.

สวัสดีเพื่อนๆครับ

หายหน้าไปพักใหญ่ เพราะตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงก่อนสอบใบประกอบวิชาชีพ วันอาทิตย์นี้ครับ TwT กำลังเซ็งได้ที่เลย เกมส์เกิมก็ไม่ค่อยได้เล่น เที่ยวเล่นก็ไม่ค่อยได้ไป โธ่...ดรากอน เควส 5 - DS กำลังติดลมแต๊ๆ~~

วันนี้หนีมาอัพรีิวิวอันนึงครับ หลังจากดองไว้นาน เป็นการ์ตูนจากค่ายน้อง(ไม่)ใหม่ TKO comics ที่หลายคนติดอกติดใจกัน และเคยมีเวอร์ชันภาพยนตร์เข้ามาในบ้านเราด้วย...ผมเองก็ไม่มีโอกาสได้ดู ถ้าใครชมแล้ว มาเล่าให้ฟังบ้างนะ ^^

--------------------------------------------------

อิคิงามิ สาส์น-สั่ง-ตาย

MASE Motoro

ลิขสิทธิ์ไทย สนพ. TKO comics / Vol.4 - Ongoing

--------------------------------------------------

ความหมายของชีวิต และคุณค่าของคนเรา วัดกันที่ตรงไหน?

ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ถดถอย และเหล่าประชากรมากมาย ที่ยังหน้ามืดตามัว ใช้ชีวิตอย่างเรื่อยเปื่อยอยู่ทุกค่ำเช้าแล้ว...ประเด็นเรื่อง "คุณภาพของประชากร" จึงถูกนำขึ้นมาถกเป็นปัญหาลำดับต้นๆของประเทศอยู่เสมอ

เมื่อถึงจุดที่เกินกว่าจะแก้ไขแล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นได้ผลักดันกฎหมายฉบับสำคัญ ที่ว่าด้วยการพัฒนาคุณภาพของประชากรออกมา และตั้งชื่ออย่างสวยหรูว่า "กฏผดุงความรุ่งเรืองแห่งชาติ" พร้อมกับตั้งความหวังไว้อย่างแรงกล้าว่า สิ่งนี้จะทำให้ทั้งประเทศ ได้ก้าวออกจากสังคมเอื่อยเฉื่อย ที่ผู้คนไม่เห็นถึงคุณค่าของตัวเอง...ไปผงาดอยู่ ณ จุดที่สูงยิ่งกว่า ซึ่งเต็มไปด้วยเหล่าคนที่ใช้ความสามารถของตัวเอง ได้ถึงสุดขีดจำกัดอย่างแ้ท้จริง

...ใช้เวลาไม่นานนัก "วัคซีนเพื่อความรุ่งเรืองของชาติ" ก็ได้ถูกกระจายไปทั่วประเทศ เพื่อฉีดให้กับเหล่าเด็กน้อยที่เพิ่งขึ้นชั้นประถมศึกษาทุึกคน พร้อมๆกับคำประกาศเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกอันยิ่งใหญ่ ให้กับเหล่าเด็กที่ยังไม่ประสาเหล่านั้น

ในวัคซีน 1 หลอด จากทุกๆ 1000 หลอด จะบรรจุนาโนแคปซูลชนิดพิเศษเอาไว้ ซึ่งจะแตกตัวเอง และทำให้เจ้าของเสียชีวิตลงอย่างเฉียบพลัน ตรงตามเวลาที่่ตั้งไว้ ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ก่อนที่เจ้าตัวจะก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่...นั่นหมายถึงว่า เด็กน้อยมากหน้าหลายตา ทั้งชาิยและหญิงในวันนี้ ไม่ว่าจะเติบโตขึ้นเป็นคนที่ดีหรือเลว...จะเปี่ยมด้วยความฝันหรือไร้ซึ่งความหวัง จะมีอนาคตที่รุ่งเรืองหรือมัวจมปลักอย่างไร้แก่นสารก็แล้วแต่...ในช่วงอายุ 18 ถึง 24 ปีนั้น ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ที่จะได้รับ "ใบแจ้งมรณะ" ที่มีชื่อว่า "อิคิงามิ" มาส่งถึงหน้าประตูบ้านกันได้ทุกคน

และเมื่อนั้นก็หมายความว่า...คนๆนั้น กำลังจะย่างเข้าสู่ 24 ชั่วโมงสุดท้ายของชีวิตเสียแล้ว

ผ่านมานานปี อาจกล่าวได้ว่า นโยบายที่ใช้ "ความตาย" มาถ่วงน้ำหนักให้เห็นถึง "คุณค่า"ของชีวิตนั้น ได้เดินหน้าไปตามทิศทางที่ตั้งใจไว้...เด็กน้อยหลายคนที่อายุยังไม่ถึงเวลา ก็ตระหนักได้ถึงขีดจำกัดของช่วงอายุตัวเอง ที่ไม่มีความแน่นอน พร้อมกับใช้ชีวิตในแต่ละวันของตัวเองอย่างมีคุณค่า...หรือผู้ใหญ่หลายๆคนที่ได้ผ่านช่วงเวลาสำคัญนั้นมาแล้ว ก็จะ้ใช้ชีิวิตในส่วนที่ได้รับมา อย่างเต็มความสามารถต่อไป

ประเทศพัฒนาไปสู่ระดับที่สูงขึ้น ความตายถูกยกขึ้นเป็นสิ่งที่สูงส่งและีมีเกียรติ  ผู้ใดที่ขัดขวางแนวคิดสำคัญอันนี้ ก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นผู้มีความคิดด้อยพัฒนา และวิสัยทัศน์ล้าหลัง...ผู้ใดที่ไม่ยอมรับจุดจบอย่างสงบ กลับมาก่อเหตุวุ่นวาย ใช้ชีิวิตช่วงสุดท้ายของตัวเองอย่างผิดที่ผิดทาง ก็จะถูกสังคมตัดสินให้จบชีวิตลงอย่างอาชญากร ไร้ซึ่งความเห็นใจ และตัดเงินช่วยเหลือทุกประการ ที่ครอบครัวพึงจะได้

ตัวเอกของเรา เป็นผู้หนึ่งที่ผ่านพ้นเส้นตายของชีวิตมาได้ และมาทำงานในฐานะ "คนส่งสาส์น" ที่จะนำใบแจ้งมรณะ อิคิงามิ ไปส่งให้กับเป้าหมาย เป็นเวลาหนึ่งวัน ก่อนที่จะถึงจุดจบของชีวิต

ผู้ที่ได้รับอิคิงามินั้น เป็นผู้คนมากหน้าหลายตา ต่างเพศ ต่างวัย ต่างสายอาชีพ แต่ทุกคน ต่างล้วนมี "เรื่องราว"ของตัวเองมากมาย ที่ยังคงค้างคา...มี "ปัญหา" อีกไม่น้อย ที่ยังรอคอยบทสรุป....แต่อย่างไรก็แล้วแต่ เมื่ออิคิงามิได้ส่งมาถึงตัว..."การรอคอย" ดังกล่าว ก็จะถูกปิดตายไปอย่างสิ้นเชิง....นาิฬิกาชีวิต ก็จะถอยหลังกลับไปเรื่อยๆ แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่เต็มใจอย่างที่สุดก็ตามที...

คำถามเรื่องที่ว่า "จะใช้ชีิวิตช่วงสุดท้ายอย่างไร" หากคนเรารู้ถึงเส้นตายในชีวิตของตัวเองนั้น เป็นคำถามที่พบเห็นได้ทั่วไป และยังคงดึงดูดความสนใจของผู้ฟังได้อย่างสม่ำเสมอ...อาจในรูปของบทสัมภาษณ์ที่จริงจังของผู้ป่วย ประเด็นเรื่องโลกแตกที่ยกขึ้นมาลอยๆในวงสนทนา หรือกระทั่งฟอร์เวิร์ดเมล์สถานการณ์สมมติที่ส่งโดยทั่วกัน...แต่จะมีซักกีี่คน ที่จะสามารถใช้ 'ชีวิตช่วงสุดท้าย' นั้น อย่างที่ตั้งใจไว้ได้...เมื่อก้าวมาถึงปากประตูมรณะ ด้วยตัวเองเข้าจริงๆ...

จะในชีวิตจริง หรือในเรื่องแต่งนั้น...ปฏิกิริยาตอบรับที่มีต่อข่าวร้าย ย่อมเป็นไปในขอบเขตเดียวกัน และแตกต่างไปได้ในแต่ละคน...บ้างก็ยอมรับอย่างสงบ บ้างก็ปฏิเสธหัวชนฝา บ้างก็พยายามบอกกับตัวเองว่า มันไม่มีทางเกิดขึ้น...คนหลายคนพยายามที่จะสานต่อ หรือกำหนดจุดจบให้กับเรื่องราวชีวิตที่ยังค้างคา ในขณะที่คนอีกหลายคน ก็พยายามที่จะทำลายห่วงแห่งความวิตก และดิ้นรนเฮือกสุดท้ายอย่างไม่ลืมหูลืมตา...ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้น จะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นหรือไม่ก็ตามที...

อิคิงามิ นำปัญหาที่ไม่ได้แปลกใหม่ และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้จริงในชีิวิตของเรา มาปรับสเกลให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น ผ่านตัวเอกที่เป็นเหมือนผู้สังเกตเรื่องราวอยู่วงนอก และเทคโนโลยีทางการแพทย์เหนือล้ำ ที่จะขีดเส้นชีวิตของคนได้แม่นยำราวจับวาง

ด้วยการพยายามวางเซตติ้งของเรื่องราวให้ดูสมจริง กำหนดฉากที่กลมกลืนกับยุคสมัย และตั้งใจจับประเด็นใหญ่ของสังคมในปัจจุบันแล้ว...ก็พอจะเรียกได้ว่า อิคิงามิ เป็นการ์ตูนดรามาที่ดี ซึ่งตีแผ่ประเด็นเรื่อง"คุณค่าของชีวิต" และ"นิยามของความตาย" ได้ชัดเจน และดึงอารมณ์ของคนอ่าน ให้คล้องไปกับสถานการณ์ในเรื่องได้ ไม่ว่าบทสรุปของเรื่องจะเป็นเช่นไร...

เมื่ออ่านจบเรื่อง ผู้อ่านอาจจะกลับมาตั้งคำถามให้กับตัวเองอย่างจริงจังอีกครั้งว่า ช่วงชีวิตที่ผ่านมา ได้ทำเรื่องที่ไม่สมควรไปมากแค่ไหน และมีเรื่องอะไรอีก ที่สามารถจะทำได้ ในช่วงเวลาหลังจากนี้ไป

...อาจไม่จำเป็นต้องได้รับ "สาส์นสั่งตาย" มาส่งถึงมือ...ไม่ต้องรอให้รับรู้ "เส้นตาย" ที่แสนจะกระชั้นชิด...พวกเราเองก็สามารถที่จะกำหนดคุณค่าของชีวิต และเริ่มต้นออกเดิน เพื่อทำให้ตัวเองมีความหมายได้ ไม่แตกต่างกัน

.

รักคุณค่าของชีิวิต แม้ในเวลาที่จำกัด

รักคนอ่านครับ #_#/

เก็บตก สารพัดประเด็นโดยรวม จาก "อิคิงามิ"

- วางสถานการณ์ และจับเอาปัญหาในชีวิตจริง มาสอดแทรกด้วยเรื่องราวเหนือธรรมชาติได้อย่างกลืมกลืน ทำให้ตัวเนื้อหามีความสมจริง ไม่รู้สึกติดขัด

- แม้จะเดินเรื่องในลักษณะสั้นๆ จบในตอน แต่ก็จะสลับด้วยประเด็นขัดแย้งหลัก จากมุมมองของพระเอกเป็นระยะ สร้างความต่อเนื่องให้กับเนื้อหาโดยรวม

-  การนำคำถามที่พบกันได้ทั่วไป มาขยายสเกลให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ในรูปแบบของดรามา ที่เข้าถึงได้โดยง่าย

- บางครั้ง การพยายามยัดความเป็นดราม่าที่มากจนเกินงาม ก็อาจไม่สามารถดึงอารมณ์ร่วมของคนอ่านได้อย่างที่ผู้เขียนตั้งใจเสียทุกครั้ง

- สำหรับทางการตลาดแล้ว...สโลแกนสุดขั้วที่แปะอยู่กลางหน้าปก ว่า "จะสั่นสะเืืทือนจิตใจคุณจนถึงขีดสุด"...ไม่น่าจะสร้างอิมแพคในทางที่ดี

-  หลังอ่านจบ ก็จะมีคำถามที่ตามมา ถึงความเป็นไปได้ของนโยบายดังกล่าว ว่าจะทำให้เกิดขึ้นได้จริง และสร้างประโยชน์ได้หรือไม่? รึจะโยงต่อไปถึงประเด็นเรื่องของผลประโยชน์ และธุรกิจเรื่องความเป็นความตายที่ไม่ตรงไปตรงมา?

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Nostalgia...เบนจามิน

เอนทรีก่อน......เดี๋ยวจะกลับไปตอนอีกทีนะคร๊าบ ^^"

#1 By Zieghart on 2009-03-08 19:24

ที่ผมอ่านอิคิงามิได้แค่เล่มแรกแล้วดองไว้ยาวมากจนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะสโลแกนเขานี่แหละครับ sad smile

เล่มหลังๆ มันน่าจะดีกว่าเล่มแรกจริง แต่สโลแกน "...จนถึงขีดสุด" นั้นมันคงเพิ่มความคาดหวังให้ผมมากเกินจำเป็นไปหน่อย

เคยอ่านเรื่อง Sky High ภาคแรกมั้ยครับ? เวลาพูดถึงอิคิงามิ ผมนึกถึงเรื่องนี้ทุกทีเลยล่ะ ทั้งที่สกายไฮเป็นเรื่องของโลกวิญญาณ แต่ประเด็นที่พูดถึงในแต่ละบทย่อยๆ ก็เป็น "ความตายที่มาถึงอย่างกะทันหัน" เหมือนกันครับ และส่วนตัว สกายไฮเล่มแรก "สั่นคลอน" จิตใจผมได้แรงกว่าอิคิงามิมากครับ big smile
จะไปหามาอ่านบ้างค่ะ น่าสนใจมาก ๆ big smile

#3 By Daughter Of Sparda on 2009-03-08 20:13

เคยเห็นการ์ตูนอยู่ แต่ยังไม่ได้หยิบมาอ่านสักทีค่ะ
(มัวแต่ไปหาเรื่องอื่นอ่านอยู่ อย่างตอนนี้ก็พึ่งได้อ่านเอวา ฮืออออออ ล้าหลัง!!!)
ประเด็นนี้เป็นอะไรที่น่าคิดนะคะ ถ้าสมมติว่าเรารู้ว่าเราจะตายในอีกไม่นานนี้ เราจะทำอะไร และเราควรจะทำอะไร
แต่ที่สำคัญกว่า คือการตระหนักในสิ่งที่เราควรทำ
ยังไงก็ตาม มนุษย์ทุกคนไม่อยากตายค่ะ และถึงแม้จะทำเรื่องที่อยากทำและควรทำหมดแล้ว ยังไงก็ไม่อยากตายอยู่ดี
เรื่องที่อยากทำก็ไม่มีวันสิ้นสุดไปจากความคิด
เพียงแต่ว่าถ้าถึงเวลาที่จะตาย ก็ทำได้แค่ยอมรับเท่านั้นแหละค่ะ

ข้าพเจ้าก็ยังไม่อยากตายเหมือนกัน ยังมีเรื่องอีกมากมายที่อยากทำและต้องทำ...ก็บอกตัวเองอย่างนี้ทุกวันนะ ไม่รู้ว่าจะหลอนตัวเองไปหรือเปล่า*O*

#4 By 「AKARI*」 : Wonderful Days on 2009-03-08 20:49

จะสอบนะเนี่ย จะสอบ confused smile

#5 By ลูกคนโตเอง on 2009-03-08 21:11

เป็นหนึ่งในการ์ตูนที่ชอบมากๆเรื่องนึงเลยล่ะครับ big smile
ผมคิดว่าการ์ตูนเรื่องนี้สะท้อนปัญหาหลายๆอย่างในสังคมและในจิตใจของมนุษย์ออกมาน่ะครับ confused smile

#6 By SkyKiD on 2009-03-08 21:13

คิดไม่ออกเหมือนกันว่ามีจริงๆจะรู้สึกยังไง

#7 By wesong on 2009-03-08 21:20

ทำไมพอเป็นหนัง ดูหน้าคนยื่นอิคิงามิแล้ว

ดูยังกะมีสีหน้าพอใจในยามยื่นยังไงบอกไม่ถูก -*-

#8 By monboy01 on 2009-03-08 22:04

ผมชอบเรื่องที่คุณเขียนครับ!
ผมก็เพิ่งเขียนเรื่องประติมากรรมชีวิตไปเหมือนกัน

แล้วเจอกันใหม่ด้วยความห่วงใย..Hot! confused smile
น่าสน

#10 By b-padung Studio on 2009-03-08 23:43

ยืมเพื่อนอ่านอ้ะ เรื่องนี้
ชอบเรื่องนี้มากเลยครับ ให้แง่คิดไปในตัวด้วย

แต่ถ้ามันมีจริงๆก็ไม่ไหวเหมือนกันนะครับ sad smile

#12 By NOT_KUNG on 2009-03-09 01:37

ชอบบทความนี้มาก...Hot!

...

แม้คนที่อยู่กับความตาย ยังไม่อาจเข้าใจความรู้สึกของคนใกล้ตายได้ ตราบจนเมื่อวาระสุดท้ายของชีวิตตนมาเยือนจริงๆ นั่นแหละ จึงจะรู้ซึ้ง

ในความเป็นจริง, ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตนั้นขยับกระชั้นเข้ามาทุกขณะ แต่โดยที่เราไม่ทันใส่ใจเพราะไม่ทราบเวลาที่แท้จริง และสร้างภาพไว้แล้วว่าเวลาวิกฤตนั้นคงอยู่อีกยาวไกล คนส่วนใหญ่จึงใช้เวลาหมดไปอย่างสิ้นเปลือง มองเห็นเป็นสิ่งไร้ค่า ทั้งที่เมื่อมันผ่านไปแล้วจะเรียกคืนอย่างไรย่อมเป็นไปไม่ได้เลย

อิคิงามิอาจกระตุ้นให้คนมองเห็นคุณค่าของชีวิตก็จริง แต่ผู้ที่จะมองเห็นได้อย่างที่ว่านั้นก็เฉพาะแต่คนที่ได้รับอิคิงามิแล้วเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆ ก็ยังคงใช้ชีวิตอย่างเดิมๆ โดยไม่ได้ตระหนักถึงอนาคตมากกว่าที่เคยเป็น ว่าก็ว่าเถอะ, แม้แต่คนที่ได้รับอิคิงามิเอง ก่อนหน้านี้ก็ยังใช้ชีวิตไม่ต่างจากคนธรรมดาทั่วไปเลย

ถ้าจะรอให้ความตายมารออยู่ตรงหน้า แล้วจึงมองเห็นคุณค่าของชีวิต ดูเหมือนว่าชีวิตจะด้อยค่าเกินไปกระมัง...

...

ใครที่อ่านอิคิงามิแล้ว ขอแนะให้อ่านหนังสือ "the Last Lecture", "ประตูสู่ภาวะใหม่" และ "บันทึกจากป้าหมอ - ศ.พญ.สุมาลี นิมมานนิตย์" เพิ่มเติม แล้วจะมองเห็นคุณค่าของชีวิตได้มากยิ่งขึ้นครับbig smile

#13 By รัตนาดิศร on 2009-03-09 01:47

สวัสดีจ้า
ขอบคุณสำหรับคอมเม้นดีดีและคำอวยพรนะจ๊ะ

ว่าแต่ไม่เคยรู้จักเรื่องนี้เลยแฮะ
อิอิ ไว้จะลองไปหามาอ่านดูจ้า

ไปก่อนน้า ^0^
question

#14 By *Viewiez* on 2009-03-09 10:40

ยอดเยี่ยมจริงๆเรื่องนี้ จริงๆเราควรตระหนักว่าเราจะตายวันตายพรุ่งได้อยู่ทุกขณะ แต่ถ้าเรารู้"ลิมิต" เวลาตายจริงๆ คนส่วนใหญ่คงตื่นตระหนกมากกว่าจะสงบอยู่ได้

#15 By on 2009-03-09 11:49

เรื่องนี้เคยสำผัสแบบผ่านๆ

ผ่านตา เคยเห็นมีคนอ่านที่รถไฟฟ้า กับเห็นตามบอร์ด เคยหยิบๆแตะๆ

แต่ยังไม่ได้ฤทธมาครอบครองซักทีแฮะ

#16 By .-.Chill.-. on 2009-03-09 16:48

Acute Nostalgia

*พี่วลาดิมีร์...Sky High นี่ ใช่ที่มีผู้หญิง ยืนบอกทางวิญญาณอยู่หน้าประตูแห่งความเกลียดชังใช่มั๊ยครับ?...เหมือนจะเคยอ่านเมื่อนา~~~~นมาแล้วครับ จำได้ว่าอ่านไปสองภาค เมื่อหลายปีก่อน

ชอบภาคแรก(ที่เป็นตอนสั้นๆ?)เหมือนกันครับ บรรยากาศ และเนื้อเรื่องดาร์คได้ใจ "สะเทือน"จิตใจได้อย่างเป็นรูปธรรมมาก confused smile

พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ก็ขอแนะนำผลงานเก่าของคนเขียนคนเดียวกันเพิ่มเติม (...อ.ซึโตมุ?) ชื่อว่า "ล้างเดนทรชน" ของ SIC ครับ เป็นเรื่องแนวตำรวจสืบสวนไล่ล่า ที่ไปเกี่ยวข้องกับคดีต่างๆหลายรูปแบบ ทั้งคาแรกเตอร์ตัวละคร โทนเรื่องแบบทึมๆ เทคนิคลายเส้นแบบหยาบๆ แล้วก็ความเท่ห์ของมุมกล้องนี่ สุดยอดตามสไตล์คนเขียนครับ (น่าจะเขียนก่อน Sky High อยู่หลายปี แต่ยิ่งอ่าน ทั้งภาพและเนื้อหา จะยิ่งพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ)ลองหามาดูนะครับ

* คุณDaughter Of Sparda...ถ้าได้อ่านแล้ว ชอบไม่ชอบยังไง มาเล่าให้ฟังกันบ้างนะครับ ^^

* น้องทราย...สรุปใจความได้ตรงประเด็นมากครับ และแสดงคอมเมนท์ได้เห็นภาพมากๆ...ใครๆก็ไม่อยากตายทั้งนั้น แต่ขึ้นกับว่า จะใช้เวลาที่มี ไปทำอะไร หรือไม่ทำอะไรเท่านั้นเอง

ว่าแต่ เอวาสนุกมั๊ยครับ ^^

* คุณลูกคนโต...หยะ อย่าเพิ่งย้ำสิคร๊าบ!! เดี๋ยวจะกลับไปอ่านหนังสือต่อแล้วเนี่ย !!

* SkyKiD คุง...ตอนนั้นได้ไปดูเวอร์ชันหนังมั๊ยครับ? อยากรู้ว่าดีหรือแย่กว่าของการ์ตูนแค่ไหน...จำได้ว่า ช่วงนั้นผมไม่ว่างไปดูเลย และหารีวิวก็ยากยิ่ง ไม่รู้ทำไม ^^"

* พี่เส่ง..."วันสุดท้ายในชีวิต" นี่ เป็นโจทย์คลาสสิคที่ตอบยากมานานแล้วสินะครับ question

* คุณmonboy01...ดาราที่เล่นเป็นตัวเอกในหนัง มีผลงานซีรีย์และภาพยนตร์มาหลายเรื่องแล้วครับ บ้านเราก็มีแฟนๆตามอยู่เยอะนะ....แต่ส่วนตัวผมเอง...ก็ไม่ค่อยจะชอบสีหน้าและอารมณ์ของเจ้าตัวเท่าไหร่หรอกครับ แหะๆ

* คุณ ความรักสร้างฉัน ...เดี๋ยวจะตามไปอ่านเรื่องที่เขียนนะครับ confused smile

* คุณ b-padung...ลองหามาอ่านได้จ้า

* Shuu คุง...แล้วชอบมั๊ยล่ะ เรื่องนี้ big smile ถ้าถูกใจแนวๆนี้ มีเรื่องคล้ายๆกัน (และคิดว่าสนุกกว่า) แนะนำให้อีกหลายเรื่องเลยล่ะ ^^

*

#17 By Zieghart on 2009-03-09 17:56

NOT_KUNG...ผมเชื่อว่า กฏหมายที่หมิ่นเหม่ศีลธรรมถึงขนาดนี้ จะไม่มีทางเป็นไปได้แน่ๆ ในความเป็นจริงๆครับ...ไม่งั้นละก็ คิดถึงความวุ่นวายและข้อขัดแย้งตามมาอีกได้เป็นพรวนเลย แหะๆ ^^"

*รัตนาดิศร...เห็นด้วยกับทุกประโยคที่ว่ามา และเป็นเหตุผลที่ทำให้เราเชื่อมากๆว่า "อิคิงามิ" จะให้ประโยชน์ น้อยกว่าโทษของมันมากๆ...ถ้าหากมีอยู่ในชีวิตจริง

จะมี หรือไม่มีอิคิงามิก็แล้วแต่ คนส่วนใหญ่ต่างก็ใช้เวลาของชีวิตอย่างเปล่าๆปลี้ๆกันโดยมากอยู่แล้ว การที่มี"เส้นตาย" หรือ "กำหนดการ" เข้ามาเร่งเร้า ทำให้ชีวิตของคนๆนั้น"ตื่นตัว"ขึ้นมาได้ก็จริงอยู่ แต่มันก็เป็นสิ่งชั่วคราว สว่างวาบชั่ววูบ แล้วก็ดับหายไป...

ดังนั้น การที่มาหยิบยื่น(และยัดเยียด)เส้นตายให้กับผู้อื่น..แม้จะใช้ความเป็นความตายมาเป็นเครื่องมือนั้น...ก็คงไม่สามารถที่จะทำให้ภาพรวมของสังคมดีขึ้นได้ในระยะยาว เมื่อแสงน้อยๆทยอยกันดับหายไปทีละดวงสองดวง...ไฟที่อยู่เคียงข้าง ก็คงจะส่องสว่างแทนได้ แค่ไม่นานเท่าไหร่ ก่อนที่จะดับวูบตามไป

ปล. อยากอ่าน Last Lecture เหมือนกัน เดี๋ยวถ้าเข้าช่วงว่างๆกว่านี้ ว่าจะหามาอ่านเหมือนกัน ^^

* คุณ Viewiez...โชคดีมีสุขนะครับ ^^ ถ้าได้อ่านแล้ว ชอบไม่ชอบยังไง มาแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้น่อ

* หมอ ณ...จริงๆ ถ้าถามเราตอนนี้ ว่าจะใช้เวลาช่วงสุดท้ายยังไง ก็คงนึกไม่ออกเหมือนกัน ^^" อา...นี่เป็นโจทย์ที่ยากทีเดียว

ตอนแรกว่าจะลิงค์อ้างอิงไปเอนทรีเก่าของ ณ ที่พูดถึงเรื่อง Bad news กับปฏิกิริยาที่มีต่อข่าวร้ายด้วยล่ะ เพราะเห็นว่ามีอะไรครือๆกัน(จำไม่ผิดใช่มะ? ณ เคยเขียนเมื่อนานมาแล้วหนิ?) แต่หาไม่เจอแฮะ ^^" ไว้โอกาสหน้าละกัน ;)

* Chill...สงสัยของจะแรง!!ล่ะมั๊ง เลยหามาครองได้ยากหน่อย หุหุ

#18 By Zieghart on 2009-03-09 18:10

ยังไม่เคยอ่านเรื่องนี้เลย .. แต่เห็นชื่อมานานแล้วละ
คิดว่าซักวันจะหาอ่านซะหน่อย

#19 By aerith-chan on 2009-03-09 20:49

อย่าว่าอย่างโน้นอย่างนี้เลย

แต่อิคิงามิกับคำถามที่ว่า หากชีวิตนี้เหลือ ๒๔ ชั่วโมง คุณจะทำอะไร ก็ส่งผลในทางตรงกันข้ามได้นะคะ
เช่น พอคิดว่าอนาคตเหลือไม่ไกลแล้วก็ขี้เกียจอ่านหนังสือสอบ ขี้เกียจทำรายงาน
...อะไรประมาณนี้ ^^"

ขอให้การสอบเป็นไปดังหวังนะคะ ^^

#20 By แห-ม่ม (58.10.102.236) on 2009-03-10 03:46

ชอบเรื่องนี้ตรงที่แต่ละคนที่ได้รับอิคิงามินั้นมีเรื่องราวที่บีบคั้นหัวใจสมกับคำโปรยหน้าปกหนังสือการ์ตูนจริง ๆ อ่ะ

แต่ถ้าถามว่า หัวใจสำคัญของการ์ตูนที่พยายามทำให้คนอ่านหันกลับไปมองคุรค่าของชีวิตนั้น เราว่าอิคิงามิยังนำเสนอได้ไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่นะ

ที่รัตนดิศรที่เขียนไว้ว่า "คิงามิอาจกระตุ้นให้คนมองเห็นคุณค่าของชีวิตก็จริง แต่ผู้ที่จะมองเห็นได้อย่างที่ว่านั้นก็เฉพาะแต่คนที่ได้รับอิคิงามิแล้วเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆ ก็ยังคงใช้ชีวิตอย่างเดิมๆ โดยไม่ได้ตระหนักถึงอนาคตมากกว่าที่เคยเป็น ว่าก็ว่าเถอะ, แม้แต่คนที่ได้รับอิคิงามิเอง ก่อนหน้านี้ก็ยังใช้ชีวิตไม่ต่างจากคนธรรมดาทั่วไปเลย" เราเห็นด้วยเอามาก ๆ เลยอ่ะ เพราะอ่านแล้วยังไม่สามารถคล้อยตามให้รู้สึกได้เลยว่าเจ้านโยบายแห่งชาติอะไรนั่นจะทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง

กลับกัน, เราเชื่อว่าชีวิตของมนุษย์ทุกคนมีค่าเท่าเทียมกัน ใครบางคน-ในสายตาเรา-อาจจะใช้เวลาในหนึ่งวันได้ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีสิทธิไปตัดสินชีวิตคนอื่นได้

อีกอย่างเวลาเพียง 1 วันที่เหลืออยู่ อัตราส่วนของคนรับสาส์นที่จะทำความดี เทียบกับคนที่จะทำความชั่วเพื่อปลดเปลื้องความตื่นตระหนกของตน เราว่าอย่างหลังจะมากกว่าน่ะสิ (เพราะความชั่วทำง่ายกว่าเยอะ)

คิดไปแล้วอิชิคางิคงเป็นกฎที่นำมาใช้จริงไม่ได้ล่ะมั้ง ทั้งริดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ และท่าจะเป็นโทษมากกว่าประโยชน์

#21 By Highwind on 2009-03-10 13:39

ยังไม่ได้ไปหามาอ่านเลยแฮะ
ลองไปหามาอ่านมั่งดีกว่า ^^

#22 By MPD●VeNTRiLOQuiST™ on 2009-03-16 22:50

เป็นการ์ตูนที่ผมแอนตี้มากเรื่องนึงครับ เพราะมันลักลั่นย้อนแย้งในตัวเอง การพยายามชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของชีวิตโดยการจงใจคร่าชีวิตผู้อื่นเป็นการสร้างความชอบธรรมให้จิ๊กซอว์ในซีรี่ย์ Saw โดยแท้ แม้ฆาตกรจิ๊กซอว์จะตัวคนเดียว แตกต่างกับความเห็นชอบของรัฐบาลในอิคิงามิ แต่ก็เป็นการใช้อำนาจของคนส่วนน้อยมากำหนดเส้นตายให้คนอื่นเหมือนกัน ผมมองว่ามันอาจเป็นการสอนให้คนอื่นเห็นคุณค่าของชีวิตมากขึ้น แต่ตัวคนสอนเองนั่นแหละจำเป็นต้องได้รับการศึกษาด้านสิทธิมนุษยชนให้มากขึ้น

ลองมาคิดดูเล่นๆ ถ้าหากกฎหมายแบบนี้มีจริงมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว และไอน์สไตน์เป็นคนหนึ่งที่หวยลง ได้สาส์นสั่งตายพอดี มันจะเป็นเรื่องสมควรหรือไม่ในการที่เราจะยอมเสียยอดอัจฉริยะหาตัวจับยากของโลกไปเพียงเพื่อนโยบายเพ้อพกเช่นนี้ สมมติว่าเราแก้กฎได้ในภายหลังหากไม่ต้องการบุคคลนั้นๆ ตาย (เช่นหาทางรักษาพิเศษที่ต้องใช้งบประมาณสูง บุคคลทั่วไปอาจรักษาไม่ได้) รัฐบาลจะช่วยอัจฉริยะระดับไอน์สไตน์ไหม หากคุณยอมให้ไอน์สไตน์ตายแสดงว่าคุณขาดทุนค่าเสียโอกาส หากคุณไม่ยอมแสดงว่าคุณไม่ได้ให้คุณค่ากับกฎนั้นจริงๆ แต่พลิกลิ้นได้เพื่อผลประโยชน์

ถ้ามองมนุษย์เป็นทรัพยากรอย่างนี้ เรื่องอะไรที่สังคมต้องทำลายทรัพยากรของตัวเองแบบนี้ด้วย?

#23 By P.S. on 2009-07-16 18:00

ยังไม่ได้ดูแบบmovieเลย
อ่านแต่ตัวการ์ตูน
สนุกดี

#24 By NEEJARUCH~ นุชจะ Fight! on 2009-07-21 22:57