.

สวัสดีเพื่อนๆครับ

ช่วงนี้กำลังอยู่วอร์ศัลยศาสตร์ ระบบประสาท ครับ โดยรวมแล้ว มีเวลาว่างมากกว่าที่ผ่านๆมาเยอะทีเดียว มีเวลาทำนู่นทำนี่เพิ่มขึ้นชนิดเหลือเชื่อ...ก็ขออนุญาต รีบตักตวงโอกาสนี้ไปอีกพักใหญ่ๆละกันนะ ^^

หลังจากห่างหายการรีวิวหนังสือการ์ตูนมานาน วันนี้ได้โอกาส เขียนเรื่องที่อยากจะเขียนถึงมาหลายปีแล้ว ซักเรื่องนึงครับ...เป็นงานรีวิว ทั้งในฐานะของการ์ตูนที่มีพัฒนาการหลายๆอย่างให้เห็นได้ชัด และในฐานะของ การ์ตูนที่สร้างสรรค์โดยคนไทยครับ

อภัยมณี ซาก้า เป็นผลงานเรื่องยาวของทีมงาน Big Boss Band (ชื่อเดิม Factory studio) เปิดเรื่องในฐานะการ์ตูนแนวแอคชันผจญภัย ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากบทประพันธ์ชิ้นเอก "พระอภัยมณี" ของท่านสุนทรภู่  และได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า เลือกที่จะใส่บรรยากาศความเป็นแฟนตาซีเข้าไปผสมผสานในเรื่องอย่างเต็มที่ และมีการนำเสนอที่ออกแนวมังงะญี่ปุ่นอย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อประมาณ 7 ปีก่อน แค่เพียงลงเนื้อหาตอนที่หนึ่งเป็นการเรียกน้ำย่อยในนิตยสารรายสัปดาห์เท่านั้น ก็สามารถเรียกกระแสตอบรับในวงกว้างได้จากนักอ่านไทย ทั้งทางบวกและลบ จะด้วยคนที่ชื่นชม ว่าสามารถผสมผสานวรรณคดีไทยให้เข้ากับรูปแบบการ์ตูนสมัยใหม่ เพื่อง่ายต่อคนทุกระดับจะเข้าถึงก็ดี หรือจะก่นด่า ว่าเป็นการทำลายบรรยากาศแบบไทยๆ และเอกลักษณ์ของวรรณกรรมเดิมจนเกินจะยอมรับได้ก็ดี....

แต่เมื่อมองย้อนจากจุดนี้แล้ว จะว่าดีหรือร้ายก็ตาม...อภัยมณี ซาก้า ก็ได้ก้าวมาไกลเกินกว่าจุดที่คนหลายคนจะคิดถึง ตั้งแต่เมื่อยามนั้นเสียแล้ว

 

จุดเด่น ที่น่าจะเป็นจุดขายหลักของเรื่องอภัยมณี ซาก้า เมื่อแรกเปิดตัวนั้น เป็นเรื่องของการนำรูปแบบแอคชัน แฟนตาซี ไอเดียหลากหลาย มาใส่เข้าไปในเนื้อเรื่องจากวรรณคดีไทย มีการยึดตัวละครหลัก เหตุการณ์สำคัญๆ และโครงเรื่องเดิมของท่านสุนทรภู่ มาปรับเปลี่ยน สอดแทรกไอเดียของทีมงานเข้าไป จนได้เนื้อหาใหม่ที่ดูแหวกไปจากแนวเดิม

ผลลัพธ์ที่ได้ ผู้อ่านอย่างเราๆ ก็จะเห็นตัวละครที่คุ้นหูอย่างอภัยมณี ศรีสุวรรณ วิเชียร โมรา สานนท์ ออกมาโลดแล่น ถืออาวุธคู่ใจ หรือกระทั่งใช้เวทมนตร์ยิ่งใหญ่ ต่อสู้กับเหล่าศัตรูร้าย ที่เป็นได้ตั้งแต่นักรบ นักเวทย์ จอมปราชญ์ เรื่อยไปจนถึงสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ ที่ราวกับหลุดออกมาจากโลกแห่งจินตนาการ

ทีมงานได้พยายามใส่แนวคิดของตัวเอง สร้างทฤษฎี และหลักการต่างๆมากมาย เข้าไปตลอดทั้งเรื่อง ทั้งการนำความคิดเรื่อง อัญมณีพิสุทธิ์ ที่เป็นสื่อกลางในการใช้พลังเหนือสามัญสำนึก การใช้เวทย์มนตร์หลากธาตุ ที่กำเนิดจากการดึงกระแสพลังจากธรรมชาติ หรือกระทั่ง การอัญเชิญอสูรจากต่างภพ มาปรากฎกายในฐานะร่างจำแลงที่จับต้องได้ ฯลฯ

ไอเดียที่เพิ่มเติมนอกเหนือไปจากต้นฉบับนี้ เป็นจุดที่สำคัญยิ่ง ที่จะกำหนดความชอบพอของคนอ่านได้เลยทีเดียว และยิ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน "ความแตกต่าง" ระหว่างจินตนาการ กับเนื้อหาดั้งเดิมทั้งหลายนั้น ก็ยิ่งเด่นชัดมากขึ้น...และเมื่อเนื้อหาดำเนินมาถึงปัจจุบัน ก็อาจกล่าวได้ว่า อภัยมณี ซาก้า ได้สร้าง"เอกลักษณ์" ของงานตัวเอง ในรูปแบบที่ต่างจากผลงานเดิม แทบจะโดยสิ้นเชิง

 

เอกลักษณ์ดังกล่าว หากมองอย่างไม่มีอคติแล้ว ตัวผมก็คิดว่า ทำออกมาได้ดี และเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม...เพราะในฐานะของเรื่องราวการผจญภัย ผสมแอคชันแฟนตาซีแล้ว ทีมงาน Big Boss Band กล้าที่จะแตกหน่อความคิดเล็กๆน้อยๆของตัวเองออกไปได้อย่างไม่จำกัด จนนำมาใช้เป็นได้ทั้งแกนหลัก และมุขสอดแทรกของเรื่อง

เราจะได้เห็นสถาปัตยกรรมแนวตะวันตกที่วิจิตร ได้เห็นเรือกลขนาดยักษ์ที่ผสมผสานเข้ากับสิ่งมีชีวิต ได้เห็นสัตว์ประหลาดรูปทรงแปลกตา ได้เห็นฉากการต่อสู้ที่ดูทรงพลัง และได้เห็นวัฒนธรรมแตกต่างเผ่าพันธุ์ ที่นำเสนอออกมาได้อย่างเด่นชัด

แต่ข้อดีดังกล่าว ก็จัดเป็นข้อเสียที่ยิ่งใหญ่ได้ในเวลาเดียวกัน...เพราะจุดที่นักอ่านหลายๆคนไม่พอใจ จนอาจถึงขั้นเลิกรากันไปเลยนั้น ก็เป็นเรื่องของ"ประเด็นหลัก"ของเรื่อง ที่มีการแตกหน่อจากเมื่อแรกเปิดตัว ไปอย่างเหนือความคาดหมายไม่น้อยนั่นเอง

สิ่งที่ผู้อ่านชื่นชม และคาดหวังว่าจะได้พบไปตลอดเรื่องนั้น คงเป็นโจทย์ที่ว่า ทำอย่างไร ทีมงานถึงจะด้นเรื่องวรรณคดีเก่าแก่ ผสมเข้ากับจินตนาการของตัวเอง ให้ออกมาในรูปแบบเฉพาะตัว และไม่ทำลายอารมณ์ดั้งเดิมของเนื้อหาวรรณคดี ?

 

ถึงแม้ว่า เนื้อหาในช่วงแรกของอภัยมณี ซาก้า จะมีการสอดแทรกตัวละคร เหตุการณ์ และทฤษฎีเหนือธรรมชาติเพิ่มเติมเข้าไปไม่น้อย...แต่โครงเรื่องหลักเอง กลับไม่ได้เสียหายไปไหน ทั้งบรรยากาศการเดินทาง ความสัมพันธ์ของตัวละคร และประเด็นน้อยใหญ่ (เช่น สงครามแย่งชิงอำนาจ การล่มสลายของเมืองน้อยใหญ่ การกำเนิดม้านิลมังกร หรือกระทั่ง ตัวตนที่แท้จริงของชีเปลือย ) ก็บ่งให้เห็นชัดว่า ทีมงานได้ศึกษาเนื้อหาเก่ามาในระดับที่น่าพอใจ

ขอยกตัวอย่างฉากที่ตัวผมเองชอบมากที่สุดเป็นการส่วนตัว (และคิดว่า เป็นการตอบโจทย์ที่เข้าท่ามากที่สุดฉากนึง) คือเหตุการณ์สำคัญ การเผชิญหน้ากันครั้งสุดท้าย ระหว่าง พระอภัยมณี และผีเสื้อสมุทร

ผีเสื้อสมุทร ของ Big Boss Band นั้น สร้างรูปลักษณ์ขึ้นมาจากจิตอาฆาต และความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ ของหญิงสาวบริสุทธิ์กว่าร้อยชีวิต ที่ถูกนำมาสังเวยจนเสียชีวิตลง พร้อมๆกับความนึกคิดที่ยังค้างคา...และเมื่อได้รับการหลอมรวมเข้าด้วยกัน ผ่านอัญมณีแห่งท้องทะเลที่ยิ่งใหญ่แล้ว จึงเกิดมาเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา ที่ทั้งเกรี้ยวกราดและโศกเศร้า ต้องการเพียงความอบอุ่นจากบุรุษเพศ มาเติมหัวใจที่ไม่เคยเต็ม

ในขณะเดียวกัน เพลงปี่ของพระอภัยมณี เป็นศาสตร์ที่อาศัยการสดับฟังท่วงทำนองของชีวิต และบรรเลงเพลงให้สอดประสาน เพื่อปลอบประโลม ชักนำ หรือกระทั่ง ปลดปล่อยจิตใจที่ชั่วร้าย ให้ไปสู่อีกภพที่สูงยิ่งกว่า

ฉากไคลแมกซ์สุดท้ายของภาคแรก ที่เป็นการนำความแค้นทั้งปวงมาตีแผ่ และสะสางโดยตัวชายหนุ่ม จึงเป็นฉากที่สวยงาม ครบถ้วน และจัดได้ว่า ตีโจทย์ได้แตกกระจุย

แต่ในขณะเดียวกัน ข้อเสียหลักที่สำคัญที่สุดข้อนึง ก็ไม่พ้นเรื่องของ "การนำเสนอ" ที่เริ่มจะคุมทิศทางได้รัดกุมน้อยลง...ตั้งแต่เมื่อเรื่องราวได้แตกหน่อออกไปมากมาย พร้อมๆกับฝีมือของทีมงานที่พัฒนาขึ้น จนเกิดเป็นเนื้อหาภาคที่สอง ในชื่อ "รุ่งอรุณแห่งโจรสลัด" ที่จับความการผจญภัยของลูกน้อย "สินสมุทร" ของพระอภัยมณี ในระหว่างที่ร่วมเดินทางไปกับกลุ่มโจรสลัดอังกุหร่า..."รูปแบบการนำเสนอ" ของทีมงาน จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพื่อสอดรับให้เข้ากับสเกลของเรื่องที่ใหญ่ขึ้นอย่างผิดหูผิดตา

ถึงตอนนี้ ผู้อ่านอย่างเราๆก็จะได้เห็นอัศวินพาลาดินไฟและสายฟ้า นักรบวาไครี่ สุนัขเฝ้าประตู และแม่น้ำแห่งนรกที่ขีดแบ่งความตาย เดมิ-ก๊อดผู้สืบสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ คาถาฟิวชั่นรวมร่างเนื้อเข้ากับจิตวิญญาณ และอื่นๆอีกมาก...ที่แม้จะพิสูจน์ให้เห็นถึงไอเดียอันบรรเจิดของทีมงาน...ก็คงพูดได้ไม่เต็มปากนักว่า นี่เป็นคำตอบสุดท้าย ที่นักอ่านต้องการ จากโจทย์ดั้งเดิมของเรื่อง...

...ตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้น ทีมงาน Big Boss Band ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก จะเป็นจากปัญหาการย้ายงานมาลงนิตยสารรายสัปดาห์ก็ดี ปัญหาใหญ่ภายในตัวทีมงานเองก็ดี ปัญหาเสียงตอบรับจากผู้อ่านก็ดี...ตัวผมในฐานะคนอ่าน ก็สังเกตได้ชัด ถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งขึ้นและลงนี้ ผ่านผลงานที่ไม่หยุดนิ่ง เช่น เมื่อครั้งที่ต้องถูกบีบด้วยระยะเวลาทำงานที่จำกัด ทั้งงานภาพและการนำเสนอ ก็ลดดุณภาพลงจนน่าหนักใจ บางครั้งมีวิธีการลงเส้นแบบใหม่ที่สวยงามและโดดเด่น แต่กลับจัดวางรูปแบบนำเสนอได้ไม่เป็นลำดับ จนแทบจับใจความไม่ได้

....แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ ที่ผลงานเริ่มลงตัวทั้งงานภาพและการวางสตอรี่บอร์ดนั้น ก็อาจทำให้นักอ่านหลายๆคน ถอดใจไปไม่น้อย หรือก่นด่าในประเด็นเรื่องของ"เอกลักษณ์"ที่ต่างจากวรรณคดีต้นฉบับ (และต่างจากจุดยืนเมื่อครั้งที่เปิดตัวผลงาน) จนพาลเลิกอ่านไปอย่างน่าเสียดาย

กล่าวโดยสรุป อภัยมณี ซาก้า เป็นอีกหนึ่งผลงานคุณภาพของคนไทย ที่นำวรรณกรรมชื่อดัง มาแต่งเติมด้วยจินตนาการของตนเอง ให้ออกมามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว...แม้จะผ่านอุปสรรคต่างๆ และช่วงเวลาที่คุณภาพงานไม่แน่ไม่นอน จนมาถึงจุดนี้ ที่เริ่มจะไปได้สวย จนถึงขั้นได้นำผลงานไปเผยแพร่ถึงต่างประเทศอย่างน่าภูมิใจ ก็คงพอจะกล่าวได้ว่า ทีมงานเริ่มที่จะเห็นแนวทางที่อภัยมณี ซาก้าจะก้าวไปได้แล้ว

ส่วนในฐานะของคนอ่าน ที่แม้จะยอมรับความพยายามและความสามารถของทีมงานได้อย่างไม่ลำบาก...ก็อาจต้องกลับมาตอบตัวเองอีกซักหลายๆคำถาม ว่าเส้นทางของอภัยมณี ซาก้า จาก ณ ตรงนี้ จะลากไปสู่คำตอบ ที่ตรงกับโจทย์ที่เคยคาดหวังกันได้หรือไม่? และมันคุ้มค่าเช่นไรมากกว่ากัน ระหว่างการร่วมส่งแรงใจ สนับสนุนผลงานที่ทุ่มเท? หรือจะพร้อมหน้าพร้อมตากัน ปฎิเสธไม่ใยดี กับผลงานที่ "ไม่มีความเป็นไทย" ?

ในฐานะผู้อ่าน ในฐานะคนไทย คุณมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจครับ

.

รักเสียงเพลงที่แว่วติดหู

รักคนอ่านครับ ^^/

.

ภาพประกอบจากเวปหลัก >>BigBossBand<<

Comment

Comment:

Tweet

big smile

#69 By (49.230.153.4|49.230.153.4) on 2015-02-15 03:38

ชอบเป็นอย่า่งมากครับ...เพราะเป็นฝีมือของคนไทยที่ถือว่าสุดยอดมากเลย
มีลายเซ้นที่เป็นเอกลักษณ์
อยากรู้ว่าเมื่อไร จะเอาออกมาทำเป็นอนิเมชั่นสักทีคับ
คงจ