.

สวัสดีเพื่อนๆครับ

อัพบล็อกห่างจากครั้งก่อนแค่สิบกว่าวัน แต่ในใจของข้านั้น...ช่างรู้สึกว่ามันยาวนานเสียนี่กระไร

ชีวิตการทำงานที่วอร์ดสูตินรีเวช โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ก็ยังดำเนินต่อไป เกือบจะครบเดือนแล้วครับ...ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรมาก กับการรั้งตำแหน่ง Top 3 โรงพยาบาลที่มีอัตราการทำคลอดสูงที่สุดในประเทศ...แต่ตอนนี้ผมพูดได้เต็มปากเต็มคำแล้วว่า...มัน...หนัก หนักสมคำร่ำลือ หนักเกินไป หนักจนไม่น่าให้อภัยแล้วเว้ยเฮ้ย !!

จนถึงตอนนี้ แม้จะยังไม่ชินกับงานหนัก แต่ผมก็เริ่มคุ้นเคยกับชีวิตการอยู่เวร 24 ชั่วโมงต่อวัน แบบมีงานให้ทำเต็มสูบ /การโดนปลุกไปดูคนไข้ฉุกเฉินทุกต้นชั่วโมง หลังเวลาเที่ยงคืน /การตรวจภายในคนท้อง วันละหลายสิบคน จนเก็บไปฝัน /การขูดมดลูกเหล่าวัยรุ่น ที่ชอบแอบไปทำแทงก์เถื่อนจนเป็นเรื่อง / การเข้าทำ และเข้าช่วยผ่าท้องคลอด (Caesarean section) อีกสามสิบกว่าเคส ในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์...และบททดสอบอื่นๆ ที่หนักหนายิ่งกว่าการต่อสู้กับเหล่า 18 อรหันต์ มนุษย์ทองคำสำนักเส้าหลินมากมายนัก...พูดไป ก็จะน่าเบื่อซะเปล่าๆ งั้นวันนี้ มาคุยเรื่องอื่นกันดีกว่านะครับ ^^

-----------------------------------

เพื่อนๆเคยใช้บริการโรงพยาบาลรัฐบาลบ้างมั๊ยครับ?

ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาเนี่ย พอพูดถึงโรงพยาบาลของรัฐแล้ว หลายๆคนก็จะร้องยี้กันออกมาทีเดียว กับปริมาณคนไข้ที่มหาศาล การรอคิวครึ่งค่อนวัน ก่อนจะได้ไปพบกับหมอเพียงแค่ไม่กี่นาที ถูกถามๆ ลูบๆคลำๆ แล้วก็ออกมาจ่ายเงิน รับยากลับบ้าน

คนหลายคนไม่พอใจกับรูปแบบบริการเช่นนี้ และบ่นว่าไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควร...ใครมีเงินหน่อย ก็เลือกที่จะใช้บริการโรงพยาบาลของเอกชนอย่างไม่ลังเล แต่อีกหลายคนไม่มีทางเลือกมากนัก ก็ได้แต่เสียเวลาทั้งวัน เพื่อพบหน้าหมอในเวลาสั้นๆ

สิ่งที่หลายๆคนคิดกัน ไม่ใช่เรื่องผิดครับ เพราะก็ต้องยอมรับว่า โรงพยาบาลของรัฐบาลนั้น มีข้อจำกัดในหลายๆด้าน ทั้งบุคลาการ ทรัพยากร เงินทุน และอื่นๆ...ทางบ้านผมเอง ก็ไม่เคยได้ปลื้มกับจุดนี้ และเลือกที่จะไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนทุกครั้งที่มีโอกาส

แต่พอได้มาทำงาน ได้มาอยู่ในมุมกลับกันแล้ว...ผมก็เริ่มที่จะเห็นอะไรๆในด้านที่ตัวเองในสมัยก่อน ไม่เคยเข้าใจ และวันนี้ก็พอจะหาคำอธิบาย (หรือข้ออ้าง)มาพูดให้ฟังกันได้บ้าง ถึงชีวิตและข้อจำกัดของแพทย์ ที่ไม่สามารถตอบรับความต้องการของคนไข้ได้อย่างเพียงพอเสียที...โดยยกตัวอย่างผ่านชีวิตของหมอสูตินรีเวช ที่ผมมาคลุกคลีอยู่แบบ around the clock นี่นะครับ

ชีวิตหมอๆ ที่คนไข้ควรเข้าใจ

1. แพทย์เวรที่ทำงานนอกเวลาราชการ โดยมากจะอยู่เพียงคนเดียว...หลายครั้งอาจต้องรับผิดชอบมากกว่าหนึ่งจุด แม้ว่าคนไข้จะหมุนเวียนอย่าง dynamic มากเพียงไร

เช่น หมอสูตินรีเวชคนหนึ่ง อาจจะต้องรีบร้อนผ่าท้องคลอดอยู่ร่วมชั่วโมง ก่อนจะรีบวิ่งไปดูคนไข้ฉุกเฉิน ที่มีเลือดออกผิดปกติไหลจากช่องคลอด และต้องรีบไปสั่งยาให้กับคนไข้หลังขูดมดลูก ที่มีอาการปวดจุกท้องขึ้นมากลางดึก ก่อนที่จะกลับขึ้นไปผ่าท้องคลอด คนไข้คนถัดไป...วนเวียนเป็นแพทเทิร์นเดิมๆ ตลอดทั้งคืน จนถึงเช้า

หากเห็นคุณหมอท่านใด ทำหน้าง่วง และเซื่องซึม ก็ขออย่าเพิ่งได้ไม่พอใจนะครับ โปรดเชื่อมั่นว่า ทุกคนจะพยายามดูแลท่านอย่างเต็มที่

2. ไม่มีวันหยุดยาว สำหรับเหล่าแพทย์...ถ้าว่ากันตามระบบการทำงานแล้ว อย่างน้อยแพทย์คนหนึ่งๆที่รับผิดชอบดูแลคนไข้บนวอร์ด จะต้องมาเดินดู ซักถาม และสั่งการรักษาให้กับคนไข้ในความดูแลของตัวเองทุกๆเช้า ตลอดทั้ง 7 วันต่อสัปดาห์

หากไม่ได้แลกเวร หรือขอวันหยุดแล้ว...ก็จะไม่มีช่องว่างให้ได้พักผ่อน หรือนอนตื่นสายได้เลย ถึงแม้เมื่อคืน จะเพิ่งออกจากห้องผ่าตัดมาตอนหกโมงเช้าก็ตามที

ใครมีเพื่อน หรือแฟนเป็นหมอ จะเข้าใจจุดนี้อย่างที่สุด...ถ้าจะให้ดี เข้าใจแล้ว ช่วยเห็นใจ และอย่าถือโกรธด้วยนะครับ ถ้าไอ้หมอตัวดี มันไม่เคยมีเวลาให้เลยซํกนิด

3. โรงพยาบาลหลายแห่ง ไม่ได้มีแพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อยู่ให้คำปรึกษาได้ทุกวัน และทั้งคืน...แต่ความลักลั่นย้อนแย้งอยู่ที่ว่า คนไข้หลายๆคนไม่ต้องการที่จะรอตรวจหลายชั่วโมงในตอนเช้า จึงเลือกที่จะมาพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉิน ในยามค่ำคืนอยู่เสมอ...ก่อนที่จะได้คำตอบ (จากแพทย์เวรที่ต้องคอยโดนปลุกมารับหน้าเสื่อ)ว่า ให้กลับมาดูอาการอย่างละเอียดในวันรุ่งขึ้น จากแพทย์เฉพาะทาง

เรื่องบางอย่าง เสียน้อยเสียยากนะครับ ถ้ามีข้อจำกัดเรื่องเวลาจริงๆ ท่านอาจต้องพิจารณาใช้บริการคลินิก หรือโรงพยาบาลเอกชนแทนที่

4. ช่วงเวลาทำงานของแพทย์ ซอยย่อย และมีไทม์ลิมิตมาก...แม้จะไม่ใช่ช่วงไฮซีซัน ก็จะมีคนไข้มาที่ตึกผู้ป่วยนอกในตอนเช้าวันละเป็นร้อยๆคน ซึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนหมอแล้ว เรียกได้ว่า ในช่วงเวลาออกตรวจผู้ป่วยนอก 3ชั่วโมงตอนเช้านั้น หมอแต่ละคนจะมีคนไข้ที่ต้องดูประมาณ 30-40 คนได้ นั่นหมายถึงว่า หมอหนึ่งคนจะมีเวลาให้กับคนไข้คนนึงเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ก็ตาม...ดังนั้น ย่อมเลี่ยงไม่ได้ ที่คนไข้หลายๆคน จะรู้สึกว่า ไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควร

แล้วทำไมแพทย์ไม่มาออกตรวจให้เร็วขึ้น? ทำไมไม่ตรวจเลทๆ กินเวลาช่วงบ่ายไปซักหน่อย? ทำไมบลาๆๆ?

...จากข้อหนึ่ง...แม้จะไม่ได้อยู่เวร แต่ตารางเวลาก็ยังอัดแน่น หากมาให้เวลากับกิจกรรมอย่างหนึ่งมาก ก็หมายถึงว่า เวลาที่จะมีให้กับงานส่วนอื่นๆ ก็จะลดลงไปเป็นลูกโซ๋

แล้วทำไมไม่ไปลดตรงเวลาทานข้าว เวลานอน หรือเวลาพักผ่อน?...........ไหว้เถอะนะครับ

5. การอยู่เวรแบบต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง/แบบต่อเนื่อง 36 ชั่วโมง /แบบวันเว้นวัน หรืออื่นๆ ไม่ได้มีไว้พูดเอาเท่ห์...แต่เป็นงานที่ต้องทำอย่างจริงจัง และหากในช่วงไหนมีงานคึกคักหน่อย ก็อาจไม่ได้นอนตอนกลางคืน ก่อนรวบยอดไปออกตรวจคนไข้ตอนเช้าต่อเลย...หากหมอของท่าน มีอาการไม่ active หรือไม่ได้แสดงอาการกระตือรือร้นสนใจตัวท่านมากเท่าที่ควร ก็ขอให้โปรดเข้าใจซักเล็กน้อย ว่าอย่างไรเสีย เขาก็ยังตั้งใจที่จะดูแลท่าน

6. หมอส่วนมาก จะดูจุดประสงค์คนไข้ออก แม้จะพยายามปิดบัง...คนไข้บางคน ไม่ได้มีอาการผิดปกติอะไร แต่ต้อง"เจ็บป่วยอย่างประหลาด"เข้ามา เพียงเพราะต้องการขอใบรับรองแพทย์ไว้ลาหยุด

...คนไข้บางคน ไปทำแทงก์เถื่อนด้วยวิธีพิสดารไว้กับคลินิกผิดกฏหมาย จนมีปัญหาตามมา และต้องอ้างชื่อโรงพยาบาลดังๆหลายแห่ง ว่ารักษามาไม่ดี จึงอยากให้ขูดมดลูกแก้ไข

คนไข้เด็กน้อยบางคน ปฏิเสธหัวชนฝา และด่าทอหมอเสียๆหายๆต่อหน้าพ่อแม่ ว่าไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ แม้ผลปัสสาวะจะบ่งชัด และตรวจพบทารกอยู่ในท้อง

คนไข้วัยรุ่นบางคน เพิ่งทราบว่าตัวเองตั้งครรภ์ และมีการแทงก์ไปแล้ว ต้องการให้หมอรีบนำเด็กออก และปล่อยตัวเองกลับบ้าน ภายในวันเดียวกันนั้นเลย ด้วยเหตุผลว่า ไม่ต้องการให้ที่บ้าน และที่ทำงานทราบ

ฯลฯ

-----------------------------------

ความต้องการหลายๆอย่างของคนไข้ ที่ไม่เคยได้รับการตอบรับ และไม่ได้อย่างที่ใจต้องการนั้น...หลายๆเรื่อง เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน และต้องการมุมมองที่ครอบคลุมจุดยืนของทั้งสองฝ่าย

หลายครั้งที่แม้ตัวหมอจะรู้ถึงความจำเป็น และจุดประสงค์แอบแฝงของคนไข้แล้ว ก็ยังไม่สามารถทำตามสิ่งที่คนไข้ต้องการได้ จะด้วยเหตุผลทางกฏหมาย หรือทางจรรยาบรรณก็แล้วแต่...

ตัวผมเอง เพิ่งได้เข้ามายืนมองจากจุดนี้แค่ไม่นานเท่าไหร่ แต่ก็พอจะเห็นถึงข้อจำกัด และความขัดแย้งตรงนี้...ก็ได้แต่หวังเพียงว่า อยากให้คนต่างฝ่าย ได้พยายามปรับเข้าหากัน เพื่อให้มาถึงจุดที่จะมีความสุขที่สุดกันทั้งคู่นะครับ

-----------------------------------

ส่วนตัวผมเอง ตอนนี้ก็แทบไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนไกลเกินรัศมีโรงพยาบาลเลย หนัง Watchmen ที่ว่าจะดู ก็ยังไม่ได้ดู,งานสัปดาห์หนังสือที่ว่าจะไป ก็ยังไม่ได้ไป,แม้กระทั่งหงสาจอมราชันย์เล่มใหม่....ยังต้องซื้อเอาจากเซเว่นใต้โรงพยาบาลเลย ให้ตายเถอะ!!! ฟากฟ้า! ฟากฟ้าตายแล้ว !!

.

รักมุมมองต่างจุดยืน

รักคนอ่านครับ #__#//

ไว้เจอกันใหม่~~

Comment

Comment:

Tweet

สู้ๆค่ะเข้าใจ และเห็นใจ
^_______^
เป็นกำลังใจให้นะคะ

#36 By (182.52.153.95|182.52.153.95) on 2014-10-28 13:52

You are busy and don’t have the faintest idea how to create y