีย์ไฟนอล แฟนตาซีนี้ เป็นอีกหนึ่งจุดบรรจบ ที่เชื่อมโยงองค์รวมทั้งหมด ของซีรีย์สมัยครั้งเก่าก่อน เข้ากับเส้นทางที่ตัวมันจะมุ่งหน้าต่อไปในอนาคต...เป็นการเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้าน ที่ย่อมเลี่ยงกระแสตอบรับที่รุนแรงไม่ได้...แต่หากมองย้อนกลับไปจากทุกวันนี้ ไฟนอล แฟนตาซี 8 นับว่าเป็นภาคสำคัญ ที่มีบทบาทต่อทิศทางของซีรีย์ในยุคต่อๆมา และช่วยขยายกลุ่มเป้าหมายของตัวเกมส์ ให้กว้างไกลขึ้นมาก จนถึงขั้นเป็นปรากฏการณ์เลยก็ว่าได้
โดยส่วนตัวแล้ว จุดที่ผมถูกใจมากของภาคนี้ ก็เป็นเรื่องของ"ตัวละครหลัก" สิงห์หนุ่มจอมเหงาผู้ประหยัดถ้อยคำ...นายสคอลล์ของเรา ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างซับซ้อน และเต็มไปด้วยปมทางจิตวิทยาที่สมจริงหลายๆขั้น
...ทุกครั้งที่เนื้อหาดำเนินไป พวกเราเหล่าคนเล่น จะค่อยๆเห็นพัฒนาการทางอารมณ์ของเจ้าหนุ่มทีละน้อย...ปมใหม่จะถูกเผยมาทีละนิด ปมเก่าจะถูกแก้ทีละหน่อย จนไปถึงบทสรุปสุดท้ายได้อย่างลงตัวพร้อมๆกับที่ตัวเกมส์สิ้นสุดลง...เหล่าผู้เล่นจะรู้สึกได้เลยว่า ชายหนุ่มหน้าบากคนนี้ เป็น "จุดศูนย์กลาง" ของปัญหารอบตัว...และเป็นกลจักรที่สำคัญที่สุด ของความขัดแย้งในตัวเรื่องอย่างแท้จริง
ส่วนเรื่องของการกำหนดธีมหลัก เป็นเรื่องของเทคโนโลยีผสมกับแฟนตาซีนั้น...ส่วนตัวผมเอง ไม่มีข้อค้านมากนัก กลับถูกใจความคิดที่หลากหลายเสียอีก ทั้งเรื่องการบีบอัดเวลาอดีตปัจจุบันอนาคตให้เป็นยุคเดียว / การส่งสัมปชัญญะของผู้คนให้ย้อนกลับไปในต่างยุคสมัย / ปรากฏการณ์ Lunar cry ที่สัตว์ประหลาดจากดวงจันทร์ จะเดินทางลงมายังโลกมนุษย์ เป็นสายราวกับน้ำตาที่หลั่งจากดวงจันทร์/ การปลดปล่อยหญิงสาวที่ถูกพลังครอบงำ ท่ามกลางห้วงอวกาศที่เวิ้งว้าง / การกำจัดแม่มดร้าย โดยผนึกใส่โลง ยิงทิ้งไปนอกผิวโลก ฯลฯ...ทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนเป็นส่วนผสมที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว จนต้องยิ้มชมออกมาว่า
...ถ้าไม่ใช่ไซไฟ-แฟนตาซี...คงทำไมได้แบบนี้เลยนะนี่...
.
แด่จุดบรรจบ ศุนย์รวมแห่งโชคชะตาที่ทาบทับกัน
.
--Trace Memory…Trace Fantasy--
To be continued…Final Fantasy IX – บรรเลงเพลงร้อง ท่วงทำนองผู้วายชนม์
----------------------------
ลิงค์บทความที่เกี่ยวข้อง
Medicine & Series
Final Fantasy
Review
Mania
About Me

คะแนนไอเดียส่วนใหญ่ ก็เป็นมุขที่ผมถูกใจ ตามที่เขียนไว้ในบทความนั่นแล
ยาวกว่าที่คิดจริงๆ...
งั้นผมคงต้องบอกสรุปอีกทีว่า...บทความไฟนอลนี้...
ไม่ใช่แฟน อ่านแทนไม่ได้ จริงๆครับ
#1 By Zieghart on 2008-12-23 23:17