.

We cannot change the cards we are dealt, just how we play the hand.

                                                                                   ~ Randy Pausch ~

.

สวัสดีเพื่อนๆครับ

เมื่อเช้าเพิ่งลาจากอย่างเป็นทางการ กับวอร์ดสูติ-นรีเวชครับ ก็อยู่ในช่วงหายใจหายคอคล่องขึ้นมาซะที ^^/

วันนี้มีเรื่องของเพื่อนคนนึง มาเล่าให้ฟังครับ เป็นเพื่อนสนิทที่่คบกันมาตั้งแต่สมัยเข้ามัธยมใหม่ๆ จนตอนนี้ ผ่านไปสิบกว่าปี ทำงานทำการกันแล้ว ก็ยังติดต่อกันอยู่สม่ำเสมอครัึบ

เมื่อหลายปีก่อน คุณพ่อของเพื่อนคนนี้ เพิ่งตรวจพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งในทางเดินอาหาร ระยะสุดท้าย...ซึ่งตามหลักสถิติแล้ว โอกาสที่ตัวคุณพ่อคนนี้ จะมีชีวิตอยู่นานเกิน 5 ปีอย่างมีความสุขนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย...และตั้งแต่ที่รู้ผลตรวจครั้งนั้น ก็อาจบอกได้ว่า การต่อสู้กับโรคร้ายอย่างหนักหนาสาหัสของเขา ก็ได้เริ่มต้นขึ้น โดยที่ทุกคนต่างก็รู้อยู่เต็มอก ว่ามันไม่มีทางที่จะจบลงอย่างสวยงามแน่นอน...

-----------------------------------------------

ผมมีหนังสือที่ชอบมากๆอยู่เล่มหนึ่ง เป็นหนังสือแนวเสริมกำลังใจ และถ่ายทอดแนวความคิด ที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินสื่อต่างๆพูดถึง ในฐานะหนังสือที่เขียนโดยคนที่เป็นโรคร้าย และกำลังจะจบชีวิตลง...หนังสือที่ชื่อว่า The Last Lecture

แรนดี เพาซ์ ผู้เขียน เป็นอาจารย์ด้านคอมพิวเตอร์ผู้มากความสามารถของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งกำลังไปได้สวยในหน้าที่การงาน และมีความสุขดีกับภรรยา พร้อมด้วยลูกตัวเล็กๆทั้งสามคน...ก่อนที่ตัวเขาจะได้พบว่า ตัวเองกำลังป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อนระยะสุดท้าย และจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น...

มหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน มีประเพณีในการจัดกิจกรรมพิเศษ ที่เรียกว่า "The Last Lecture" อยู่เป็นประจำ...ด้วยการเชิญอาจารย์ นักวิชาการ หรือนักคิดระดับแนวหน้า ให้มาบรรยายภายใต้โจทย์ที่ว่า หากถึงวันที่กำลังจะต้องจบชีวิตลง...พวกเขาหรือเธอเหล่านั้น อยากจะ"ถ่ายทอด" และ "หลงเหลือ" ความรู้ความทรงจำใดๆไว้บ้าง ให้กับคนที่อยู่เบื้องหลัง?

และครั้งนี้...แรนดี เพาซ์ ก็อาจจะเป็นคนที่มีคุณสมบัิติเหมาะสมที่สุด ที่จะไปถ่ายทอด"ปาฐกถาครั้งสุดท้าย"ในชีวิตของเขาอย่างแท้จริง...

หลังจากรับรู้ข่าวร้าย และถูกบีบด้วยเวลาที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดแล้ว...เพาซ์ได้ใช้เวลาส่วนมากไปกับการตระเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อย ก่อนที่ตัวเขาจะจากไป...ทั้งเรื่องการงาน และครอบครัว ยังไม่ต้องพูดถึงการเข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัด ที่เจ้าตัวระบุอย่างชัดเจนว่า เป็นสิ่งทีเลวร้ายที่สุด ที่เขาเคยประสบมาในชีวิต (และจากความเห็นส่วนตัว ผมก็คิดว่า นี่ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินเลยไปนัก)

แต่ด้วยบุคลิกที่จริงจัง ทุ่มเท และเข้มงวดกับชีวิตของตัวเองแล้ว เพาซ์ได้ตัดสินใจที่จะทุ่มเทเวลาอันล้ำค่าของตัวเอง ให้กับการปาฐกถา "Last Lecture" ครั้งนี้ ด้วยเหตุผลสำคัญที่สุด คือเพื่อเก็บรักษา "คำสอน" และ"ภาพลักษณ์" ของตัวเขาในยามนี้ ให้เหลือถึงคนรอบข้าง และลูกตัวน้อยๆของเขา ในยามที่พวกเด็กๆเติบโตขึ้น โดยไม่มีผู้เป็นพ่อคอยชี้นำอยู่ข้างกาย...

สิ่งที่คนนอกอย่างเราๆท่าน คาดหวังว่าจะได้พบเจอ ในการบรยายของ'ผู้ที่กำลังจะเสียชีวิต'นั้น ก็คงเป็นหัวข้อคุ้นหู ที่พบเห็นกันทั่วไป อย่างเช่น การมองชีวิตในด้านบวก การมองโลกใบเดิมให้สดใสขึ้น การใช้เวลาในแต่ละช่วงวัยให้คุ้มค่า ฯลฯ  ซึ่งก็ไม่ได้ผิดนัก เพราะการปาฐกถาของเพาซ์ ก็เต็มไปด้วยเรื่องเล่าเหล่านั้น ที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตด้านสว่างอย่างที่สุด และมากพอที่จะสั่นคลอนจิตใจของผู้ฟังได้สำเร็จเสียด้วย

...ในบรรดาความรู้ที่สั่งสมมาชั่วชีวิต โจทย์ที่ให้เลือกเรื่องที่ตัวเองอยากหลงเหลือทิ้งไ้ว้ มาพูดในเวลาไม่่กี่ชั่วโมงนั้น นับว่าหนักหนาอย่างมาก แต่เพาซ์ก็ตัดสินใจเลือกได้ในที่สุด ว่าจะนำ"คำสอน"ของพ่อ และผู้คนที่เขานับถือ มาผูกโยงเข้ากับเรื่องราว"ความฝัน" ตั้งแต่ครั้งเยาว์วัยของตัวเอง ด้วยหวังว่า มันจะทำให้ผู้ฟังทุกกลุ่ม เข้าถึงสารสำคัญได้โดยง่าย และรับรู้ถึงคุณค่าของชีวิต พร้อมไล่ตามความฝันอย่างจริงจัง

เพาซ์ไม่เคยบ่นถึงโชคชะตาและปัญหาของตัวเอง แต่พยายามที่จะนำประสบการณ์ชีัวิตของตัวเอง มาแสดงให้เห็นถึงความสำคัญในการมุ่งมั่นทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ และค้นหาสิ่งดีๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวของเราแต่ละคน ไม่ว่าจะผิดหวังหรือถูกบีบคั้นเพียงไร อย่างน้อยเราก็ยังได้รับบทเรียนจากมัน...เพาซ์เอง ก็ผ่านช่วงเวลามากมาย ที่ไล่ตามฝันหลายรูปแบบ ตั้งแต่ที่จริงจังสุดขั้ว จนถึงเพ้อฝันสุดกู่เช่นกัน (และที่น่าทึ่งคือ กว่าครึี่งของความฝันในวัยเด็กนั้น เขาทำให้มันเป็นจริงได้ในที่สุด !)

The Last Lecture เป็นหนังสือที่ต่อยอดความคิดมาจากปาฐกถาครั้งนั้น จะว่าเป็น การนำ"ประวัติชีวิตโดยย่อ" มาสอดแทรกด้วย "คำสอน" และ "ข้อคิด" ก็ไม่ผิดนัก ทำให้ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นหนังสือปลุกใจเชิงบวก ที่น่าสนใจ และอ่านสนุกไม่น้อยเลย

ถ้าพิจารณาในเชิงวรรณกรรมอย่างจริงจังแล้ว...แค่ฐานะ 'ผู้ป่วยที่เหลือเวลาในชีวิตแสนสั้น' นั้น ทำได้เพียงเรียกร้องความสนใจให้หยิบอ่านเท่านั้น...แต่สิ่งที่จริงแท้ และยั่งยืนกว่านั้น คือ 'คุณค่า' ของเรื่องราวคำสอน และมุมมองชีวิต ซึ่งแลกมาด้วยเวลาชั่วชีวิตของผู้ชายคนหนึ่งต่างหาก ที่ทำให้แรนดี เพาซ์ เป็นได้มากกว่าอาจารย์ เพื่อนสนิท สามี คุณพ่อ หรือนักเขียนธรรมดาทั่วๆไป...

ปาฐกถา และงานเขียนของแรนดี เพาซ์ สามารถจุดประกายชีวิตและความฝันให้กับคนหมู่มากได้จนถึงทุกวันนี้ แม้ตัวเขาจะเสียชีวิตอย่างสงบไปแล้ว เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2551 ที่ผ่านมา แต่อย่างน้อย ทุกข้อความ และสีหน้าของเขา ก็อาจจะพอตอบได้ว่า เขาได้ก้าวไปสู่ปลายทางสุดท้าย และบรรลุเจตนาที่ตั้งใจได้อย่างสวยงาม

...ไม่แน่ว่า เมื่ออ่านจบจบ พวกเราเอง ก็อาจสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่น และความปรารถนาที่ดีของชายคนนี้ ที่ต้องการจะหลงเหลือสิ่งที่มีค่า ให้กับผู้ที่มีชีวิตอยู่เบื้องหลังอย่างแท้จริง...

------------------------------------------------------

...คุณพ่อของเพื่อนสนิทคนนั้น ยังคงนอนอยู่ที่เตียงๆเดิมเสมอมา....

ตลอดเวลาที่รับการรักษาตัวนั้น ด้วยระยะทางที่ไม่ห่างกันมากนัก ทำให้ผมมีโอกาสได้แวะเวียนไปเยี่ยมท่านอยู่หลายครั้ง...ได้รับทั้งคำสอน และข้อคิดที่มีคุณค่ามาอย่างไม่ได้ขาด...จนเมื่อผ่านการต่อสู้ที่ยาวนานและแสนเหน็ดเหนื่อยมากว่า 3 ปี...ในที่สุด คุณพ่อคนนั้น ก็จบชีวิตลงในปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ผมรู้สึกโชคดีอย่างมาก ที่สามารถหาเวลาว่างไปร่วมงานศพของท่านได้ แม้ในเวลาที่ชีวิตดูวุ่นวายอย่างที่สุด...และเมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว ผมก็ทำได้เพียงแต่ส่งมอบหนังสือเล่มนี้ ให้กับเพื่อนของผมต่อไป เพื่อหวังเพียงว่า จะทำให้ตัวเขาและครอบครัว ได้เห็นถึงแสงสว่างเล็กๆ แม้ในวันที่แสนมืดมิดเช่นนี้ และเข้าใจได้มากขึ้นอีกซักนิด ถึงความรู้สึกที่อบอุ่นอย่างเปี่ยมล้น ของผู้ที่จากลาไป ไม่หวนคืน

.

รักคำสอนที่หลงเหลือ

รักคนอ่านครับ

.

.

** The Last Lecture ฉบับภาษาไทย - เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์อมรินทร์ ราคาปก 175 บาท พิมพ์ครั้งล่าสุด ครั้งที่ 20+ สามารถหาได้ไม่ยาก ตามร้านหนังสือทั่วๆไปครับ **

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

น่าสนใจที่สุดเลยค่ะ
ต้องรีบไปหาซื้ออ่านบ้าง
......
เราเลือกชะตาชีวิตของเราไม่ได้
แต่เลือกที่จะอยู่กับมันยอมรับกับมันอย่างไร

#1 By nudee on 2009-05-09 15:17

เป็นหนึ่งในหนังสือที่กะจะสอยในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ (มีนาที่ผ่านมา) แต่ไม่มั่นใจในเนื้อหา+งบจำกัด จึงถูกเรื่องอื่นแซงไปก่อนsad smile

น่าสนใจครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่สนอกสนใจเรื่องการเตรียมตัวก่อนตายมาก และอยากรู้ด้วยว่าผู้เขียนเรื่องนี้จะเขียนอะไรบ้าง
ไม่ได้ว่าไม่ดีนะ แต่ฟังคุณ zig รีวิวแล้วคิดว่าผมคงจะได้สอย Top Secret ของ ทพ.สม สุขจิรา ก่อนแหงๆ sad smile

#2 By Evan Yzac -- The Crow on 2009-05-09 15:30

เหมือนกับที่ว่า
เราเลือกที่จะเกิดไม่ได้แต่เลือกที่จะทำได้

ยิ่งชีวิตเป็นสิ่งไม่แน่นอนแล้วการกระทำเพื่อความฝันเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความพยายามอย่างมาก

การสร้างแรงบรรดาลใจ ประสบการณ์ คำสอนให้กับคนอื่น แม้รู้ชะตาชิวิตตัวเองอันใกล้ เป็นสิ่งที่คงคุณค่าสืบต่อไป
big smile

#3 By .-.Chill.-. on 2009-05-09 16:26

ยังอ่านไม่จบเช่นกันครับ พอจะรู้รายละเอียดคร่าวๆ ที่หนูดี แปลสินะ big smile big smile

คุณค่าระหว่างเก็บเกี่ยวในชีวิตเป็นเรื่องที่เราน่าจะสอนทุกคนทุกวัยเนาะ
หนังสือเล่มนี้น่าสนใจมากเลยครับ ไว้จะไปหามาอ่านบ้าง big smile

#5 By SkyKiD on 2009-05-09 17:25

น่าอ่านเหมือนกันแฮะ แต่ท่าทางเล่มจะโตมาก ๆ คงต้องขอพักไว้ก่อนล่ะ - -'

ส่วนตัวแล้วเชื่อว่าความจริงสิ่งที่มนุษย์หวาดกลัวไม่ใช่ความตาย แต่เป็นความไม่แน่นอนมากกว่า

ยกตัวอย่างง่าย ๆ เวลาเราจะออกเดินทางไปในสถานที่ซึ่งไม่คุ้นเคย มนุษย์ก็มักจะต้องศึกษาเส้นทาง สอบถามข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ มากมาย เพื่อเตรียมตัว เตรียมอุปกรณ์และสัมภาระให้พร้อม ที่สำคัญ, การกระทำดังกล่าวยังเป็นการช่วยให้จิตใจรู้สึกมั่นคงขึ้น เพราะคล้ายกับว่าเราพอจะรู้แล้วว่าสิ่งที่กำลังจะเผชิญนั้นมีอะไรบ้าง...ซึ่งก็คือสามารถควบคุม-คาดคะเนความเป็นไปข้างหน้าได้นั่นเอง

โดยถ้าจะเปรียบความตายกับการเดินทาง สิ่งนี้ก็คงเป็นการเดินทางชนิดพิเศษ เพราะไม่เคยมีใครกลับมาเล่าให้ฟังว่าแท้จริงเป็นอย่างไร อีกทั้งยังเป็นการเดินทางครั้งเดียวครั้งสุดท้ายของดวงวิญญาณหนึ่งดวง ณ ภพชาติหนึ่ง ๆ อีกด้วย

จึงไม่แปลกเลยที่มนุษย์จะต้องรู้สึกหวาดหวั่นต่อความตายเป็นธรรมดา

ตัวเราเองก็ไม่รู้เหมือนกันเมื่อต้อเผชิญกับภาวะบั้นปลายของชีวิตเข้าจริง ๆ จะเป็นอย่างไรบ้าง

สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ก็คือพยายามฝึกใจตัวเองให้มีสติและมีความคิดอยู่กับปัจจุบัน ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วก็หวังว่าเมื่อวันนั้นมาถึงจะสามารถรับมือกับมันได้อย่างสงบเน้อ

big smile

#6 By Highwind on 2009-05-09 17:28

^
คุณ Highwind หนังสือเล่มนี้ไม่หนาเลยครับ เล่มพอพกพาได้เป็น pocketbook ธรรมดา บางกว่า Top secret ซะอีก

ผมก็เคยคิดนะว่าทำไมมนุษย์กลัวความตายทั้งๆที่ตายมาตั้งหลายครั้งแล้ว เพราะอาจจะกลัวการพลัดพราก กลัวจะเจ็บปวด ผมว่าที่สุดคือกลัวทุกข์นั่นแหละมั้ง (ทุกข์ตามพุทธศาสนาเห็นว่ามีอะไรนะ.. พบกับสิ่งที่ไม่ชอบ พลัดพรากจากสิ่งที่รัก ฯลฯ แหงะ จำได้ไม่หมด) ทั้งๆที่ทั้งหมดก็เป็นการเปลี่ยนแปลง ธรรมดาโลก

หาเรื่องถกปัญหาในกระทู้คุณ zig อีกแล้ว ^^"

#7 By Evan Yzac -- The Crow on 2009-05-09 17:58

เล่มนี้ดีกว่า Top secret อย่างเทียบไม่ติดเลยคุณเอ๋ย
ยะ...ยังไม่ได้อ่าน...
โดยส่วนตัวไม่ถูกกับหนังสือประเภทนี้ค่ะ แบบว่าอ่านแล้วปวดหัว...ไว้มีเวลาจะลองอ่านให้ได้นะคะ

ความตายนั้นอยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด แต่เราจะรับมือกับมันได้ยังไงนั้นเป็นเรื่องที่ยากจริง ๆ
ถึงตอนนี้ก็ยังไม่เคยคิดถึงมันเลย มัวแต่คิดว่าคงมีเวลาอีกยาวไกลกว่าจะไปถึง
ไม่แน่มันอาจจะมาพรุ่งนี้แล้วก็ได้นะ...
ได้แต่ทำวันนี้ให้ดีที่สุด จะได้ไม่ต้องเสียใจ (ถึงแม้ยามนั้นอาจจะไม่รู้สึกแล้วก็ตาม)
แต่ที่แน่ ๆ ถ้าเราตายคงตายตาไม่หลับค่ะ กิเลสเยอะเกิน ฮือออออT____THot! Hot!

#9 By 「AKARI*」 : Hadou ~kono koe~ on 2009-05-09 19:28

หนังสือปกสวยมาก
ปกติไม่ค่อยนิยมอ่านหนังสือแนวๆนี้ แต่เล่มนี้น่าหามาอ่านแฮ่ะ confused smile

#10 By aerith-chan on 2009-05-09 20:26

Hot! Hot! Hot!

#11 By wesong on 2009-05-09 20:29

ด...โดนตัดหน้ารีวิวไปซะแหล่ว !!! orz orz

สิ่งที่ผมชอบอีกอย่างในหนังสือเล่มนี้คือ มันเป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีว่า "กำลังใจ" กับ "เหตุผล" สามารถอยู่ร่วมกันได้ ...วิธีคิดบวกที่บวกจนดูเหมือนเพ้อฝัน ที่ ศจ. เพาซ์ได้ถ่ายทอดออกมานั้นทั้งเรียบง่าย ติดดิน เป็นรูปธรรม มีเหตุผล และน่าเชื่อถืออย่างเหลือเชื่อ (จุดนี้ที่ทำให้มันแตกต่างจากหนังสือเสริมกำลังใจทั่วไป รวมถึง The Top Secret ด้วย)

ผมประทับใจมาก กับความคิดที่หลอมเอาตรรกะ อารมณ์ขัน กับความโรแมนติกของเขาไว้ได้อย่างลงตัว ตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้ายเลยครับ surprised smile

ลป. ในเมื่อมีรีวิว The Last Lecture ในมุมมองของ "หมอ" (ที่เชื่อมโยงกับคีย์เวิร์ด "โรคร้าย" แล้ว) ... ผมก็มีไอเดียเล็กๆ ที่จะรีวิวหนังสือเล่มนี้ในมุมมองของ "วิศวกร" (ซึ่งเชื่อมโยงกับอาชีพของ ศจ. เพาซ์ ผู้เขียน) อยู่บ้างครับ ... ถ้าไอเดียตรงนี้ตกผลึกและออกมาแตกต่างได้ ก็อาจได้พบกัน big smile

ลปลป. โทษฐานที่ชิงลงมือก่อน... รับหมัดอุดรเทวะไปซ้าาาา~ อะต้าต้าต้าต้าต้าต้าต้า!! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
แอบเห็นในร้านหนังสือในตลาด ต้องแอบไป่นซะหน่อยcry

#13 By zero-be on 2009-05-10 12:26

อ่านแล้วค่ะ ร้องไห้ออกมาหลายครั้งเลย

#14 By olive on 2009-05-10 15:28

Hot! surprised smile

#15 By Kuzaa on 2009-05-10 18:36

ซื้อมาอ่านแล้วค่ะ อ่านไปน้ำตาไหลไป
Hot!

#16 By Oam on 2009-05-10 20:16

อ่านแล้ว น้ำตาไหล หลายตอนมากครับ ที่ทำสำคัญกว่าความรู้สึก ก็คือคุณค่าของคำสอน และ สิ่งที่ชีวิตของคนหนึ่งคนที่ ผมถือว่าประสพความสำเร็จในชีวิต

หลายคำสอนที่นำมาประยุคและใช้จริงได้ คุ้มค่ามากๆครับกับหนังสือเล่มนี้

#17 By พัดโบก (136.186.1.184) on 2009-05-10 20:46

ต้องไปหาอ่านแล้วครับๆ

#18 By -o- Jotakun -o- on 2009-05-10 22:23

cry cry Hot!

#19 By น้ามชา on 2009-05-10 23:58

จะต้องหาโอกาสเสพให้จงได้พี่ปัด
ฟังบางช่วงบางตอน ยังรู้สึก "อิ่ม"
คิดถึงฮอดเน้อ ....double wink

#20 By :P (124.120.37.156) on 2009-05-11 03:31

หนังสือน่าสนใจมากค่ะ

ที่ผ่านมา บางช่วงใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยมากเลย ต้องคอยถาม (เตือน) ตัวเองบ่อย ๆ ว่า "เป็นงี้ดีแล้วเหรอ" 555

#21 By ★☆KyuubixUsagi on 2009-05-11 04:44

confused smile Hot!

#22 By Nerd de Scriptorus on 2009-05-11 09:13

big smile
น่านับถือจังเลยค่ะ

ถึงจะมีชีวิตที่สั้น แต่ในความสั้นของชีวิตนั้น เขาได้มอบสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้แก่ผู้คนมากมาย

ฉันคิดว่าเขาเป็นบุคคลที่มีค่าเหลือเกิน


น่าอ่านจัง
confused smile Hot! Hot!

#23 By mindfulness on 2009-05-11 09:27

เป็นหนังสือ ที่เหมาะกับการไล่แจกให้ชาวบ้านได้อ่าน อย่างยิ่ง

โดยเฉพาะ คนที่กำลังจะเป็นพ่อ เป็นแม่คนครับ :D
Hot! Hot! Hot!

#24 By gomora on 2009-05-11 10:17

ผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนกันครับ ทำให้เราได้รู้ว่าไม่สำคัญว่าชีวิตจะยืนยาวแค่ไหน สำคัญว่าเราสามารถที่จะสร้างคุณค่าได้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง big smile
น่าสนมากค่ะbig smile

#26 By (^_^)/nana on 2009-05-11 18:48

อืมครับ คนที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย นี่ก็มีข้อดีเหมือนกันน่ะครับ

มีเวลาเตรียมตัว ตายอย่างได้ทำอะไรหลายๆ อย่างที่อยากทำจริงๆ

ไม่เหมือนคนที่คิดว่า ความตายยังไกล จากชีวิตเขา

ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆ เพื่อไม่ให้ใช้ชีวิตอย่างประมาทครับหมอ

#27 By golfreeze (116.68.146.74) on 2009-05-11 19:30

Hot! แนะนำหนังสือได้น่าอ่านมากค่ะ
เคยอ่านหนังสือเล่มนึง คนผู้ป่วยโรคเอดส์
เขาบอกว่าเขาโชคดี
ที่อย่างน้อยก็รู้เวลาตาย และได้เตรียมตัวก่อนที่จะตาย
อย่างน้อยก็ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่
อย่างคุ้มค่าที่สุด และทำความดีให้มากที่สุด
ถ้าเขาไม่เป็นแบบนี้
เขาอาจจะ"หลง"อยู่กับสิ่งที่มี สิ่งที่เป็นก็ได้

ขอบคุณสำหรับบทความดีดีที่ช่วยเตือนสติขึ้นเยอะค่ะ

#28 By ลูกเป็ด on 2009-05-11 21:47

เหมือน One litre of tears เลยครับbig smile

#29 By Super_ICE on 2009-05-12 00:56