.

สวัสดีเพื่อนๆครับ

รู้สึกผิดทุกครั้งที่จะต้องพูดซ้ำ...ครือเอนทรีนี้....เป็นตอนต่อของบทความซีรีย์ยาว ประจำบลอกของผมเอง ในชื่อ " 20 ปี กับไฟนอล แฟนตาซีในความทรงจำ" ที่เขียนถ่ายทอด สรุปเรื่อง บรรยายเนื้อหา และแสดงความคิดเห็นในหลากแง่มุม ของเกมส์ซีรีย์ดัง Final Fantasy ที่ผมติดตามมานาน

เขียนๆหยุดๆมาร่วมปีกว่าๆ จนตอนนี้ ไฟนอลอายุ 21 ขวบเป็นที่เรียบร้อยซะแล้วครับ เอ้า เฮ~~ \/

ยังไงก็แล้วแต่...ภาคที่ 8 ของบทความนี้ ก็เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ ยาวมากติดอันดับโลกจริงๆ ใครตาลาย สามารถผ่านไปได้เลยครับ แต่ถ้าท่านไหนสนใจ เก็บไว้ค่อยๆย่อย ค่อยๆอ่านได้นะครับ ผมยังหากินกับเอนทรีเหล่านี้อีกนานทีเดียว แหะๆ ^^"

>>ลิงค์สารบัญบทความ<<

-----------------------------------------------------------------

Right and wrong are not what separate us and our enemies. It's our different standpoints, our perspectives that separate us. Both sides blame one another.

There's no good or bad side. Just two sides holding different views.

                                                                                  ~ Squall Leonhart ~

Final Fantasy VIII - The Intersection คำสัญญา แห่งช่วงเวลาอันเป็นนิรันดร์

Prologue

นับแต่อดีตกาล จวบจนถึงวันที่วิทยาการเจริญก้าวหน้าถึงขีดสุดนี้...น่าขำนัก ที่ผู้ซึ่งดำรงอยู่ในจุดสูงสุดเหนือสรรพชีวิต กลับมิใช่มนุษย์ผู้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ หากแต่เป็นเหล่าสตรีที่มีพลังพิเศษเหนือจินตนาการ ซึ่งถูกเรียกด้วยชื่อรวม ที่สะท้อนถึงความหวาดหวั่นว่า...เหล่า"แม่มด" (Sorceress) ผู้น่าพรั่นพรึง...

ก่อนหน้ายุคปัจจุบันไปเพียงเล็กน้อย ทั่วทั้งโลกกำลังระส่ำระสายไปด้วยหายนะที่เกิดจาก แม่มดอาเดล (Adel) ผู้ชั่วร้าย...ด้วยพลังเวทย์ที่ไม่มีผู้ใดเทียบเทียม และกองทัพที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งวิทยาศาสตร์แล้ว อาเดลสามารถปกครองผู้คนด้วยความหวาดกลัวมาเป็นระยะเวลาเนิ่นนาน

...หากแต่ว่า ด้วยธรรมชาติของผู้ที่เป็นแม่มดนั้น เมื่อถึงเวลาที่สมควร ก็จักต้องถ่ายทอด"พลัง"ของตนให้กับผู้สืบทอดที่เหมาะสม...ก่อนที่จะจบชีวิตของตนไปได้อย่างสงบสุข


จุดเริ่มต้นของเรื่องราว อยู่ที่วิกฤติการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของสาวน้อย เอลโอเน่ (Ellone) ผู้มีความสามารถในการ "ส่ง" สัมปชัญญะของผู้คน ให้ย้อนกลับไปยังช่วงเวลาต่างๆในอดีตได้ ตามที่ต้องการ...ด้วยพลังพิเศษที่เหนือมนุษย์ทุกผู้นี่เอง ที่ทำให้เด็กหญิงตกเป็นเป้าสายตา ทั้งในฐานะตัวอย่างวิจัยชั้นเลิศ และในฐานะ ว่าที่"ตัวแทน" แม่มดคนถัดไป ต่อจากอาเดลนั่นเอง

...ในที่สุด สาวน้อยก็ถูกลักพาตัวไปสู่เงื้อมมือของแม่มด...ทำให้พ่อบุญธรรมของเธอ "ลากูน่า" (Laguna) ต้องจากภรรยาและลูกในท้อง ออกเดินทางกว่าครึ่งค่อนโลก เพื่อไล่ตามหาลูกสาวสุดที่รักของตนกลับคืนมา

ภารกิจไล่ตามสาวน้อยเอลโอเน่ จบลงด้วยดี...ลากูน่าประสบความสำเร็จในการเป็นผู้นำกองทัพปลดแอก ผนึกแม่มดอาเดลไว้ในยานแช่แข็ง และยิงทิ้งออกไปนอกอวกาศได้เป็นผลสำเร็จ...แต่เกียรติยศ และตำแหน่งผู้ปกครองที่เขาได้รับต่อมาจากแม่มดอาเดลนั้น...ทำให้เขาไม่สามารถที่จะปลีกตัวกลับบ้านเกิดพร้อมกับเอลโอเน่...จนไม่ได้แม้กระทั่งไปอยู่ดูใจ ยามที่ภรรยาเสียชีวิต และไม่ได้พบหน้าลูกชายแท้ๆ ตั้งแต่เมื่อครั้งแรกเกิด...

Shedding Tear

หลังจากสูญเสียแม่คนสำคัญไป เอลโอเน่ และน้องชาย ผู้ได้รับชื่อที่เข้มแข็งดุจสิงห์ว่า "สคอลล์ เลออนฮาร์ท" ( Squall Leonhart) ก็ระหกระเหินไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า พร้อมๆกับเด็กน้อยวัยไล่เลี่ยกัน ที่ล้วนสูญเสียครอบครัวไปในสงครามแม่มดอันป่าเถื่อนนั้นเอง

แต่ฝันร้ายยังดำเนินต่อไป เมื่อการไล่ล่าเอลโอเน่เพื่อไปทดลองพลังพิเศษนั้น ยังไม่สิ้นสุด...อีเดีย เจ้าของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าผู้อ่อนโยน และเป็นอดีตผู้สืบทอดพลังแม่มด ได้เป็นห่วงความปลอดภัยของสาวน้อย จึงส่งตัวเอลโอเน่ไปหลบซ่อนยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ากลางทะเล...และไม่ได้กลับมาพบหน้าน้องชายของเธอเลย นับแต่นั้นเป็นต้นมา

เด็กน้อยสคอลล์เติบโตมาอย่างโดดเดี่ยวและหวาดหวั่น...ตัวเขาซึ่งไม่เคยได้รับความรักจากผู้ให้กำเนิด เมื่อต้องสูญเสียพี่สาวคนสำคัญไป...ทางเลือกที่เหลืออยู่ ในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของเขา...จึงต้องเป็นการ"ปิดผนึก" อารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง ปฎิเสธที่จะสร้างสายสัมพันธ์กับใครหน้าไหน เพียงเพื่อตัวเองจะได้ไม่เจ็บปวดซ้ำสอง กับการแยกจากคนที่ตนเองรัก...

...และแล้ว รอยยิ้มที่เปื้อนหน้า และน้ำตาของสิงห์หนุ่ม ก็แห้งหายไป นับแต่นั้นเป็นต้นมา...

Tales from the Future

เรื่องราวบทที่สอง เริ่มต้นขึ้นเมื่อ "SeeD" ทหารรับจ้าง ผู้มีหน้าที่หลักในการสังหารแม่มด ได้เดินทางไล่ล่า แม่มดอัลติมีเซีย (Ultimecia) จากโลกอนาคต กลับมายังยุคปัจจุบัน เบื้องหน้าอิเดียและเด็กน้อยสคอลล์

...อิเดียตัดสินใจที่จะรับมอบพลังเฮือกสุดท้ายของแม่มดจากอัลติมีเซียมาไว้ที่ตนเอง เพื่อปกป้องเหล่าเด็กๆของเธอ...และได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของ SeeD เป็นครั้งแรก จากปากของเด็กหนุ่มจากโลกอนาคตนั่นเอง

อีเดียและสามี ตัดสินใจก่อตั้งโรงเรียนพิเศษ ภายใต้ชื่อ "Garden" ขึ้นมาตามคำแนะนำของชายหนุ่ม ด้วยการนำเหล่าเด็กกำพร้า มาบ่มเพาะเป็นกองกำลัง SeeD ในฐานะนักเรียนทหาร ที่รับจ้างปฏิบัติภารกิจเสี่ยงภัยต่างๆ และมีจุดหมายสูงสุดที่ซ่อนเร้น เป็นการ"กำจัด"แม่มดผู้ก่อกลียุค...กำจัดตัว "อีเดีย" ที่รอวันจะถูกควบคุมนั่นเอง !!

สิงห์หนุ่มผู้เย็นชา สคอลล์ ได้เติบโตมาในฐานะ SeeD ฝีมือเยี่ยม และได้มีโอกาสพบกับสาวน้อย รีนอร์ ฮาร์ททิลลี่ (Rinoa Heartilly) ผู้ว่าจ้างให้เขาไปร่วมกับกองกำลังปลดปล่อย เพื่อเผชิญหน้ากับ "แม่มดอีเดีย" ผู้ถูกครอบงำจากพลังของแม่มดอัลติมีเซีย แห่งโลกอนาคต

...อาจกล่าวได้ว่า แผนรับมือของอีเดียตั้งแต่เมื่อกาลก่อน ดำเนินไปด้วยดี...เหล่า SeeD ที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ถึงตัวตนที่แท้จริงของแม่มดผู้เคยเป็นแม่เลี้ยงของพวกเขา ได้สู้ห้ำหั่นกันจนไปถึงบทสรุป...แม่มดอีเดียถูกปลดปล่อยจากพลังด้านมืดในที่สุด...แต่พลังแม่มดนั้น กลับถูกถ่ายทอดต่อไปยังสาวน้อยรีนอร์ !!

ที่สุดของที่สุด แผนการณ์ของแม่มดแห่งโลกอนาคต อัลติมีเซีย ก็ได้กระจ่าง เบื้องหน้าคนทุกผู้...นั่นคือความปรารถนาซ่อนเร้น ที่จะใช้พลังในการส่งสัมปชัญญะของเอลโอเน่ เดินทางย้อนกลับไปครอบงำแม่มดต่างยุคต่างสมัย...เพื่อทำการ "บีบอัด" มิติแห่งห้วงเวลา ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ให้ควบเหลือเพียงยุคสมัยเดียว

...และ ณ จุดบรรจบ แห่งช่วงเวลาที่บีบอัดนั้น...สิ่งมีชีวิตเพียงหนึ่ง ที่จะหลงเหลืออยู่ได้ ท่ามกลางซากปรักหักพังของกาลเวลา ก็คือเธอ...แม่มดผู้เป็นนิรันดร์ !!!

Behind the cover

Final Fantasy VIII - บทแห่ง "ช่วงบรรจบ" - นี้ นับเป็นอีกหนึ่งภาค ที่ปฏิวัตินิยามของไฟนอล แฟนตาซี ให้เปลี่ยนไปอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการปรับโทนของเรื่อง ให้มีความ"ร่วมสมัย"มากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน...เน้นการประยุกต์รวมกัน ระหว่างเทคโนโลยีสุดล้ำยุค กับสิ่งเพ้อฝันที่กรั่นกรองมาจากจินตนาการ

...แม้จะไม่ใช่ครั้งแรก ที่มีการพยายามใส่ "อารยธรรม" ที่ล้ำสมัย หรือ "วิทยาการ" ไฮเทคจากโลกความเป็นจริงเข้าไปในตัวซีรีย์...แต่ไฟนอล แฟนตาซี 8 นี้ ก็นับเป็นภาคแรก ที่หยิบจับสิ่งเหล่านั้น มาสร้างเป็นธีมใหญ่โต จนถึงขั้นกลายเป็นโครงหลักของภาค...แน่นอนว่า แฟนๆจำนวนไม่น้อย ย่อมจะไม่พอใจเลย กับการที่ผู้สร้างได้กลบกลิ่นอายแห่งแฟนตาซี ด้วยบรรยากาศของเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่รุนแรงเป็นพิเศษ...จะยานอวกาศก็ดี สถานีภาคพื้นดินสุดหรูก็ดี ลิฟต์แก้วเคลื่อนที่ความเร็วสูงก็ดี...และอื่นๆอีกมาก ที่ก่อเกิดกระแสต่อต้านในช่วงเวลาดังกล่าว

แต่หากมองในอีกแง่มุมหนึ่ง ก็คงกล่าวได้ว่า นี่เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของภาค ที่กล้านำแนวคิด"ร่วมสมัย"เล็กๆน้อยๆ จากภาคก่อนหน้ามาสานต่อ ฉีกรูปแบบแห่งความเป็น"แฟนตาซีย้อนยุค" ที่ผู้เล่นติดตามาแสนนาน...ซึ่งก็น่าจะพูดได้เต็มปากว่า เป็นการเสี่ยงที่ได้ผลน่าพอใจทีเดียว...เพราะองค์ประกอบที่เห็นทั้งหมดนั้น ล้วนเป็นผลลัพธ์ที่ได้กลั่นกรองมาอย่างพิถีพิถันแล้ว จนเกิดเป็นเอกลักษณ์ที่ติดตาติดใจ ไม่มีใครเหมือน

...เช่นเมื่อพิ