107: Last Lecture -เพราะจุดจบคือความเท่าเ่ทียม
posted on 09 May 2009 12:38 by zieghart in My-Mania.
We cannot change the cards we are dealt, just how we play the hand.
~ Randy Pausch ~
.
สวัสดีเพื่อนๆครับ
เมื่อเช้าเพิ่งลาจากอย่างเป็นทางการ กับวอร์ดสูติ-นรีเวชครับ ก็อยู่ในช่วงหายใจหายคอคล่องขึ้นมาซะที ^^/
วันนี้มีเรื่องของเพื่อนคนนึง มาเล่าให้ฟังครับ เป็นเพื่อนสนิทที่่คบกันมาตั้งแต่สมัยเข้ามัธยมใหม่ๆ จนตอนนี้ ผ่านไปสิบกว่าปี ทำงานทำการกันแล้ว ก็ยังติดต่อกันอยู่สม่ำเสมอครัึบ
เมื่อหลายปีก่อน คุณพ่อของเพื่อนคนนี้ เพิ่งตรวจพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งในทางเดินอาหาร ระยะสุดท้าย...ซึ่งตามหลักสถิติแล้ว โอกาสที่ตัวคุณพ่อคนนี้ จะมีชีวิตอยู่นานเกิน 5 ปีอย่างมีความสุขนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย...และตั้งแต่ที่รู้ผลตรวจครั้งนั้น ก็อาจบอกได้ว่า การต่อสู้กับโรคร้ายอย่างหนักหนาสาหัสของเขา ก็ได้เริ่มต้นขึ้น โดยที่ทุกคนต่างก็รู้อยู่เต็มอก ว่ามันไม่มีทางที่จะจบลงอย่างสวยงามแน่นอน...
-----------------------------------------------
ผมมีหนังสือที่ชอบมากๆอยู่เล่มหนึ่ง เป็นหนังสือแนวเสริมกำลังใจ และถ่ายทอดแนวความคิด ที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินสื่อต่างๆพูดถึง ในฐานะหนังสือที่เขียนโดยคนที่เป็นโรคร้าย และกำลังจะจบชีวิตลง...หนังสือที่ชื่อว่า The Last Lecture
แรนดี เพาซ์ ผู้เขียน เป็นอาจารย์ด้านคอมพิวเตอร์ผู้มากความสามารถของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งกำลังไปได้สวยในหน้าที่การงาน และมีความสุขดีกับภรรยา พร้อมด้วยลูกตัวเล็กๆทั้งสามคน...ก่อนที่ตัวเขาจะได้พบว่า ตัวเองกำลังป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อนระยะสุดท้าย และจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น...
มหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน มีประเพณีในการจัดกิจกรรมพิเศษ ที่เรียกว่า "The Last Lecture" อยู่เป็นประจำ...ด้วยการเชิญอาจารย์ นักวิชาการ หรือนักคิดระดับแนวหน้า ให้มาบรรยายภายใต้โจทย์ที่ว่า หากถึงวันที่กำลังจะต้องจบชีวิตลง...พวกเขาหรือเธอเหล่านั้น อยากจะ"ถ่ายทอด" และ "หลงเหลือ" ความรู้ความทรงจำใดๆไว้บ้าง ให้กับคนที่อยู่เบื้องหลัง?
และครั้งนี้...แรนดี เพาซ์ ก็อาจจะเป็นคนที่มีคุณสมบัิติเหมาะสมที่สุด ที่จะไปถ่ายทอด"ปาฐกถาครั้งสุดท้าย"ในชีวิตของเขาอย่างแท้จริง...
หลังจากรับรู้ข่าวร้าย และถูกบีบด้วยเวลาที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดแล้ว...เพาซ์ได้ใช้เวลาส่วนมากไปกับการตระเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อย ก่อนที่ตัวเขาจะจากไป...ทั้งเรื่องการงาน และครอบครัว ยังไม่ต้องพูดถึงการเข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัด ที่เจ้าตัวระบุอย่างชัดเจนว่า เป็นสิ่งทีเลวร้ายที่สุด ที่เขาเคยประสบมาในชีวิต (และจากความเห็นส่วนตัว ผมก็คิดว่า นี่ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินเลยไปนัก)
แต่ด้วยบุคลิกที่จริงจัง ทุ่มเท และเข้มงวดกับชีวิตของตัวเองแล้ว เพาซ์ได้ตัดสินใจที่จะทุ่มเทเวลาอันล้ำค่าของตัวเอง ให้กับการปาฐกถา "Last Lecture" ครั้งนี้ ด้วยเหตุผลสำคัญที่สุด คือเพื่อเก็บรักษา "คำสอน" และ"ภาพลักษณ์" ของตัวเขาในยามนี้ ให้เหลือถึงคนรอบข้าง และลูกตัวน้อยๆของเขา ในยามที่พวกเด็กๆเติบโตขึ้น โดยไม่มีผู้เป็นพ่อคอยชี้นำอยู่ข้างกาย...
สิ่งที่คนนอกอย่างเราๆท่าน คาดหวังว่าจะได้พบเจอ ในการบรยายของ'ผู้ที่กำลังจะเสียชีวิต'นั้น ก็คงเป็นหัวข้อคุ้นหู ที่พบเห็นกันทั่วไป อย่างเช่น การมองชีวิตในด้านบวก การมองโลกใบเดิมให้สดใสขึ้น การใช้เวลาในแต่ละช่วงวัยให้คุ้มค่า ฯลฯ ซึ่งก็ไม่ได้ผิดนัก เพราะการปาฐกถาของเพาซ์ ก็เต็มไปด้วยเรื่องเล่าเหล่านั้น ที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตด้านสว่างอย่างที่สุด และมากพอที่จะสั่นคลอนจิตใจของผู้ฟังได้สำเร็จเสียด้วย
...ในบรรดาความรู้ที่สั่งสมมาชั่วชีวิต โจทย์ที่ให้เลือกเรื่องที่ตัวเองอยากหลงเหลือทิ้งไ้ว้ มาพูดในเวลาไม่่กี่ชั่วโมงนั้น นับว่าหนักหนาอย่างมาก แต่เพาซ์ก็ตัดสินใจเลือกได้ในที่สุด ว่าจะนำ"คำสอน"ของพ่อ และผู้คนที่เขานับถือ มาผูกโยงเข้ากับเรื่องราว"ความฝัน" ตั้งแต่ครั้งเยาว์วัยของตัวเอง ด้วยหวังว่า มันจะทำให้ผู้ฟังทุกกลุ่ม เข้าถึงสารสำคัญได้โดยง่าย และรับรู้ถึงคุณค่าของชีวิต พร้อมไล่ตามความฝันอย่างจริงจัง
เพาซ์ไม่เคยบ่นถึงโชคชะตาและปัญหาของตัวเอง แต่พยายามที่จะนำประสบการณ์ชีัวิตของตัวเอง มาแสดงให้เห็นถึงความสำคัญในการมุ่งมั่นทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ และค้นหาสิ่งดีๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวของเราแต่ละคน ไม่ว่าจะผิดหวังหรือถูกบีบคั้นเพียงไร อย่างน้อยเราก็ยังได้รับบทเรียนจากมัน...เพาซ์เอง ก็ผ่านช่วงเวลามากมาย ที่ไล่ตามฝันหลายรูปแบบ ตั้งแต่ที่จริงจังสุดขั้ว จนถึงเพ้อฝันสุดกู่เช่นกัน (และที่น่าทึ่งคือ กว่าครึี่งของความฝันในวัยเด็กนั้น เขาทำให้มันเป็นจริงได้ในที่สุด !)
The Last Lecture เป็นหนังสือที่ต่อยอดความคิดมาจากปาฐกถาครั้งนั้น จะว่าเป็น การนำ"ประวัติชีวิตโดยย่อ" มาสอดแทรกด้วย "คำสอน" และ "ข้อคิด" ก็ไม่ผิดนัก ทำให้ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นหนังสือปลุกใจเชิงบวก ที่น่าสนใจ และอ่านสนุกไม่น้อยเลย
ถ้าพิจารณาในเชิงวรรณกรรมอย่างจริงจังแล้ว...แค่ฐานะ 'ผู้ป่วยที่เหลือเวลาในชีวิตแสนสั้น' นั้น ทำได้เพียงเรียกร้องความสนใจให้หยิบอ่านเท่านั้น...แต่สิ่งที่จริงแท้ และยั่งยืนกว่านั้น คือ 'คุณค่า' ของเรื่องราวคำสอน และมุมมองชีวิต ซึ่งแลกมาด้วยเวลาชั่วชีวิตของผู้ชายคนหนึ่งต่างหาก ที่ทำให้แรนดี เพาซ์ เป็นได้มากกว่าอาจารย์ เพื่อนสนิท สามี คุณพ่อ หรือนักเขียนธรรมดาทั่วๆไป...
ปาฐกถา และงานเขียนของแรนดี เพาซ์ สามารถจุดประกายชีวิตและความฝันให้กับคนหมู่มากได้จนถึงทุกวันนี้ แม้ตัวเขาจะเสียชีวิตอย่างสงบไปแล้ว เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2551 ที่ผ่านมา แต่อย่างน้อย ทุกข้อความ และสีหน้าของเขา ก็อาจจะพอตอบได้ว่า เขาได้ก้าวไปสู่ปลายทางสุดท้าย และบรรลุเจตนาที่ตั้งใจได้อย่างสวยงาม
...ไม่แน่ว่า เมื่ออ่านจบจบ พวกเราเอง ก็อาจสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่น และความปรารถนาที่ดีของชายคนนี้ ที่ต้องการจะหลงเหลือสิ่งที่มีค่า ให้กับผู้ที่มีชีวิตอยู่เบื้องหลังอย่างแท้จริง...
------------------------------------------------------
...คุณพ่อของเพื่อนสนิทคนนั้น ยังคงนอนอยู่ที่เตียงๆเดิมเสมอมา....
ตลอดเวลาที่รับการรักษาตัวนั้น ด้วยระยะทางที่ไม่ห่างกันมากนัก ทำให้ผมมีโอกาสได้แวะเวียนไปเยี่ยมท่านอยู่หลายครั้ง...ได้รับทั้งคำสอน และข้อคิดที่มีคุณค่ามาอย่างไม่ได้ขาด...จนเมื่อผ่านการต่อสู้ที่ยาวนานและแสนเหน็ดเหนื่อยมากว่า 3 ปี...ในที่สุด คุณพ่อคนนั้น ก็จบชีวิตลงในปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ผมรู้สึกโชคดีอย่างมาก ที่สามารถหาเวลาว่างไปร่วมงานศพของท่านได้ แม้ในเวลาที่ชีวิตดูวุ่นวายอย่างที่สุด...และเมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว ผมก็ทำได้เพียงแต่ส่งมอบหนังสือเล่มนี้ ให้กับเพื่อนของผมต่อไป เพื่อหวังเพียงว่า จะทำให้ตัวเขาและครอบครัว ได้เห็นถึงแสงสว่างเล็กๆ แม้ในวันที่แสนมืดมิดเช่นนี้ และเข้าใจได้มากขึ้นอีกซักนิด ถึงความรู้สึกที่อบอุ่นอย่างเปี่ยมล้น ของผู้ที่จากลาไป ไม่หวนคืน
.
รักคำสอนที่หลงเหลือ
รักคนอ่านครับ
.
.
** The Last Lecture ฉบับภาษาไทย - เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์อมรินทร์ ราคาปก 175 บาท พิมพ์ครั้งล่าสุด ครั้งที่ 20+ สามารถหาได้ไม่ยาก ตามร้านหนังสือทั่วๆไปครับ **
Medicine & Series
Final Fantasy
Review
Mania
About Me

ต้องรีบไปหาซื้ออ่านบ้าง
......
เราเลือกชะตาชีวิตของเราไม่ได้
แต่เลือกที่จะอยู่กับมันยอมรับกับมันอย่างไร
#1 By nudee on 2009-05-09 15:17