.

สวัสดีเพื่อนๆครับ

อัพบล็อกห่างจากครั้งก่อนแค่สิบกว่าวัน แต่ในใจของข้านั้น...ช่างรู้สึกว่ามันยาวนานเสียนี่กระไร

ชีวิตการทำงานที่วอร์ดสูตินรีเวช โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ก็ยังดำเนินต่อไป เกือบจะครบเดือนแล้วครับ...ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรมาก กับการรั้งตำแหน่ง Top 3 โรงพยาบาลที่มีอัตราการทำคลอดสูงที่สุดในประเทศ...แต่ตอนนี้ผมพูดได้เต็มปากเต็มคำแล้วว่า...มัน...หนัก หนักสมคำร่ำลือ หนักเกินไป หนักจนไม่น่าให้อภัยแล้วเว้ยเฮ้ย !!

จนถึงตอนนี้ แม้จะยังไม่ชินกับงานหนัก แต่ผมก็เริ่มคุ้นเคยกับชีวิตการอยู่เวร 24 ชั่วโมงต่อวัน แบบมีงานให้ทำเต็มสูบ /การโดนปลุกไปดูคนไข้ฉุกเฉินทุกต้นชั่วโมง หลังเวลาเที่ยงคืน /การตรวจภายในคนท้อง วันละหลายสิบคน จนเก็บไปฝัน /การขูดมดลูกเหล่าวัยรุ่น ที่ชอบแอบไปทำแทงก์เถื่อนจนเป็นเรื่อง / การเข้าทำ และเข้าช่วยผ่าท้องคลอด (Caesarean section) อีกสามสิบกว่าเคส ในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์...และบททดสอบอื่นๆ ที่หนักหนายิ่งกว่าการต่อสู้กับเหล่า 18 อรหันต์ มนุษย์ทองคำสำนักเส้าหลินมากมายนัก...พูดไป ก็จะน่าเบื่อซะเปล่าๆ งั้นวันนี้ มาคุยเรื่องอื่นกันดีกว่านะครับ ^^

-----------------------------------

เพื่อนๆเคยใช้บริการโรงพยาบาลรัฐบาลบ้างมั๊ยครับ?

ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาเนี่ย พอพูดถึงโรงพยาบาลของรัฐแล้ว หลายๆคนก็จะร้องยี้กันออกมาทีเดียว กับปริมาณคนไข้ที่มหาศาล การรอคิวครึ่งค่อนวัน ก่อนจะได้ไปพบกับหมอเพียงแค่ไม่กี่นาที ถูกถามๆ ลูบๆคลำๆ แล้วก็ออกมาจ่ายเงิน รับยากลับบ้าน

คนหลายคนไม่พอใจกับรูปแบบบริการเช่นนี้ และบ่นว่าไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควร...ใครมีเงินหน่อย ก็เลือกที่จะใช้บริการโรงพยาบาลของเอกชนอย่างไม่ลังเล แต่อีกหลายคนไม่มีทางเลือกมากนัก ก็ได้แต่เสียเวลาทั้งวัน เพื่อพบหน้าหมอในเวลาสั้นๆ

สิ่งที่หลายๆคนคิดกัน ไม่ใช่เรื่องผิดครับ เพราะก็ต้องยอมรับว่า โรงพยาบาลของรัฐบาลนั้น มีข้อจำกัดในหลายๆด้าน ทั้งบุคลาการ ทรัพยากร เงินทุน และอื่นๆ...ทางบ้านผมเอง ก็ไม่เคยได้ปลื้มกับจุดนี้ และเลือกที่จะไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนทุกครั้งที่มีโอกาส

แต่พอได้มาทำงาน ได้มาอยู่ในมุมกลับกันแล้ว...ผมก็เริ่มที่จะเห็นอะไรๆในด้านที่ตัวเองในสมัยก่อน ไม่เคยเข้าใจ และวันนี้ก็พอจะหาคำอธิบาย (หรือข้ออ้าง)มาพูดให้ฟังกันได้บ้าง ถึงชีวิตและข้อจำกัดของแพทย์ ที่ไม่สามารถตอบรับความต้องการของคนไข้ได้อย่างเพียงพอเสียที...โดยยกตัวอย่างผ่านชีวิตของหมอสูตินรีเวช ที่ผมมาคลุกคลีอยู่แบบ around the clock นี่นะครับ

ชีวิตหมอๆ ที่คนไข้ควรเข้าใจ

1. แพทย์เวรที่ทำงานนอกเวลาราชการ โดยมากจะอยู่เพียงคนเดียว...หลายครั้งอาจต้องรับผิดชอบมากกว่าหนึ่งจุด แม้ว่าคนไข้จะหมุนเวียนอย่าง dynamic มากเพียงไร

เช่น หมอสูตินรีเวชคนหนึ่ง อาจจะต้องรีบร้อนผ่าท้องคลอดอยู่ร่วมชั่วโมง ก่อนจะรีบวิ่งไปดูคนไข้ฉุกเฉิน ที่มีเลือดออกผิดปกติไหลจากช่องคลอด และต้องรีบไปสั่งยาให้กับคนไข้หลังขูดมดลูก ที่มีอาการปวดจุกท้องขึ้นมากลางดึก ก่อนที่จะกลับขึ้นไปผ่าท้องคลอด คนไข้คนถัดไป...วนเวียนเป็นแพทเทิร์นเดิมๆ ตลอดทั้งคืน จนถึงเช้า

หากเห็นคุณหมอท่านใด ทำหน้าง่วง และเซื่องซึม ก็ขออย่าเพิ่งได้ไม่พอใจนะครับ โปรดเชื่อมั่นว่า ทุกคนจะพยายามดูแลท่านอย่างเต็มที่

2. ไม่มีวันหยุดยาว สำหรับเหล่าแพทย์...ถ้าว่ากันตามระบบการทำงานแล้ว อย่างน้อยแพทย์คนหนึ่งๆที่รับผิดชอบดูแลคนไข้บนวอร์ด จะต้องมาเดินดู ซักถาม และสั่งการรักษาให้กับคนไข้ในความดูแลของตัวเองทุกๆเช้า ตลอดทั้ง 7 วันต่อสัปดาห์

หากไม่ได้แลกเวร หรือขอวันหยุดแล้ว...ก็จะไม่มีช่องว่างให้ได้พักผ่อน หรือนอนตื่นสายได้เลย ถึงแม้เมื่อคืน จะเพิ่งออกจากห้องผ่าตัดมาตอนหกโมงเช้าก็ตามที

ใครมีเพื่อน หรือแฟนเป็นหมอ จะเข้าใจจุดนี้อย่างที่สุด...ถ้าจะให้ดี เข้าใจแล้ว ช่วยเห็นใจ และอย่าถือโกรธด้วยนะครับ ถ้าไอ้หมอตัวดี มันไม่เคยมีเวลาให้เลยซํกนิด

3. โรงพยาบาลหลายแห่ง ไม่ได้มีแพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อยู่ให้คำปรึกษาได้ทุกวัน และทั้งคืน...แต่ความลักลั่นย้อนแย้งอยู่ที่ว่า คนไข้หลายๆคนไม่ต้องการที่จะรอตรวจหลายชั่วโมงในตอนเช้า จึงเลือกที่จะมาพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉิน ในยามค่ำคืนอยู่เสมอ...ก่อนที่จะได้คำตอบ (จากแพทย์เวรที่ต้องคอยโดนปลุกมารับหน้าเสื่อ)ว่า ให้กลับมาดูอาการอย่างละเอียดในวันรุ่งขึ้น จากแพทย์เฉพาะทาง

เรื่องบางอย่าง เสียน้อยเสียยากนะครับ ถ้ามีข้อจำกัดเรื่องเวลาจริงๆ ท่านอาจต้องพิจารณาใช้บริการคลินิก หรือโรงพยาบาลเอกชนแทนที่

4. ช่วงเวลาทำงานของแพทย์ ซอยย่อย และมีไทม์ลิมิตมาก...แม้จะไม่ใช่ช่วงไฮซีซัน ก็จะมีคนไข้มาที่ตึกผู้ป่วยนอกในตอนเช้าวันละเป็นร้อยๆคน ซึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนหมอแล้ว เรียกได้ว่า ในช่วงเวลาออกตรวจผู้ป่วยนอก 3ชั่วโมงตอนเช้านั้น หมอแต่ละคนจะมีคนไข้ที่ต้องดูประมาณ 30-40 คนได้ นั่นหมายถึงว่า หมอหนึ่งคนจะมีเวลาให้กับคนไข้คนนึงเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ก็ตาม...ดังนั้น ย่อมเลี่ยงไม่ได้ ที่คนไข้หลายๆคน จะรู้สึกว่า ไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควร

แล้วทำไมแพทย์ไม่มาออกตรวจให้เร็วขึ้น? ทำไมไม่ตรวจเลทๆ กินเวลาช่วงบ่ายไปซักหน่อย? ทำไมบลาๆๆ?

...จากข้อหนึ่ง...แม้จะไม่ได้อยู่เวร แต่ตารางเวลาก็ยังอัดแน่น หากมาให้เวลากับกิจกรรมอย่างหนึ่งมาก ก็หมายถึงว่า เวลาที่จะมีให้กับงานส่วนอื่นๆ ก็จะลดลงไปเป็นลูกโซ๋

แล้วทำไมไม่ไปลดตรงเวลาทานข้าว เวลานอน หรือเวลาพักผ่อน?...........ไหว้เถอะนะครับ

5. การอยู่เวรแบบต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง/แบบต่อเนื่อง 36 ชั่วโมง /แบบวันเว้นวัน หรืออื่นๆ ไม่ได้มีไว้พูดเอาเท่ห์...แต่เป็นงานที่ต้องทำอย่างจริงจัง และหากในช่วงไหนมีงานคึกคักหน่อย ก็อาจไม่ได้นอนตอนกลางคืน ก่อนรวบยอดไปออกตรวจคนไข้ตอนเช้าต่อเลย...หากหมอของท่าน มีอาการไม่ active หรือไม่ได้แสดงอาการกระตือรือร้นสนใจตัวท่านมากเท่าที่ควร ก็ขอให้โปรดเข้าใจซักเล็กน้อย ว่าอย่างไรเสีย เขาก็ยังตั้งใจที่จะดูแลท่าน

6. หมอส่วนมาก จะดูจุดประสงค์คนไข้ออก แม้จะพยายามปิดบัง...คนไข้บางคน ไม่ได้มีอาการผิดปกติอะไร แต่ต้อง"เจ็บป่วยอย่างประหลาด"เข้ามา เพียงเพราะต้องการขอใบรับรองแพทย์ไว้ลาหยุด

...คนไข้บางคน ไปทำแทงก์เถื่อนด้วยวิธีพิสดารไว้กับคลินิกผิดกฏหมาย จนมีปัญหาตามมา และต้องอ้างชื่อโรงพยาบาลดังๆหลายแห่ง ว่ารักษามาไม่ดี จึงอยากให้ขูดมดลูกแก้ไข

คนไข้เด็กน้อยบางคน ปฏิเสธหัวชนฝา และด่าทอหมอเสียๆหายๆต่อหน้าพ่อแม่ ว่าไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ แม้ผลปัสสาวะจะบ่งชัด และตรวจพบทารกอยู่ในท้อง

คนไข้วัยรุ่นบางคน เพิ่งทราบว่าตัวเองตั้งครรภ์ และมีการแทงก์ไปแล้ว ต้องการให้หมอรีบนำเด็กออก และปล่อยตัวเองกลับบ้าน ภายในวันเดียวกันนั้นเลย ด้วยเหตุผลว่า ไม่ต้องการให้ที่บ้าน และที่ทำงานทราบ

ฯลฯ

-----------------------------------

ความต้องการหลายๆอย่างของคนไข้ ที่ไม่เคยได้รับการตอบรับ และไม่ได้อย่างที่ใจต้องการนั้น...หลายๆเรื่อง เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน และต้องการมุมมองที่ครอบคลุมจุดยืนของทั้งสองฝ่าย

หลายครั้งที่แม้ตัวหมอจะรู้ถึงความจำเป็น และจุดประสงค์แอบแฝงของคนไข้แล้ว ก็ยังไม่สามารถทำตามสิ่งที่คนไข้ต้องการได้ จะด้วยเหตุผลทางกฏหมาย หรือทางจรรยาบรรณก็แล้วแต่...

ตัวผมเอง เพิ่งได้เข้ามายืนมองจากจุดนี้แค่ไม่นานเท่าไหร่ แต่ก็พอจะเห็นถึงข้อจำกัด และความขัดแย้งตรงนี้...ก็ได้แต่หวังเพียงว่า อยากให้คนต่างฝ่าย ได้พยายามปรับเข้าหากัน เพื่อให้มาถึงจุดที่จะมีความสุขที่สุดกันทั้งคู่นะครับ

-----------------------------------

ส่วนตัวผมเอง ตอนนี้ก็แทบไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนไกลเกินรัศมีโรงพยาบาลเลย หนัง Watchmen ที่ว่าจะดู ก็ยังไม่ได้ดู,งานสัปดาห์หนังสือที่ว่าจะไป ก็ยังไม่ได้ไป,แม้กระทั่งหงสาจอมราชันย์เล่มใหม่....ยังต้องซื้อเอาจากเซเว่นใต้โรงพยาบาลเลย ให้ตายเถอะ!!! ฟากฟ้า! ฟากฟ้าตายแล้ว !!

.

รักมุมมองต่างจุดยืน

รักคนอ่านครับ #__#//

ไว้เจอกันใหม่~~

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ขอสอบถามหน่อยนะคะ

ที่อยู่เวร24ชม.บ้าง 36ชม.บ้าง

คุณหมอไม่ง่วงเหรอค่ะ แล้วทำยังไงถึงอยู่ได้ดึกขนาดนั้น

แล้วก็ อันนี้สงสัยมานานแล้ว "ทำไมหมอสูติส่วนใหญ่ถึงเป็นผู้ชาย"555+

ยังไงก็สู้ๆนะคะbig smile

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
ชีวิตหมอต้องทุ่มเทจริงๆนั่นแหละ เป็นกำลังใจให้ค่ะ

ปล.หนูๆ หนูเป็นเด็ก(เกิด)รพ.นี้
ปอ.คุณหมอเดินไปไกลถึงร้านข้าวหมกไก่รึเปล่าคะ อร่อยน้า แนะนำๆ

#2 By ลูกคนโตเอง on 2009-04-01 19:29

Nostalgia...สูตินรีเวช

* น้องthinkking...ว่าด้วยการเรียนหมอ โดยส่วนตัวผมคิดว่า ความอดทน ความสม่ำเสมอ และความขยันเนี่ย สำคัญกว่าความรู้มากๆครับ ต่อให้เก่งมาจากไหน แต่ถ้าอดทนไปได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง ก็จะจมอยู่กลางทางแน่นอน

* คุณkaikanu...ขอบคุณสำหรับคำอวยพรคร๊าบ เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผมตอนนี้มากๆ confused smile

* คุณ Her highness*Jenova*...การเป็นหมอ ไม่ได้ยากอย่างที่คิดครับ สิ่งสำคัญคือ การเป็นให้ตลอดรอดฝั่ง...ถ้ามีความมุ่งมั่นที่จะเป็นถึงขนาดนี้ ก็คิดว่า เป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้วครับ big smile

* SUPERNUT...ถ้าถึงวันที่ได้เป็นหมอจริงๆ อย่าลืมมาบอกให้รู้กันด้วยนะ จะร่วมแสดงความยินดี ^^

ส่วนเรื่องมาเยี่ยมนี่ ก็น่าสนใจอยู่...เพราะตอนนี้ ตัวพี่เองไม่สามารถออกนอกขอบเขตโรงบาลไปไหนได้เลย กลายเป็นวิญญาณติดที่ไปซะแล้วววววว

* พี่หมอเชน...ถ้าเน้นเรื่องบำรุงครรภ์เป็นหลัก ผมคิดว่าน่าจะยังพอไหวนะครับ ที่ผมบ่นหนักๆๆๆเนี่ย ส่วนใหญ่ก็มาจากห้องผ่าคลอดทั้งนั้น จะอ๊วกอยู่แล้วววว

รับรองว่า พี่เชนจะยังมีเวลานอนพักผ่อน หน้าเด้งได้อยู่เช่นเดิมแน่นอน question

* น้องทราย...เรื่องเสียงฝีเท้าเกินมานั้น เนื่องจากบริเวณนั้น เป็นทางเดินอันวังเวง เป็นพื้นปูกระเบื้อง และเป็นผนังปิด จึงเป็นเสียงสะท้อนขึ้นทุกครั้งที่ก้าวเท้าครับ

ส่วนไอ้เรื่องคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ของเสียงเกินสามก้าวเนี่ย...
...
.....มันจะไปมีได้ยังไงล่ะครับ ! ปัดโถ่ !!


* เจ๊บี...เริ่มชินกับชีวิต extern รึยังหล่อน ของเรา ยังไม่ชินเลยแม้แต่น้อย...หนักยังกะม้า
ถ้าสนใจฟูลรีวิวที่เจริญกรุง เดี๋ยวจะไปเมาท์ให้ฟัง รับรองว่า ไม่อยากมาซักกะวอร์ดแน่นอน !! sad smile

* พี่เส่ง...ขอบคุณมากคร๊าบ

* SkyKid คุง...ตอนนี้ผมพัฒนาไปอีกขั้นแล้วครับ โอเปอเรเตอร์สามารถเรียกนามสกุลเต็มๆผมได้แล้ววววว
ให้ตายเถอะโรบินนนนน

* เอริธจัง...พยาบาลที่นี่ ส่วนใหญ่ที่ผมเจอ จะค่อนข้างดีเลยล่ะครับ (เป็นสิ่งที่ตัวผมไม่ได้พบเห็นบ่อยนัก) ใจเย็น ใจดี เต็มใจสอน และช่วยกันทำงานกับผม โอ้ว ไม่นึกไม่ฝัน ว่าจะได้เจอเหตุการณ์เช่นนี้จริงๆ

ผมมีหลักยึดประจำตัว ที่ส่งมอบมาจากพี่ๆว่า ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไง จงอย่าทะเลาะกับพยาบาลเป็นอันขาด เพราะ "เรา จะ ไม่ มี ทาง ชนะ".......ผมเห็นด้วยทุกประการครับ confused smile

#3 By Zieghart on 2009-04-01 19:37

* น้ำส้ม...ที่เราหลอนที่สุดของเจริญกรุง คือไอ้ระบบเสียงตามสายนี่ล่ะ จะกิน จะนอน จะอู้ จะอ่านหนังสือหลบมุมอยู่ที่ไหนก็ตาม พอมีสัญญาณ ตึง ตึ่ง ตึ๊งงง ดังขึ้นมาทีไร เป็นอันสะดุ้งเฮือก ต้องคอยเงี่ยหูฟังอยู่ทุกที อายุสั้นไปเยอะเลย T_T

* นู๋ลูค...ตอนเป็นน้องๆ เราก็ทำวีรกรรมกับพี่ๆไว้มาก ตอนนี้มาสลับบทบาทกันแล้ว ยังวางตัวไม่ถูกเลยแฮะ ^^" ตั้งใจว่าจะใจดีกับน้องๆให้มากๆละกัน เนอะ

* Detonator...ตอนนี้ห้องพิเศษชั้นที่ผมอยู่ คึกคักขึ้นมาเล็กน้อยแล้วครับ ด้วยการเพิ่มคนมาอยู่ จากสามห้อง เป็นสี่ห้องแล้ว !! เอ้า เฮ~~~

และความสุขเล็กๆน้อยๆอย่างเดียวที่มีตอนนี้คือ การมาเล่นเนทหลังเลิกงานครับ ^^"

* Shuu คุง...ถ้าพูดเรื่องจัดห้อง เราก็อวด(?)ได้เหมือนกัน เพราะไม่ได้จัดมา อืม...หลาย...หลายปีมากๆแล้วล่ะ cry

* คุณ MPD●VeNTRiLOQuiST...ดีครับ เรียนสัตวแพทย์ ถ้าผมเป็นอะไร จะได้ขอคำปรึกษา (เฮ้ย??)

เพื่อนผมก็มีคนเรียนสัตวแพทย์เหมือนกัน ตอนนี้จบไปแล้ว แต่จำได้ว่า เจอทีไร มันบ่นทุกทีเลย ว่า anatomy สัตว์ ยากสุดๆ !! confused smile

* คุณ monboy01...สิ่งที่ผมพัฒนาจากการเรียนหมอ คือการ "ไม่กลัวศพ" "ไม่กลัวเลือด" ครับ แต่เรื่องอื่นๆ เหนือธรรมชาตินี่....ก็อีกเรื่องนึงนะ 555

* Highwind...ตอนนี้กำลังพยายามฟิตอย่างยิ่งยวด อย่างน้อยทำงานเหนื่อยแล้ว ก็อยากได้ทักษะ หรือความรู้กลับไปเยอะๆหน่อยน่ะนะ เฮ่อ แต่เหนื่อยนี่ ของจริงเลยว่ะ

ขอให้โชคดีกับชีวิต med เจริญกรุงที่กำลังจะมาถึง เราเห็นแล้วเหนื่อยแทนเลย เดี๋ยวถ้ามีโอกาส จะ spoil ให้ฟัง

* Chill คุง...เกมส์สร้างโรงบาลนี่ ใช่ซีรีย์ Theme hospital รึเปล่า ^^

ส่วนเรื่องห้องพักชั้นวังเวงนั้น ตอนนี้ชินแล้ว แต่ยังคอนเฟิร์มว่า น่ากลัวจริง !!!

* ยัยน้องพี...ไม่ได้เจอกันตั้งนานมาก ชีวีมีสุขดีใช่มั๊ยเธอ ว่างๆออนเอม คุยกันบ้างนะ (....แต่พี่นี่ล่ะ ที่จะไม่ได้ออน ==")

* พี่วลาดิมีร์...เทคนิคในการเล่น DQ จนจบนั้น มันง่ายมากครับปูทัน

ผมมักจะโดนเรียนตอนต้นชั่วโมง รอจังหวะนอนเคลิ้มๆแล้วค่อยเรียก (ตีหนึ่ง ตีสอง ตีสาม เป็นต้น) ซึ่งสร้างความหงุดหงิดงุ่นง่านให้ผมอย่างมาก และจะมึนส์หัวทุกเช้า...เลยแก้ปัญหาด้วยการ...ไม่นอนแม่ม ต่อเนื่องยาวเลย !! จังหวะที่รอคนไข้กำลังมานั้น ผมก็กด Ds ไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนจบในที่สุด !!!(แต่วันรุ่งขึ้น ก็มึนส์อยู่ดี ห่านเอ๊ย !!)

ส่วนตอนนี้ นอกจากจะหนักๆตรงต้นคอแล้ว รูปถ่ายของผม ยังพบว่า มีเงาประหลาดเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย!!! กรี๊ดดดดดด

* พี่nudee...ขอบคุณสำหรับกำลังใจคร๊าบบบ ตอนนี้ได้เท่าไหร่ก็ไม่พอจริงๆ confused smile

#4 By Zieghart on 2009-04-01 19:50

ชีวิตแพทย์ เป็นอีกโลกหนึ่งที่แตกต่างจากคนทั่วไป แม้หลายคนจะพยายามทำความเข้าใจสักเพียงไร แต่หากไม่ได้เป็นแพทย์กันจริงๆ แล้ว ความเข้าใจนั้นก็เพียงผิวเผิน หรืออาจเข้าใจผิดไปไกลทีเดียว

ที่พูดอย่างนี้ ไม่ได้ต้องการอวดอ้างว่าชีวิตแพทย์วิเศษกว่าคนอื่นแต่อย่างใด ตรงกันข้าม, ในหลายๆ ครั้งกลับเป็นชีวิตที่อนาถาเกินไปด้วยซ้ำ แต่เพราะสังคมของแพทย์นั้นเป็นสังคมที่ค่อนข้างปิด หรือแม้ไม่ปิดก็ไม่ค่อยมีคนอยากเดินเข้ามารับรู้ ได้แต่เพียงมองอยู่นอกประตูแล้วคาดเดากันไป เมื่อเป็นอย่างนี้ กว่าผู้ป่วยกับแพทย์จะคุยกันเข้าใจก็ใช้เวลามากทีเดียว แถมบางทีอาจจะคุยกันไม่เข้าใจด้วยซ้ำไป

คงต้องอาศัยเวลาและความเข้าใจ ซึ่งได้แต่หวังว่าสักวันคงจะเป็นจริง...

...

ส่วนเรื่องเด็กท้องแล้วทำแท้ง สมัยนี้คงเป็นเรื่องธรรมดา หลายคนอ้างว่าไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ทั้งๆ ที่มีตัวเด็กอยู่ในท้อง สงสัยจะได้ยีนของปลากัดแฝงอยู่ในตัวจึงท้องแม้เพียงแค่มองตา หรือไม่ก็คงไปยืนกินลมอย่างนางสวาหะในรามเกียรติ์
sad smile

...

สุขสันต์ชีวิตหมอสูติ์ครับ

#5 By รัตนาดิศร on 2009-04-01 19:52

อ๊าค

ขนาดแค่ปีหนึ่งจบ กะลังจะขึ้นปีสองยังรู้สึกว่า คิดถูกคิดผิดน้าที่เลือกเรียนสุดโฉดดด โฮกกก

แอบน้อยใจค่ะ นู๋เรียนมาแทบตาย แต่พอจบก็มีโอกาสโดนฟ้องง่าย T-T ก็หมอเป็นคนเหมือนกันนะคะ ไม่มีใครอยากให้ผิดพลาดหรอกค่ะ

แต่สู้ตายค่า!!!!!!!!
คงเลือกไม่ผิดหรอกเนาะ cry

#6 By ☂ YukiUsagi ★ on 2009-04-01 19:57

งานหนักจริงๆ ...คงพูดได้คำเดียว สู้ต่อไปท่าน Zieghart
ว่าแต่ ต้องอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหนหรอ ?

ส่วนคำพูดจากรุ่นพี่ที่ว่า อย่าไปทะเลาะกับพยาบาลเพราะไม่มีทางชนะ << ทำไมช่างน่ากลัวแบบนี้คะเนี้ยsad smile

#7 By aerith-chan on 2009-04-01 20:15

เคยอ่านกระทู้ในพันทิปเกี่ยวกับเซอร์วิสมายด์ของหมอ

บางทีก็รู้สึกว่าคนไข้ต้องการอะไรที่หมอไม่สามารถให้ได้นะคะ
คนไข้ทุกคนไม่ต้องการรอหมอนาน แต่ทุกคนกลับต้องการพบหมอนานๆ ลักลั่นย้อนแย้งเนอะ

เป็นกำลังใจให้พี่ปัตย์นะคะ
Hot!

#8 By Nagi on 2009-04-01 21:53

เป็นหมอน่าเห็นใจมากๆครับ สู้ๆนะครับ ถ้าทุกคนเอาใจเขามาใส่ใจเรา มองมุมของอีกฝ่ายบ้างก็คงจะดี confused smile Hot!

#9 By SkyKiD on 2009-04-01 21:53

สู้ๆคุณหมอ อย่าลืมแบ่งเวลาไปเล่นมเกมส์บ้างนะ ว่าแต่จะมีเวลาว่างหรือ...sad smile

#10 By on 2009-04-01 22:12

ถ้าเป็นไปได้ อย่าลืมรักษาสุขภาพตัวเองด้วยนะคะ (><
Hot!

#11 By ohohoh on 2009-04-01 23:24

เข้าใจแน่นอน
มีพ่อเป็นหมอ เหอๆ sad smile

#12 By Detonator on 2009-04-01 23:31

Hot! Hot! Hot! สู้ต่อไปนะครับคุณหมอครับ

เอาใจช่วยหมอผู้อุทิศตนเสมอครับผม m(_ _)mHot! Hot! Hot!

#13 By monboy01 on 2009-04-01 23:36

ขอบคุณที่เลือกเป็นคุณหมอนะคะ

แต่ยังไงก็อย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเอง

ล่ะก็

สู้ๆๆๆๆ นะคะ double wink

#14 By [[ FunGi ]] on 2009-04-01 23:49

อ่านแล้วเห็นด้วยเลยล่ะ จริง ๆ น่าจะตีแผ่เรื่องราวชีวิตการทำงานขของแพทย์ออกสู่สังคมภายนอกเยอะ ๆ นะ เผื่อจะได้เข้าใจกันมากขึ้น ปัญหาฟ้องร้องจะได้ลดลงบ้างน่ะ

โดยเฉพาะ...อยากให้เข้าใจว่าแพทย์ก็คน-ที่มีหิว, มีง่วง, มีมึน, มีโกรธ-เหมือนกัน

(น่าเศร้าตัวเองมาก ๆ เป็นผู้นำด้านสุขภาพโดยตรงแต่กลับไม่มีเวลาให้ออกกำลังกาย กินอาหารไม่เป็นเวลา และจิตใจเต็มไปด้วยความเครียด)

แล้วก็ควรจะมีการเผยแพร่พวกความรู้พื้นฐานในการดูแลสุขภาพตนเองสำหรับประชาชนทั่วไปด้วยนะ คนจะได้รู้จักดูแลตนเอง สามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ และลดโหลดงานของแพทย์ ให้เก็บแรงไว้สำหรับเคสรุนแรงจริง ๆ

อย่างไรก็ตาม, เราต้องไม่ลืมว่า 'วิชาาชีพ' แพทย์เป็นสิ่งที่แตกต่างจาก 'อาชีพ' อื่น ๆ โดยสิ้นเชิงในหลาย ๆ ด้าน

ทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและความเป็นความตายของบุคคลอื่นโดยตรง (บางครั้งถึงขนาดตัดสินเป็น-ตายได้เลย), ทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเหตุผลทางจริยธรรมอย่างมาก, อีกทั้งเรื่องที่เป็นวิชาชีพ 'กึ่ง' บริการที่แทบจะไม่สามารถเปิดโอกาสให้เกิดความผิดพลาดต่อผู้รับบริการได้เลย ฯลฯ

ดังนั้น...คำพูดสุดเท่ห์ที่ว่า 'พลังอันยิ่งใหญ่ย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่' ย่อมเป็นจริงสำหรับวิชาชีพนี้เสมอ

คนเรียนแพทย์ที่คิดว่าจะเป็นแพทย์ต่อไปคงต้องยอมรับตรงจุดนี้ก่อนล่ะนะ

เราเองก็เริ่มจะชิน แล้วก็แทนที่จะมองว่าเป็นสิ่งน่าเบื่อ หรือน่าหวาดหวั่น, ก็พยายามมองวิถีชีวิตสุดพิศดารแบบนี้ให้เป็นความท้าทายที่มีเพียงคนส่วนน้อยที่โง่...เอ๊ยสามารถผ่านมันได้แทนอ่ะ

อ่ะช่วย ๆ กัน Hot!

#15 By Highwind on 2009-04-01 23:50

สู้เค้านะ เพื่อนแพทย์

ตอนนี้เราเป็นที่กล่าวขานในหมู่พี่พยาบาล ว่าเวรหมอรุจาเนี่ย เยินจิง sad smile
ล่าสุดเดินเข้าไปใน OR พี่พยาบาลร้องอย่างตกใจ "หมอเข้ามาทำไม... พี่กลัว" sad smile sad smile sad smile

แต่เยินยังไงก็สู้ของปัดจังไม่ได้หรอกมั้ง question

#16 By fontis on 2009-04-02 16:24

เคยใช้บริการโรงพยาบาลรัฐ หลายๆที่
(คนมหาศาลทุกที่)บางที่ก็วุ่นวายสุดๆ
แต่บางที่ก็วุ่นแต่มีระบบ เลย รู้สึกว่าถ้าจัดการระบบดีๆ
ความยุ่งยากจะลดลงไปเยอะเลย

#17 By wesong on 2009-04-02 19:28

โธ่... ~.~
จำได้ เคยด่าหมอตอนสมัยเป็นเด็ก ๆ
เพราะไปรอนานอยู่ครั้งนึง
ยังรู้สึกผิดเท่าทุกวันนี้ (ได้ยินข่าวเมื่อกว่า 15 ปีที่แล้ว เว่อเกิ๊นนน..สำนึกดีจัด)

โรงบาลรัฐเก๋จะตายยย ยิ่งเป็นโรงบาลฝึกหัดหมอ ยิ่งแซ็บ
ตรวจอะไรที โดนลุมล้อม เหมือนเราเป็นคนสำคัญ
ชอบ ๆๆๆ 5555

ให้ดิ้นตายยยย...ยังรักการเข้ารับบริการจากโรงบาลรัฐอยู่จ้าๆๆ
(ถ้าไม่ฉุกเฉินจริงๆ ^^")

#18 By :P (124.120.34.80) on 2009-04-02 20:44

เออ พี่ปัดพีลืมบอก
โคตรชอบตรง "แล้วทำไมไม่ไปลดตรงเวลาทานข้าว เวลานอน หรือเวลาพักผ่อน?...........ไหว้เถอะนะครับ " 5555 เหมือนแบบ..
พอเห๊อะ..กะรู ไม่ไหวแว้วววว..
sad smile
ออนเอมเจอกัน เจอกันไม่ออนเอม..เอะ !? -*-
*คอมเมนท์ครานี้ ยาวจังวะ? - -

#19 By :P (124.120.34.80) on 2009-04-02 20:48

การทำงานกับชีวิตคนนี่ทั้งกดดันและเหนื่อยยิ่งนักsad smile

รู้สึกขัดตรงการช่วยชีวิตคนต้องอาศัยการวินิจฉัยที่รอบคอบแต่หมอกลับต้องอยู่เวรหามรุ่งหามค่ำพักผ่อนไม่เพียงพอ
ได้รักษาคนไข้แต่หมอกลับไม่มีเวลาดูแลสุขภาพตนเอง

รู้สึกมันแปรผันแปลกๆไงไม่รู้


ยังไงก็
เป็นกำลังใจให้หมอสู้ๆนะคะ big smile

#20 By .-.Chill.-. on 2009-04-03 14:03

สะ...สู้ ๆ เข้านะคะท่าน=[]=!!!
เห็นถึงความยากลำบากที่ส่องประกายเรืองรองออกมาจากข้อความ...มีความรู้สึกว่าท่านเหมือนเคียวน์คุงขึ้นทุกทีเลยค่ะ= =!!! (ไม่เกี่ยว)

โดยชีวิตปกติ เป็นคนที่เวลาป่วย ถ้าป่วยน้อยจะไปหาหมอที่คลีนิกหรือไม่ก็นอนพักอยู่บ้าน แต่ถ้าป่วยหนักก็ไปโรงพยาบาลรัฐบาลอย่างเดียว ไม่เคยไปโรงพยาบาลเอกชนสักทีเลยค่ะ=[]=!!
ถือเป็นคนกลุ่มน้อยหรือเปล่านะ? (ฮา)
ดังนั้นก็จะพอเข้าใจเหตุผลหลาย ๆ อย่างแบบที่ท่านว่ามาอยู่พอควร แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไรนะคะ คงเป็นความเคยชินมากกว่า เหอ ๆ

#21 By 「AKARI*」 : Wonderful Days on 2009-04-03 16:10

เนอะ..หมอไม่มีเวลาเจรงๆ...


ว่าแต่คุณหมอ..
ทำงานที่วอร์ดสูติ...เบื่อป่ะค่ะ..

#22 By ...tO..FeEL..LoNely.... on 2009-04-05 20:58

หนูคอมเม้นไว้แล้วในหน้าที่ TAG คนมีกึ๋น

ขอคอมเมนต์ตรงนี้อีกทีค่ะ


ปีนี้หนูไม่ติดแพทย์อย่างแน่นอนแล้วค่ะ

แต่ความอยากยังไม่หาย

ขอคำแนะนำค่ะพี่หมอ

ปีนี้หนูลงได้แค่พยาบาลกับเทคนิคการแพทย์
อันไหนดีกว่าคะพี่หมอ ตามมุมมอง


ปล.
หนูอยากจะซิ่ว
ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ

#23 By inthebee on 2009-04-07 21:30

สุขสันต์วันสงกรานต์จ้า...
ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ

#24 By nudee on 2009-04-08 19:33

ขอตอบน้อง endbee ตรงนี้ก่อนเลยนะครับ

เรื่องจะให้เปรียบเทียบระหว่างสองอาชีพที่ว่ามา ตัวพี่คงให้รายละเอียดไม่ได้มากเท่าไหร่ เพราะช่วงที่เรียนนี่ ก็ แทบไม่ได้ยุ่งเกี่ยว หรือเจอหน้าเจอตากันเลย อันนี้คงต้องแนะนำให้ลองถาม หรือไปอ่านรายละเอียดจากบล๊อกของเจ้าตัว อาชีพนั้นๆดูนะครับ

ถ้าพูดถึงเรื่องการทำงาน เท่าที่พี่มอง คิดว่าอาชีพพยาบาลนี่ ต้องเป็นคนที่มีความอดทน และเอาใจใส่สูงในระดับนึงเลยครับ เพราะชั่วโมงการทำงาน วันนึงๆจะค่อนข้างนานมาก บางครั้งอยู่ถี่ๆวันละสองกะ บางครั้งก็อยู่ยาว ต่อเนื่องเกือบครึ่งค่อนวัน

และลักษณะงาน ก็จะมีพวกงานหยุมหยิม ยิบย่อยเยอะมาก ทั้งการดูแล ให้ยา เก็บกวาด และจัดการคนไข้ตามที่หมอบอกไว้

ดังนั้น สำหรับอาชีพพยาบาลนี่ คิดว่าคงต้องตอบคำถามสำคัญให้ได้ก่อนครับ ว่าเรา"มีความสุขดี กับการบริการคนอื่นรึเปล่า?" เพราะบอกได้แน่ๆเลยว่า ตลอดการทำงานอาชีพนี้ ต้องดูแลคนไข้อย่างมากถึงมากที่สุดจริงๆครับ

-------
สำหรับเรื่องที่อยากเรียนหมอ อันนี้พี่ยังไม่แนะนำให้รีบร้อนซิ่ว ไปซุ่มอยู่บ้านตั้งแต่แรกๆครับ เพราะจะเสียโอกาสหลายๆอย่าง

อยากให้น้องเข้าเรียนคณะที่คิดว่าตัวเองชอบและเรียนไหวไปซักระยะนึงก่อน เพื่อจะได้ศึกษารูปแบบการเรียน-การใช้ชีวิตในรั้วมหาลัย รวมทั้งเป็นการหาเพื่อนใหม่ๆ หลายๆคณะไว้ด้วย (สำคัญ!)

ระหว่างนั้น ก็จะมีเวลาให้สังเกตชีวิตการเรียนของเพื่อนๆคณะต่างๆมากมายครับ รวมถึงหมอด้วย ถึงตอนนั้น ค่อยๆถามตัวเองอีกที ว่าเราแฮปปี้ดีมั๊ย กับคณะที่เรียนอยู่ และมันจะคุ้มค่ามั๊ย ที่จะมุ่งมั่นมาเรียนหมออีกที

ขอให้โชคดี หาอนาคตที่มีความสุขพบโดยเร็วนะครับ

#25 By Zieghart on 2009-04-09 00:01

หึหึหึ

ดีแล้ว ตอนนี้กฅ็ครบแล้วนะ กลับมาอยู่ข้างในซะที

ส่วนเราก็ลงจากเม็ดในและนะ เย่ ๆ ๆ

#26 By ~*LuCReZiA*~ on 2009-04-11 19:23

ยินดีที่ได้รู้จักครับ

ชีวิตหมอนี่ ลำบากแต่ก็ได้บุญ น่ะครับ

ขอให้คุณหมอสู้ๆ

#27 By golfreeze (116.68.146.74) on 2009-04-30 15:31

น่าสงสาร...แต่ก้ยังดีนะที่โรงบาลมีเซเว่น ไม่งั้นจะแย่ไปกว่านี้อีก

#28 By jackky on 2009-08-09 22:56