.

 In many ways, the work of a critic is easy. We risk very little, yet enjoy a position over those who offer up their work and their selves to our judgment.

                                                                                                         Anton Ego - Ratatouille 

สวัสดีเพื่อนๆครับ

วันนี้ผมลากกระเป๋า กลับจากโรงพยาบาลทหารเรือ มานอนสลบที่บ้านเป็นที่เรียบร้อย...จบสิ้นการทำงานวอร์ดอายุรกรรมไปได้หนึ่งเดือน...ยังมาไม่ถึงครึ่งทางเลยแฮะ

พรุ่งนี้เช้ามีนัดไปทำบุญกับคุณแม่ครับ ไม่ได้ทำอะไรด้วยกันมานานแล้ว ครั้งนี้ถือโอกาสซักหน่อย...ช่วงแค่ไม่ถึงเดือนที่ผ่านมา ผมทำบาปไปเยอะพอดู...คนไข้ผมหลายๆคน ต้องออกจากโรงพยาบาลไปอย่างฟูมฟาย โดยที่อาการจากโรครักษาให้หายขาดไม่ได้...หรือคนไข้อีกหลายๆคน ก็ไม่มีโอกาสได้กลับไปบ้านอีกเลย...ความรู้สึกแย่ๆแบบเดิมๆของผม ก็กลับมาอีกระลอก หลังจากวิ่งหนีวอร์ดนี้มาเป็นปีๆ....เฮ่อ ขอเวลาตั้งหลักซักวันสองวันดีกว่า

วันนี้จะมาพูดในเรื่องของ "การวิจารณ์ และงานสร้างสรรค์" ที่เราพบเห็นได้ทั่วไปตามสังคม แต่ก็มักทำให้เกิดความขัดแย้ง และทะเลาะกันรุนแรงอยู่บ่อยครั้งจากทั้งสองฝ่าย

แม้จะไม่ค่อยได้รับผลกระทบโดยตรงกับตัวเอง...แต่เรื่องพวกนี้ ก็ทำผมเกือบปรี๊ดแตกมาหลายรอบ และตั้งใจจะเขียนถึงมานานแล้ว วันนี้ได้โอกาสเหมาะ อารมณ์กำลังได้ที่ เลยเขียนจนจบได้ครับ มาคุยกันดีกว่า

 

*: ว่าด้วยการวิพากย์วิจารณ์ในสังคม

ถ้าพูดถึงผลงานในหลายๆวงการแล้ว...หากจะแบ่งคนเป็นสองกลุ่มอย่างกว้างๆ ก็อาจได้เป็น ผู้สร้างสรรค์ผลงาน กับผู้วิจารณ์ผลงาน ซึ่งคนสองกลุ่มที่ยืนอยู่คนละขั้วนี้ ต่างก็เป็นกลไกสำคัญของกันและกัน ที่จะผลักดันให้เกิดการพัฒนาต่อไป...เสียงตอบรับทางบวก จะทำให้ผลงานก้าวไปข้างหน้า...เสียงตอบรับทางลบ ก็จะทำให้เกิดการหยุดพัก หันมาคิดปรับปรุงจุดด้อยที่มี

แต่หลายครั้ง บทบาทที่ฟังดูเข้าท่าบนหน้ากระดาษเช่นนั้น ก็อาจไม่เป็นไปอย่างที่หวัง...เพราะสิ่งที่จะต้องมีควบคู่ไปด้วยกันก็คือ เจตนาที่ตรงไปตรงมา ในการวิจารณ์ผลงาน...ที่จะไม่ใช่ทั้งคำวิพากย์ในเชิงบวกอย่างไม่ลืมหูลืมตา...และไม่ใช่ความเห็นเชิงลบที่ไม่สนใจเหตุผลรองรับ

"การติเพื่อก่อ" เป็นคำสวยหรู ที่ฟังดูดี และถูกใช้กันพร่ำเพรื่อเสมอมา เหมือนเป็นยันต์กันผลต่อเนื่องอย่างสุภาพว่า..."อย่ามาโมโหคำวิจารณ์ของฉันนะ"

จริงๆถ้าว่ากันตามทฤษฎีแล้ว การพูดเช่นนี้ก็นับว่าถูก หากเรากล้าที่จะนำผลงานมาแสดงในที่สาธารณะ ก็ต้องพร้อมที่จะเผชิญเสียงตอบรับที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้...แต่ปัญหาคือ ในทางปฏิบัติ มันดูไม่เป็นไปในกรอบที่คาดกันไว้

---------- 

เป็นเรื่องน่าประหลาด และน่าแปลกใจมากทีเดียว ที่เกินกว่าครึ่งของคำวิจารณ์ (ในยุคที่ข้อมูล ความคิดเห็นเดินทางได้กว้างขวางสะดวกสบายเช่นนี้) กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกโอนเอียงที่รุนแรงเป็นพิเศษ...อย่างแย่น้อยหน่อย ก็มีการพยายามใช้คำสุภาพ เพื่อถ่ายทอดประโยคเชือดเฉือนไม่ให้ดูน่าเกลียดโจ่งแจ้ง...อย่างร้ายมากหน่อย ก็ถึงขึ้นใช้คำพูดระดับตัดเนื้อ เฉือนกระดูกแบบไม่ไว้หน้า ไม่รักษาน้ำใจของเจ้าของผลงาน...ด้วยข้ออ้างสวยหรูที่คุ้นเคย ว่าเหล่านี้คือ "การติเพื่อก่อ"

ภาพนี้คนถ่ายไม่ได้เรื่องเลย

รูปนี้คนวาดฝีมือไม่เข้าขั้น

งานเขียนนี้ความคิดเห็นอ่อนหัดมาก

คอสเพลย์เซตนี้ไม่ได้ดูหน้าตัวเองซักนิด

รีวิวอันนีมุมมองทั้งแคบและตื้น

เพลงอันนั้นห่วย...คนที่ฟังก็ ไม่ต่างกัน

หนังอันนั้นเห่ย...คนที่ชอบก็ พอกันเลย

ฯลฯ

 

*: ว่าด้วยความเหมาะสม และสามัญสำนึก

หลังจากที่ได้ทำงาน และใช้ชีวิตท่ามกลางผู้คนหลากหลายรูปแบบมานานปี...ประเด็นเพียงหนึ่งเดียว ที่ตัวผมถือเป็นหลักมาตลอด ว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเด็ดขาด ก็คือเรื่องของ "สามัญสำนึก" (Common Sense - ที่หมายถึงมุมมอง ความคิดเห็นของแต่ละคน ที่จะหยาบกร้าน หรือละเอียดอ่อนแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ชีวิตที่สั่งสมมา)...เพราะถือว่า แต่ละคนย่อมมีบรรทัดฐาน จุดยืน และนิยามต่อ"สิ่งที่เหมาะสม" ไม่เหมือนกัน

...จึงไม่ใช่เรื่องเลย ที่เราจะต้องไปคอยจ้ำจี้จำไช หรือก้าวก่ายทุกครั้ง ให้คนนั้นคนนี้เข้าใจตรงกับเราว่า ตัวเขานั้นมีความคิดก้าวร้าว มีพฤติกรรมคุกคาม มีทัศนคติรุนแรง หรือมีวาจาที่จะไม่มีทางเข้าหูใคร

---------- 

ในส่วนตัวผมเอง ก็เป็นเช่นคนอื่นๆ ที่มีโอกาสสวมบทบาทมาแล้ว ทั้งในฐานะผู้สร้างสรรค์ และผู้วิจารณ์...ทำให้ได้เห็นรูปแบบที่ออกจะ "ไม่เท่าเทียม" กันอยู่เสมอ

ในฐานะของผู้สร้างสรรค์ผลงาน หลังที่เรากระทำการสรรสร้างสิ่งใดขึ้นมา ย่อมต้องมีองค์ประกอบมากมายที่ใส่ลงไป ทั้งความตั้งใจ ความคาดหวัง ความทุ่มเท และเวลาที่มากเพียงพอ...เราจะวาดภาพ เขียนบทความ แต่งนิยาย วิจารณ์หนัง วิเคราะห์สังคม บรรยายในที่ประชุม แต่งคอสเพลย์ หรือกระทั่งการตั้งกระทู้เล็กๆขึ้นมาซักกระทู้หนึ่ง...เชื่อว่าทุกคนก็ต้องเตรียมใจ และเฝ้ารอเสียงตอบรับที่จะตามมาทั้งสิ้น

ในฐานะของผู้วิจารณ์ผลงาน มันกลับง่ายกว่ามาก ที่จะถ่ายทอดสิ่งที่คิด ออกมาเป็นงานวิจารณ์ที่จับต้องได้...หากเทียบกับในฐานะของผู้สร้างสรรค์แล้ว แม้เราก็จะต้องทุ่มเทความตั้งใจลงไปในงานวิจารณ์ของเรา แต่ก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนลงแรง หรือใส่ความเสี่ยงลงไปในงานวิจารณ์ของเรามากถึงเพียงนั้น ก็ได้"ชิ้นงาน"ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ในฐานะของผู้ประเมิน ที่ดูจะยืนอยู่สูงชั้นกว่าเสมอ

 

ก็เหมือนกับการที่เราต้องขึ้นไปยืนพูดปาฐกถาบนโพเดียม ต่อหน้าผู้คนหลายพันหลายหมื่น

ในมุมมองของคนพูดแล้ว...มันช่างโดดเดี่ยว ต้องใช้ความสามารถ ความกล้า ความพยายามอย่างมาก ที่จะถ่ายทอดสิ่งที่อยากจะเสนอออกมา ต่อหน้าสายตากดดันหลายพันคู่

แต่ในมุมมองของคนฟังคนหนึ่ง...มันช่างง่ายดาย และไร้ความเสี่ยงจริงๆ ที่จะวิจารณ์ทับถมผู้พูด ทั้งแซว ทั้งแขวะ หรือด่าทอการแต่งกายตั้งแต่หัวจรดเท้ 

...ยิ่งน่าเสียดาย ที่สังคมในปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ว่า "การวิจารณ์" สามารถทำได้ง่ายดาย กระจายกว้างขวาง และเอื้อให้คนเรามีความรับผิดชอบกับคำพูดของตัวเอง น้อยลงทุกทีๆ

ยังไม่ต้องพูดถึงสังคมไซเบอร์ ที่ทุกคนหลบเร้นอยู่หลังหน้าจอสี่เหลี่ยมที่ห่างกันไปคนละซีกของเมือง ปะปนอยู่กลางทะเลดิจิตอล คอยกดพลิกดู"ผลงานสร้างสรรค์" อย่างผ่านๆ เปรยตามองอย่างเหยียดๆ ประเมินอย่างหยาบๆ แล้วก็ใส่ความเห็น สาดไปโดยไม่จำเป็นต้องกรอง และไม่ต้องเห็นแก่ผู้อ่าน

*: ว่าด้วยราคาของความคิดเห็น 

เมื่อประมาณสองปีก่อน ผมได้มีโอกาสดูภาพยนตร์อนิเมชันของบริษัท Pixar เรื่อง Ratatouille ที่กล่าวถึงหนูน้อยที่มีความฝ้นอยากจะเป็นพ่อครัวมือฉกาจ

นอกจากตัวหนังจะถ่ายทอดเรื่องราวความฝันและความพยายามที่ให้ความรู้สึกด้านบวกแล้ว ยังมีประโยคเด็ดๆสอดแทรกมาตลอดเรื่อง...หนึ่งในนั้นเป็นประโยคปิดเรื่อง ที่เสียดสีสังคมได้ชัดเจน ตอกหน้าเหล่านักวิจารณ์ และคนที่ชอบวางฐานะ"นักประเมินค่า"ของตัวเองให้สูงกว่าเหล่าผู้สร้างสรรค์ทั้งหลาย ให้ต้องอึ้งกันไปหลายตลบ ด้วยประโยคเช่นข้างต้นว่า

In many ways, the work of a critic is easy. We risk very little, yet enjoy a position over those who offer up their work and their selves to our judgment.

We thrive on negative criticism, which is fun to write and to read. But the bitter truth we critics must face, is that in the grand scheme of things, the average piece of junk is probably more meaningful than our criticism designating it so

...เพราะหลายครั้ง ที่แค่คำพูดส่งๆของคนๆหนึ่่งๆไม่กี่คำ ก็สามารถผลักดันผลงาน และสร้างอนาคตของคนหลายๆคนได้ มากเท่าๆกับที่มันสามารถตัดโอกาส และทำลายความฝันของพวกเขาให้แหลกไปในรูปแบบเดียวกัน...

----------

บทความนี้ ผมเขียนขึ้นเพื่อจุดประสงค์หลักในการกระตุ้นเตือนสติเหล่า "นักวิจารณ์" หลายต่อหลายคน ซึ่งมีฝีปากกล้า วาทะเยี่ยม และสำนวนคมคาย ที่มักเข้าใจผิดอยู่เสมอ ว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของงานสร้างสรรค์ และอยู่ในฐานะที่เหนือกว่าเสียเต็มประดา...สามารถแบ่งสวยแบ่งทราม และถ่มถุยความตั้งใจของผู้คนได้อย่างไม่ต้องไว้หน้า และไม่ต้องอธิบายเหตุผลประกอบ

...อย่างที่กล่าวไปแต่แรกว่า ทั้งผู้สร้างผลงาน และผู้วิจารณ์ผลงาน ต่างช่วยผลักดันกันและกัน ให้เกิดเป็นการพัฒนาที่ดีขึ้นๆไป...แต่ปัญหาทั้งหลาย ล้วนเกิดจากคนเราเข้าใจจุดยืน และบทบาทของตัวเองผิดไปทีละนิด ทีละหน่อย...นานวันเข้า ก็กลับลืมไปเสียจริงๆว่า "สิ่งที่เราทำได้" และ "สิ่งที่เราต้องทำ" มันคืออะไรกันแน่

มาลองค่อยๆนึกทบทวนกันดีกว่า ว่าทำเช่นไร จึงจะเอื้อประโยชน์ต่อทั้งเราและเขาได้อย่างแท้จริง เพราะบางครั้ง ประโยคที่นักวิจารณ์มักถูกโต้กลับมาว่า "ลองมาเป็นคนทำดูบ้างสิ"...ก็อาจไม่ใช่แค่ประโยคแนวขี้แพ้ชวนตี ที่มาจาก"ผู้สร้างสรรค์" ไร้ฝีมือ ที่งอแงกับคำติด่าของเราเสมอไป

...ไม่แน่ว่า มันอาจมีความหมายเช่นนั้นจริงๆ...ความหมายที่เรียกร้องมุมมองที่กว้างขึ้น เป็นธรรมขึ้น และมาทำหน้าที่เตือนสติ ให้ผลงานใดๆในโลกนี้ ก้าวไปข้างหน้าได้จริงๆ

.

รักคำวิจารณ์ที่สร้างสรรค์

รักผลงานที่สรรสร้าง

รักคนอ่านครับ ^^/

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ประเด็นนี้ ผมเองสนใจเป็นการส่วนตัว เพราะมักพบเห็นกันได้เสมอๆ

เพื่อนๆคนไหน มีความคิดเห็นเพิ่มเติมเช่นไร เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยแบบไหน ขอเชิญวิจารณ์ได้ตามสะดวกครับ

รับประกัน ไม่มีผลสืบเนื่องใดๆติดตามมา ฮา

confused smile

#1 By Zieghart on 2009-09-25 22:14

ตอนดู Ratatouille นี่ประโยคดังกล่าวกระแทกใจสุดๆ เลยครับ cry

#2 By chubby on 2009-09-25 22:14

Hot!

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า "การวิจารณ์" ที่กล่าวถึงนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานใด ถ้าตั้งอยู่บนพื้นฐานการประเมินคุณค่าตามแนวศาสตร์แห่งการตีความ (Hermeunatic) ก็ย่อมเกิดปัญหาระหว่างผู้สร้างและผู้วิจารณ์ไม่มากก็น้อย เนื่องจากอยู่คนละฝ่ายกันมาแต่ต้น แม้จะมีความเห็นที่คล้อยตามกันเพียงใดก็ตาม แต่คงไม่มีทางที่จะเหมือนกันได้เลย

คนส่วนใหญ่เลือกที่จะวิจารณ์เพื่อประเมินคุณค่า เพราะเป็นเรื่องง่าย ไม่ต้องมีความรู้พื้นฐานในการวิจารณ์ก็สามารถทำได้ แค่มีฝีปากกับความใจกล้า เติมความเห็นส่วนตัวอีกสักหน่อยก็เพียงพอแล้วที่จะสร้างคำวิจารณ์สวยหรูเพื่อดึงให้ผู้รับรู้คล้อยตามได้ การวิจารณ์แบบนี้จึงเป็นเพียงแค่การประเมินคุณค่าแบบฉาบฉวย ไม่ได้เข้าใจความหมายของการวิจารณ์ที่แท้จริงเลย

การวิจารณ์ที่แท้จริง คือการวางเนื้องานเป็นส่วนสำคัญที่สุด ไม่ใช่มุ่งมองที่ฝีมือผู้สร้าง ผู้สร้างเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งซึ่งอำนวยให้ผลงานนั้นสำเร็จขึ้นได้เท่านั้น แต่ไม่ใช่เจ้าของผลงาน เพราะผลงานหนึ่งๆ ย่อมเป็นผลจากการประกอบสร้างของทัศนคติ ความเชื่อ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งหล่อหลอมเป็นมายาคติแทรกซึมในเนื้องานและห่อหุ้มผลงานนั้นไว้อีกที การวิจารณ์จึงเป็นการลอกคราบและสลายมายาคติ (deconstruction of the myth) ซึ่งแฝงฝังอยู่ภายในเนื้องานนั้น มองให้เห็นว่าผลงานนี้ต้องการสื่อความหมายใดต่อผู้เสพ แล้วนำมาตีแผ่ให้ผู้เสพผลงานรับทราบ ตระหนักรู้ถึงที่มาที่ไปที่แท้จริง ไม่ใช่แค่หยิบผลงานขึ้นมาแล้วพร่ำบ่นว่าดีหรือเลว หรือแค่ชี้จุดบกพร่องของผู้สร้างผลงาน

การวิจารณ์ที่มุ่งประเมินคุณค่า แต่ไม่ได้บอกที่มาที่ไปให้รับรู้ ไม่สามารถแสดงโครงสร้่างของผลงานเพื่อตีแผ่มายาคติได้ ก็เท่ากับการตั้งแง่ชวนทะเลาะเท่านั้นเอง

#3 By รัตนาดิศร on 2009-09-25 23:37

ผมเคยรวบรวม "คลังคำที่ควร-ไม่ควรใช้วิจารณ์ทางลบ" ไว้เล่นๆ ในหัวครับ เอามาแชร์ๆ แบ่งกัน (บางทีก็หลุดจากนี้ไปเหมือนกัน แต่รับรองว่าที่ใช้ถูกมีบ่อยกว่าใช้ผิดแน่นอนครับ)


"ผมคาดหวัง... แต่เท่าที่ผมเห็นคือ...ซึ่งผมว่ามันไม่ใช่"
ดีกว่า
"ดูแล้วเซ็ง ผิดหวัง เสียดายเงิน"


"ผมเข้าใจว่าตรงนี้ต้องการจะสื่อว่า ... แต่มันไม่พอ/มากเกินไป/ผิดไปจากสิ่งที่ต้องการจะสื่อ"
ดีกว่า
"ผู้สร้างงานตีโจทย์ได้ห่วยบรม"


"ผมอาจเข้าใจผิดไปเองก็ได้แต่..."
ดีกว่า
"สื่อประเด็นนี้ได้ตื้นมาก ไม่มีชั้นเชิงเลย"


"ผมรับตรงนี้ไม่ได้นะ"
ดีกว่า
"คุณทำบ้าอะไรออกมาเนี่ย"


"เนื้อหาส่วนนี้ มันขัดกับส่วนนั้น ผมว่าตรงนี้เป็นพล็อตโฮลรูเบ้อเร่อเลยนะ"
ดีกว่า
"เขียนบทได้บัดซบมาก"


"จำเป็นด้วยเหรอที่จะต้อง..."
ดีกว่า
"เลอะเทอะไปกันใหญ่"


"จุดบกพร่องมันอยู่ตรงนี้ ซึ่งมันจะดีกว่านี้ได้ถ้า..."
ดีกว่า
"ฟังนะ งานของคุณมันใช้ไม่ได้เพราะ หนึ่ง บลาๆๆๆ สอง บลาๆๆๆๆ สาม บลาๆๆๆๆ"


อย่างน้อยก่อนจะวิจารณ์อะไรลงไป ก็ช่วยเห็นผู้สร้างงานเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกกันบ้าง ก็จะดีไม่น้อยครับ sad smile

Hot! Hot! Hot!
บทวิจารณ์บางชิ้นทำให้เห็นแง่มุมที่ดี ลึกซึ้ง
สำหรับนักสร้างสรรค์และผู้เสพ

แต่บางชิ้นเหมือนเอารสนิยมของนักวิจารณ์มาตัดสิน

#5 By wesong on 2009-09-26 09:21

อืม Hot! big smile

#6 By Elta_kung on 2009-09-26 13:07

การวิจารณ์ ต้องมาจากการวิเคราะห์

ผู้ใดวิเคราะห์ไม่ได้ก็ไม่สามารถวิจารณ์ได้

การวิจารณ์หรือการ "ประเมิณค่า" จัดเป็นความสามารถที่ใครจะทำก็ได้ แต่จะทำออกมาให้ดีได้นั้นยากมาก

ดังนั้นผมจะพยายามวิเคราะห์ แทนที่จะวิจารณ์ครับ
เพราะเห็นว่าตนเองยังไม่เข้าขั้น big smile Hot!

#7 By Media Eater on 2009-09-26 17:20

ชอบค่ะ Hot!

(นึกไม่ออกว่าจะพุดอะไร )

#8 By ★☆KyuubixUsagi on 2009-09-26 19:34

เรื่องนี้เขียนโดนใจคะ
เพราะเราก็รับฟังคำวิจารณ์มาเยอะเหมือนกัน
โดยมากที่เราชอบฟังคือ ติเพื่อก่อ
ภาพวาดที่เราวาด ก็รอผู้มาช่วยติจุดที่ไม่ดีให้เราเห็น (เพราะโดยมากทำเองจะมองไม่เห็น)
Hot!

#9 By aerith-chan on 2009-09-26 19:40

ถ้าเป็นคำวิจารณ์ที่ดี มีเหตุมีผลก็ควรจะนำไปใช้ แต่คำวิจารณ์บางอันมันไม่ใช่อย่างนั้นก็มีสินะคะ...
คนทำก็ต้องยอมรับ คนวิจารณ์ก็ต้องทำให้ถูก ถ้าเป็นได้แบบนี้ก็ดีสุด ๆ แล้วค่ะHot! Hot!

#10 By 「AKARI*」 : Hadou ~kono koe~ on 2009-09-26 20:12

เห็นด้วยอย่างแรงค่ะ
ตรงติเผื่อก่อนี่ใช่ค่ะ
ในเมื่อกล้าที่จะโชว์ผลงานก้ต้องรู้จักยอมรับในเสียงวิจานไม่ว่าจะทางดีหรือไม่ดีก้ตาม question
Hot! Hot! Hot!
สิ่งที่สำคัญของกาวิจารณ์งานคือการมองแบบวัตถุวิสัย(คำประหลาด แปลง่ายๆว่ามองไปตามเนื้อผ้า ไม่ได้เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง)
ท่านผู้ชม-bodyslambig smile

#13 By mammoz on 2009-09-27 14:41

Hot! Hot! Hot!

สื่อออกมายอดเยี่ยมมากเลยคับ

#14 By Shabaz on 2009-09-27 14:48

เป็นเรื่องที่เคยพูดคุยกับคนใกล้ตัวมาเยอะแล้ว
แต่เอนทรี่นี้ให้ความชัดเจนได้จริงๆ
อ่านแล้วรู้สึกดี อย่างน้อยเราเองก็ยังไม่เผลอไผล

เป็นกำลังใจที่ดีให้กับคนเม้นต์ คนทำงาน
และเตือนสติคนที่เม้นต์แบบอย่างว่าด้วยอะนะ

ชอบครับ ขอบคุณที่เขียนบทความดีๆนี้มา
Hot!

#15 By โคค่อน on 2009-09-27 14:59

โดยส่วนตัว เจอแต่คนที่วิจารย์งานดีๆมาตลอด รู้สึกโชคดีแฮะ
อ่านๆแล้วก็รู้สึกว่าบางทีมันก็แค่การใช้คำเหมือนกัน open-mounthed smile

#16 By -+[@~AMECOCO~@]+- on 2009-09-27 16:11

โดนจริงๆ!!!! Hot! Hot!

#17 By topgodzilla on 2009-09-27 16:12

งานวิจารณ์ทำให้เกิดความคิดต่อยอดจากงานที่สร้างสรรค์ได้มากมาย เช่นเดียวกับความสามารถในการทำลายงานสร้างสรรค์เหล่านั้นให้พังลงในชั่วพริบตา Hot!

#18 By SkyKiD on 2009-09-27 16:27

เห็นด้วยค่ะ!!
Hot!

#19 By Hella C. Blodotio on 2009-09-27 16:47

ภาษาสวย
มุมมองเยี่ยม
อีกอย่างคือองค์ความรู้ต้องแน่น
Hot!
confused smile เมื่อกล้าให้เค้ามาวิจารณ์ ก็ต้องรับคำวิจารณ์ให้ได้สินะคะ

ไม่ว่าจะดีจะร้าย ^__^

#21 By mini-teddy on 2009-09-27 18:30

นั่นสินะ confused smile

#22 By หมีบ้า on 2009-09-27 18:32

เห็นด้วยคับผม

#23 By December on 2009-09-27 18:38

ฮ่าๆ

ทัศนคติของแต่ละคนมันเอามาวัดกันไม่ได้เลย

Hot!

#24 By NocommenZ on 2009-09-27 18:46

Hot!

จริงครับจริง

#25 By Daisuke*-0- on 2009-09-27 19:16

Hot!
สนับสนุนการวิจารณ์อย่างตั้งใจ และความรู้สึกรับผิดชอบต่อคำวิจารณ์ของตนค่ะ

ในอีกแง่นึง การวิจารณ์ตามน้ำกันเป็นพรวนอวยพวกเดียวกันเองอย่างไม่ลืมหูลืมตานั้น ก็ทำลายเ้จ้าของผลงานได้ ไม่ต่างจากคำวิจารณ์ที่ทำร้ายจิตใจเกินไปค่ะ

#26 By Sp@rk on 2009-09-27 19:37

เดี๋ยวนี้คนไทยจะแสดงความคิดเห็นแนวแนวสะใจ เห็นคสอื่นดีกว่าไม่ได้ ไปซะมากมาย เนอะ Hot!

#27 By 13ankster on 2009-09-27 20:29

เวลาด่าผมด่าในใจ open-mounthed smile <<<<

#28 By Vichyasviel von Einzbern on 2009-09-27 20:32

ps. ประโยคนี้โดนใจมากกกก double wink

#29 By Vichyasviel von Einzbern on 2009-09-27 20:34

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#30 By pw. on 2009-09-27 23:03

เป็นบทความที่น่าสนใจมากๆเลยครับ Hot! Hot! big smile

#31 By ~ ศิโร ~ on 2009-09-28 00:47

เวลาผมทำอะไร ผมก็ทำให้ดีที่สุดจากใจผมนะ อย่างนี้เรียกว่างานสร้างสรรค์รึปล่าวครับเนี่ย ?embarrassed

#32 By อาเหลียง on 2009-09-28 01:47


วิจารณ์ กับ แสดงความคิดเห็นส่วนตัว

มันน่าจะแตกต่างกันอยู่บ้าง

บางครั้งข้อดีของการแสดงความคิดเห็นบนอินเตอร์เนตคือ
ไม่ต้องเกรงใจใคร
ก็กลายเป็นไม่ต้องกลั่นกรองและรับผิดชอบคำพูดซักเท่าไร
ในบางครั้ง

#33 By garun on 2009-09-28 01:56

ทราบซึ้งมากเลย
นึกถึงเวลาโดนอาจารย์วิจารณ์งาน
บางทีถึงกับอยากจะลาออกจากมหาลัย

#34 By 0uo on 2009-09-28 04:35

บ่อยครั้ง ที่เราเห็น บทความ หรือ ข้อความ ในอินเตอร์เนตที่กล่าวขึ้นต้นด้วย ".. ความเห็นส่วนตัวนะครับ.. บลา บลา บลา"

#35 By Akara_gat on 2009-09-28 06:11

ใช่เลยdouble wink Hot!

#36 By NoRWAN on 2009-09-28 09:42

ให้ดาวค่ะ Hot!

#37 By toy_ting on 2009-09-28 10:33

สุดยอดมากเลยค่ะเอนทรีนี้จริงๆเราชอบคำวิจารณ์ในแนวติมากกว่าจะชื่นชมนะคะ
เพราะเคยได้ยินภาษิตที่ว่า
"การฆ่านักแสดงไม่ใช่เรื่องยากอะไร แค่ชมว่าเขาเก่งก็ฆ่านักแสดงได้แล้ว"
แต่หลายคนก็หลงประเด็นระหว่างคำวิจารณ์ ติเพื่อก่อให้สร้างสรรค์ กับด่าเอามันส์ไว้ก่อน =w="

สรุปคือทั้งสองฝ่ายควรจะมองในแต่ละด้านไว้ด้วย
บางครั้งนักวิจารณ์ก็ไม่ควรนำรสนิยมส่วนตัวมาไว้มากจนเกินไป
ผู้สร้างก็ไม่ควรนำอารมณ์มากั้นหูไม่รับฟังคำวิจารณ์ใดๆ

ส่วนตัวคิดว่าความชอบก็มีส่วนนึงต่อผลงานเหมือนกันค่ะ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว หลายๆคนก็ใช้ความชอบนี่ล่ะเป็นทั้งตัวสร้างสรรค์และก็คำวิจารณ์ บางครั้งมันเลยเป็นการชวนทะเลาะ เพียงเพราะรสนิยมไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง

ยังไงก็เปิดมุมมองให้กว้างกันหลายๆด้าน แล้วเราจะพบอะไรใหม่ๆเอง
big smile Hot!

#38 By dark_shochan on 2009-09-28 21:04

open-mounthed smile รักคนเขียนค่า

ที่จริงเซเป็นได้ทั้งสองอย่างสำหรับการเขียนนิยายค่ะ ทั้งคอมเมนท์เตอร์และไรท์เตอร์

อย่างน้อยที่สุดหากเราวิจารณ์ข้อเสียของคนอื่น เซก็ไม่เคยลืมที่จะเขียนคำแนะนำลงไปด้วยเพราะหากบอกแต่ข้อเสียแต่ไม่บอกข้อแก้ไข ผู้สร้างสรรผลงาน็จะยืนเคว้างหาที่ยึดเกาะไม่ได้

แต่ก็ยังมีประเภทที่กล้าโพสแต่ไม่กล้าอ่านคอมเมนท์อยู่ดีแหละค่ะ

#39 By ฺBear-killer on 2009-09-29 11:09

ถ้าผลงานนั้นออกมาอย่างไม่ตั้งใจล่ะ ควรวิจารณ์อย่างไร

#40 By ยิ้มเหงา (222.123.49.48) on 2009-09-29 18:03

ผมก็เห็นด้วยกับคุณครับ
ผมก็เล่นดนตรี บางคนก็หาว่ามั่วมั่ง ไม่ตรงคีย์บ้าง
แต่มันก็เป็นการเล่นในแบบของเราเองนี่ครับ
ดังนั้นอย่าไปสนใจคำพูดไครมากครับ
ร้อยพ่อพันแ่ม่ จริงไหม ? question

Hot! Hot! Hot!

#41 By 梁爽尉 on 2009-09-30 00:17

ผู้สร้างสรรค์ผลงาน กับ ผู้วิจารย์ผลงาน
เป็นของคู่กัน มีแทบทุกวงการครับ
sad smile

#42 By Jojoo (202.12.97.123) on 2009-09-30 10:55

Acute Nostalgia...นายวิจารณ์

* พีี่ศิชน...Ratatouilleเป็นหนังของพิกซา์ร์อีกเรื่อง ที่ผมชอบมากๆเหมือนกันครับ ทั้งเนื้อหาสนุกๆ ทั้งภาพสวยๆ ทั้งสาระๆ ...ไม่ใช่มุกเรื่องของบริษัทที่จะทำได้ครบขนาดนี้นะเนี่ย

* รัตนาดิศร...เห็นด้วยกับที่ว่า เราต้องมุ่งวิจารณ์ที่ตัวเนื้องานเป็นสำคัญ เพราะถ้าทำได้เพียงฉาบฉวย ดูเพียงแค่เปลือก แล้วอาศัยสำนวนภาษา การเล่นคำ และความมั่นใจนิดๆหน่อยๆ...ถึงจะออกมาเป็นงานวิจารณ์ที่คนอ่านชอบใจ แต่มันก็ไม่มีคุณค่าในฐานะ"งานวิจารณ์"จริงๆเลย ทั้งสำหรับคนสร้างสรรค์ และคนที่มาอ่านมัน

* พี่วลาดิมีร์...ชอบคลังคำที่แปะไว้มากครับ ตรงกับชีวิตจริงดี หลายๆคนทุกวันนี้ ดูจะมุ่งพัฒนา"ฝีปาก"และ"ความกล้า"ในการวิจารณ์ซะมากกว่า แต่ตัวเนื้อหาที่จะได้จากคำวิจารณ์จริงๆ กลับน้อยนิดและไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย...หลายๆครั้ง "คำแนะนำ"ทั้งหลาย เลยดูจะขาด"ประโยคหลัง" ที่เป็นส่วนของคำแนะนำ (ซึ่งสำคัญกว่า "ประโยคหน้า" ที่เป็นส่วนของคำติทั้งหลาย)ไปซะอย่างนั้น...อ่านเสร็จแล้ว อย่าว่าแต่ข้อคิดเอาไปพัฒนาปรับปรุงอะไรเลย..เผลอจะมีทะเลาะตบตีกันต่อซะอีก sad smile

* พี่เส่ง...บทวิจารณ์หลายชิ้นๆ พออ่านไปมากๆเข้า ก็จะเริ่มรู้ลึกถึงรสนิยม ความชอบของคนเขียน และจะเห็นแนวทางการเลือกหยิบยกประเด็นมาวิจารณ์ได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆครับ

...ซึ่งมันจะเป็นข้อดีหรือข้อเสีัยนี่...คงต้องลองเอาเนื้อความมาอ่านกันอีกซักตลบล่ะมั๊ง big smile

* Elta_kung...ขอบคุณสำหรับดรากอนบอลครับ

* คุณ Media Eater ...แม้จะเป็นการวิเคราะห์ แจกแจงตัวผลงาน แต่หลายครั้ง มันก็เป็นประโยชน์ต่อตัวผู้สร้างสรรค์ผลงานเหมือนกันนะครับ เพราะทุกมุมมองที่สะท้อนจากสายตาคนอื่นเนี่ยล่ะ จะเป็นการถ่ายทอดสิ่งที่รับรู้ไป เป็นการประเมินค่า หรือเป็นการแนะนำเพิ่มเติมอะไรก็ตาม ก็ถือว่ามีความหมายต่อผู้สร้างด้วยกันทั้งนั้น ^^ เหมือนบางที การที่เราแค่ติชมผลงานของเพื่อนเล็กๆน้อยๆ ก็ทำให้เค้าได้ประเด็นกลับไปปรับปรุงผลงานแล้วนั่นเอง confused smile

* คุณ KyuubixUsagi...ดีใจที่ชอบครับ แต่ผู้สร้างสรรค์ผลงานทุกท่าน open-mounthed smile

* เอริธจัง...การทำงานจะสนุก ถ้าผู้สร้างงาน กับผู้เสพงาน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างไม่มีอคติครับ จะรอดูผลงานชิ้นใหม่ของเอริธจังเช่นกัน big smile

* น้องทราย...สิ่งสำคัญคือ รู้จุดยืนของตัวเอง และทำหน้าที่นั้นอย่างตรงไปตรงมา...คนสร้างงานก็ต้องตั้งใจ และพร้อมรับคำตอบรับ คนวิจารณ์ก็ต้องเที่ยงตรง และพร้อมให้คำแนะนำนั่นเอง ^^

* คุณ PalmieZ...ถ้าเป็นเสียงตอบรับที่ไม่มีอคติ และไม่ได้ใช้วาจาเชือเฉือนรุนแรง หักหาญน้ำใจเกินไปนัก...จะเป็นคำติ หรือคำชม ผมเชื่อว่ามันจะมีประโยชน์อย่างมาก ต่อผู้สร้างผลงานทุกคนครับ ^^

* คุณ v@n...มองงานที่ตัวงาน ไม่ใช่มองตามใจ คิดตามความชอบ และตอบตามรสนิยม ถึงจะได้ผลงานที่ตรงไปตรงมา เป็นคำวิจารณ์ที่สร้างสรรค์ครับ big smile

* คุณ mammoz...ฮา โยงไปด้าย question

* คุณ Shabaz...ขอบคุณมากครับ ^^

* คุณโคค่อน...ดีใจที่ชอบครับ ขอมอบแด่ผู้สร้างสรรค์ และผู้วิจารณ์ทุกๆท่านเลย big smile

* ่คุณ amecoco...ได้เจอแต่ด้านดีๆ ก็ถือว่าเป็นโอกาสแล้วครับ เราจะได้พัฒนาผลงานของเราไปได้ถูกทาง หรือต่อให้อ่านคำวิจารณ์ของงานคนอื่น ก็จะได้เห็นคำแนะนำที่ดี เอามาปรับปรุงตัวเองในโอกาสต่อไปเช่นกัน ^^

* คุณ topgodzilla ...ดีใจที่ชอบครับ

* SkyKiD คุง...นักวิจารณ์ทั้งหลาย มีฝีปากและมุมมองเป็นอาวุธ จะใช้มันผลักดันผลงานคนอื่นให้ก้าวไปข้างหน้า หรือจะใช้มันทำลายชีวิตของคนสร้างสรรค์...คงเป็นเรื่องที่สั่งสอน หรือบังคับกันไม่ได้ แต่ก็อยากให้รับรู้กันไว้จริงๆ เพื่อประโยชน์กับทุกฝ่ายครับ confused smile

* ่คุณ Hella C. Blodotio...ขอบคุณมากครับ ^^

* คุณ ตัวกุไม่ใช่ตัวกุ ...ส่วนตัวผมเอง มองว่าคนหลายคนในสังคมทุกวันนี้ ไม่มีเวลา หรือความสนใจมากพอที่จะประเมินค่า และตัดสินสิ่งใดๆอย่างลึกซึ้งไปซะทุกอย่าง ก็เลยเลือกที่จะวัดคุณค่าจากภายนอก หรือผ่านสายตาของผู้อื่นอีกที

นักวิจารณ์หลายๆคน เลยเป็นที่ชื่นชอบได้ แค่จากฝีปากที่คมคาย ดูมั่นอกมั่นใจ หรือมีบุคลิกที่แรง ดูแล้วสะใจ น่าเชื่อถือ อะไรแบบนั้น...แต่สิ่งสำคัญอีกอย่าง ที่นักวิจาณณ์บางคนก็จะมี บางคนก็จะไม่มี ก็คือคุณสมบัติที่จะประเมินค่าสิ่งต่างๆอย่างถูกต้อง และเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ต่อคนที่มาอ่านนั่นเองครับ big smile

* คุณ mini-teddy...อย่างที่บอกไปในบทความครับ คำวิจารณ์จะดีหรือร้าย จะรสหวานหรือรสขม ก็ช่วยพัฒนาตัวผลงานได้เช่นกัน

แต่สิ่งที่น่ากลัวจริงๆ กลับเป็นคำวิจาร์ที่ไม่มีเนื้อใน มีแต่เปลือกนอกที่กลวงๆ จะชมไม่ลืมหูลืมตา หรือจะด่าไม่ไว้หน้าเพื่อนมนุษย์...ก็ำรังแต่จะเสียประโยชน์ เสียน้ำใจกันถ้วนหน้า ผลงานก็จะหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้นเอง big smile

* คุณหมีบ้า...แม่นแล้วครับ question

* คุณ December...ขอบคุณครับ ^^

#43 By Zieghart on 2009-10-03 09:21

* คุณ NocommenZ ...มุมมองของแต่ละคนย่อมต่างกัน แต่สิ่งสำคัญคือ เราจะมองอย่างไร ให้ได้ภาพที่ถูกต้อง และถ่ายทอดออกมาอย่างไม่มีอคติ เป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวเรา และผู้อ่านนั่นเอง big smile

* คุณ Daisuke...ขอบคุณครับ ^6

* คุณ Sp@rk ...คำวิจารณ์ที่ยกยอปอปั้น ชมไม่ลืมหูลืมตา ก็ทำประโยชน์ได้น้อย เท่าๆกับคำวิจาณ์ที่ด่าทอหน้ามืดตามัวเช่นกันครับ ...สำหรับนักประเมินแล้ว สิ่งสำคัญคือความตั้งใจ และรับผิดชอบกับคำพูดของตัวเอง อย่างที่บอกนั่นเอง confused smile

* คุณ 13ankster...งานวิจารณ์ที่เต็มไปด้วยอคติ นอกจากไม่ก่อประโยชน์แล้ว ยังมักทำให้เกิดความขุ่นข้อง หมองใจกันซะอีก ทั้งสำหรับเจ้าของผลงานเอง หรือกระทั่งคนที่มาอ่านงานวิจาณ์นั้น...น่าเศร้านะครับ

* คุณ Vichyasviel von Einzbern ...ฮา ด่าในใจ confused smile แต่ในบางครั้ง ถ้าเป็นข้อเสียที่สมควรปรับปรุงจริงๆ การแนะเจ้าของงานอย่างตรงๆและสุภาพ ก็ถือเป็นเรื่องดี ที่น่าทำเหมือนกันนะครับ big smile

* คุณ pw....ขอบคุณสำหรับดรากอนบอลล้นหลามจริงๆครับ ^^

* คุณสิโร...ขอบคุณครับ หวังว่าจะมีประโยชน์

* คุณ อาเหลียง...แค่เราทำผลงานอะไรออกมาซํกชิ้นนึงด้วยตัวเอง ไม่ได้ไปลอกเลียนใครเค้า ก็ถือเป็นงานสร้างสรรค์ของตัวเรา ที่สมควรจะภูมิใจแล้วล่ะครับ

แต่แน่นอนว่า ทำงานออกมาซักชิ้น ก็ย่อมต้องมีคนมาวิจารณ์ และติชมผลงาน ซึ่งไม่ว่ามันจะหวานหรือขม... ถ้ามันเป็นคำพูดที่มีเจตนาดี ก็ต้องน้อมรับ และนำมาพัฒนาปรับปรุงให้ดียิ่งๆขึ้นไป จะเป็นสิ่งที่มีประโบชน์มาก โดยเฉพาะกับตัวเราเองนี่ล่ะครับ big smile

* คุณ garun...เป็นดาบสองคมของโลกไซเบอร์ครับ เราสามารถเผยแพร่ผลงาน และให้คำติชมได้สะดวกรวดเร็วขึ้น แต่ก็ทำให้คนรับผิดชอบกับสิ่งนั้นๆลดลง

บางคนก็แอบเอางานคนอื่นมาอ้างเป็นของตัวเอง บางก็คนด่ากราดสาดเสียเทเสียแบบไม่ต้องกลัวรับผิดชอบ...เรื่องวุฒิภาวะและจริยธรรมเหล่านี้ เป็นสิ่งที่คนอื่นสอนแทนไม่ได้จริงๆครับ angry smile

* คุณ 0uo...อาจารย์บางท่านปากร้าย แต่ประสงค์ดี ก็ถือซะว่า เป็นระบบ No pain ,No gain ละกันครับ เราต้องเจ็บปวดซะก่อน ถึงจะได้รับสิ่งดีๆมา อย่าเพิ่งหมดกำลังใจไปซะก่อนล่ะ ^^

* คุณ Akara_gat ...เป็นคำกันเหนียว ไว้ทำให้คอมเมนท์ของเราดูซอฟท์ลงไงครับ ก็ช่วยลดอคติคนอ่านไปได้ระดับนึงว่า ที่โพสต์ไปเนี่ย เป็นมุมมองของข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว ไม่ได้ยัดเยียดให้เชื่อนะจ๊ะ ประมาณนั้น

แต่น่าเสียดาย ที่หลายๆคนเอาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ แค่ใช้เป็นยันต์ในการด่าสาดเสียเทเสีย และกันตัวเองไว้ว่า อย่ามาโกรธผมนะ นี่เป็นแค่ความเห็นส่วนตัว ไปซะงั้น

* คุณ NoRWAN ...แม่นแล้ว confused smile

* คุณ toy_ting...ขอบคุณสำหรับดาวครับ ^^

* คุณ dark_shochan...การทำงานโดยไร้อคติ บางครั้งก็อาจยาก และไม่ราบรื่นเท่าไหร่ แต่ผมเชื่อว่า มันจะทำให้ตัวผลงานพัฒนาไปได้มากทีเดียวครับ

นักวิจารณ์ที่ลดอคติตัวเอง มอง วัด ประเมินค่าอย่างตรงไปตรงมา ไม่เอารสนิยมตัวเองเป็นที่ตั้ง ก็สามารถให้คำวิจารณ์ที่ก่อประโยชนฺ์ได้จริงๆ แม้ว่ามันจะไม่ได้สะใจ หรือเรียกเสียงชอบพอจากคนอ่านได้มากเท่ากับประโยคแบบเผ็ดร้อนก็ตาม

นักสร้างสรรค์ที่ลดอีโก้ตัวเอง ตั้งใจทำงานออกมา พร้อมกับน้อมรับคำติอย่างเต็มใจ ก็สามารถนำมาพัฒนางานของตัวเองให้ไปได้ไกลขึ้นๆอีก และอาจจะได้รู้ว่า มันมีค่ามากกว่าคำชมที่ไม่ลืมหูลืมตา แต่ไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาเสียอีก big smile

* คุณ Bear-killer ...คำวิจารณ์ทุกวันนี้ มักจะเน้นไปที่เนื้อหาท่อนแรก ที่ชมอย่างนั้น ติอย่างนี้...แต่ยังขาดเนื้อหาท่อนหลัง(ที่สำคัญกว่ามาก) คือคำแนะนำที่จะให้ไปใช้พัฒนาต่อนั่นเองครับ อย่างน้อยในเวลาที่เราต้องวิจารณ์ใครจริงๆ ก็ต้องไม่ลืมที่จะทำประโยคให้สมบูรณ์นะครับ ^^

และในฐานะคนสร้างงาน แม้จะเสียวไส้แค่ไหน แต่ก็ต้องพยายามอ่าน และนำเสียงตอบรับกลับมาปรับปรุงตัวเองอย่างเต็มที่นะครับ confused smile

* คุณยิ้มเหงา...อย่างที่เขียนไว้ในบทความครับ ว่าคำวิจารณ์ จะชม หรือจะติ ก็ล้วนก่อประโยชน์ทั้งนั้น ทั้งสำหรับผู้สร้างงานโดยตรง หรือคนที่มาอ่านบทวิจารณ์ของเรา ขอแค่ให้มันออกมาอย่างไม่มีอคติ ไม่มองเพียงแค่เปลือกนอก และสื่อออกมาแบบตรงไปตรงมาเท่านั้นเอง big smile

* คุณ 梁爽尉 ...ความมั่้นใจในตัวเอง ก็ถือเป็นอาวุธสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพ แต่บางครั้ง หากมีข้อติ ข้อแนะนำอะไร หากมันไม่ใช่คิวจารณ์ที่ประสงค์ร้าย เราก็ต้องยอมรับ และนำมันมาปรับปรุง เพื่อผลงานที่ดีขึ้นๆต่อไปนะครับ confused smile

* คุณ Jojoo ...ใช่ครับ ทั้งสองฝ่าย ต่างผลักดันกันและกันเสมอมา ขอแค่เข้าใจจุดยืน และหน้าที่ของตัวเองอย่างถูกต้อง ไม่มัวมาเล่นแง่ ถืออีโก้ และทะเลาะตบตีกันอย่างไร้ความหมาย ก็จะทำให้ได้งานดีๆออกมาไม่ขาดแน่นอนครับ confused smile

#44 By Zieghart on 2009-10-03 09:50

ในฐานะคนสรา้งสรรค์ผลงาน สิ่งที่เราอยากได้นอกจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างคนทำงานด้วยกันแล้ว การวิจารณ์ด้วยความสร้างสรรค์ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราได้พัฒนาตัวเองนะ ซึ่งตััวเองรู้สึกว่าการติอย่างตรงไปตรงมามีคุณค่ามากกว่าคำชมหลายเท่า

อย่างไรก็ตามในเมื่อคนเราแตกต่างกัน นิยามคำว่า "ติเพื่อก่อ" จึงไม่เหมือนกันสำหรับนักวิจารณ์ในแต่ละคน

และ "ขีดจำกัด" ในการรับคำติของเจ้าของผลงานก็มีมากน้อยไม่เท่ากันเช่นกัน

เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เราว่าอยู่กัับการมองสองด้านของผู้คนนทั้งสองฝ่ายนะ

ผู้ทำงานเองก่อนที่จะรู้สึกเสียใจหดหู่จดหมดเรี่ยวแรง ก็น่าจะมองคำวิจารณ์ที่ตัวเองได้รับให้ทะลุปรุโปร่งเสียก่อน หากมันเป็นข้อเท็จจริง และสามารถชี้ช่องทางให้เราพัฒนาขึ้นไปได้ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีนะ

ตัวคนวิจารณ์เอง ก่อนจะวิจารณ์ก็ต้องวางตัวเองอยู่บนความเป็นธรรม ปราศจากอคติต่อผู้ทำผลงาน ที่สำคัญต้องมีจิตใจเมตตา หวังให้คนถูกวิจารณ์ได้รับการพัฒนา แม้คำติอาจจะกระทบกระเทือนจิตใจไปบ้าง แต่จุประสงค์ดี ๆ ที่คุณมีัให้้ต้องส่งถึงผู้รับได้อย่างแน่นอน

#45 By Highwind on 2009-10-03 14:44

ชอบบทความนี้จริงๆ > <

เห็นด้วยครับว่าการวิจารณ์อะไรอย่าไปมักง่าย เอาใจเขามาใส่ใจเรา แนะนำติชมกันด้วยไมตรีจิต

อย่างที่โบราณเค้าว่าไว้ว่า ความเกรงใจเป็นสมบัติของผู้ดี (ผู้ดีที่ว่าก็คือคนดีนะครับ ไม่ใช่ว่าไฮโซ เหอๆ)

#46 By Dus (118.175.76.8) on 2009-10-06 19:37