My-Life

.

สวัสดีเพื่อนๆครับ

นี่ก็เป็นสัปดาห์ว่างๆสัปดาห์สุดท้ายของผมแล้ว  ก่อนที่จะเข้าสู่ตึกอายุรกรรมในวันอาทิตย์หน้า...ก็กะไว้คร่าวๆว่า คงเป็นเดือนที่วุ่นวายที่สุดในรอบปีก็เป็นได้...

วันนี้ได้โอกาส เลยไปงานมหกรรมหนังสือมาแล้วครับ หมดเงินไปเยอะเลย ^^" แต่ก็ยังหาหนังสือที่อยากได้ไม่ครบซะที...ถ้ามีเวลาว่าง คงได้ไปเดินอีกซักหน

งานนี้ก็ไปมาทุกปี คราวนี้มาก็เห็นอะไรหลายๆอย่าง บ้างก็เหมือนๆเดิม บ้างก็เปลี่ยนๆไป...ก็เลยว่าจะหยิบประิเด็นเก็บตก มาเล่าสู่กันฟังซักหน่อย ถือว่าแชร์ๆประสบการณ์กันนะ

งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 14

พฤหัส 15 - อาทิตย์ 25 ตุลาคม 2552

10.00 - 21.00 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
.

 

- เปิดให้เข้างาน 10 โมงเช้านะครับ ตอนผมไปถึงประมาณ 9 โมงครึ่ง คนก็ออกันอยู่จำนวนนึงแล้วเหมือนกัน....เมื่อก่อนเค้าจะให้รออยู่นอกอาคารเลย แต่ปีหลังๆนี่ จะให้เข้าไปนั่งๆยืนๆผึ่งแอร์ข้างในตัวอาคารได้แล้ว และจะปิดพื้นที่แค่ตั้งแต่ตรงทางเข้าโซนจัดบูธอย่างเดียว

- ใครยังไม่ได้ทานข้าวมา ก็ไปกินที่ศูนย์อาหารได้ เพระจะเปิดตั้งแต่เช้า และพวกร้านตรงข้างๆโซน C ยังใช้นั่งรอให้ประตูงานเปิดได้ด้วย

-  ถ้าใครจะเอารถไปเอง...ควรไปเช้าๆ เพราะที่จอดรถยังหาได้ไม่ยากครับ ถ้ามาระหว่างวัน คงได้วนหากันยกใหญ่...ยิ่งบ่ายๆนี่ จะมีประกาศอยู่ตลอดเวลาว่า ที่จอดรถเต็มหมดแล้วนะคะ รบกวนไปจอดที่อืี่นนะคะ ^^"

- แนะนำว่า ยอมตื่นเช้าซักเล็กน้อย เพื่อไปตั้งแต่ตอนเปิดงานดีกว่าครับ เพราะครั้งนี้ก็เป็นเช่นทุกปี ...คนเยอะมาก ถึงมากที่สุด ยิ่งเป็นวันเสาร์อาทิตย์ด้วยแล้ว...ต้องลากเสีัยงกันยาวๆเลยว่า เย้อออออออออะ มว๊าก !! เบียดเสียดกันไม่น้อยเลย ใครเคยไปคงรู้ดี

- จำไว้ว่า Early bird catches the worm ครับ...ช่วงเช้าๆ สองชั่วโมงแรกนี่ ผมเดินสบายมากเลย ทางโล่ง คนโปร่งสุดๆ ต่างคนต่างเดินชิลๆ เลือกซื้อหนังสือกันสบายๆ...แต่พอเิริ่มใกล้เที่ยงเท่านั้นแล...คนมหาศาล ทางเดินก็เต็ม ในบูธก็เต็ม =o="

- แต่จะมีปัญหาขลุกขลิกเล็กน้อย ตอนที่่ซื้อหนังสือช่วงเช้าๆ...เพราะหลายๆร้าน จะยังไม่มีเงินทอนสำหรับแบงค์ใหญ่ๆครับ ทำให้ต้องขุดคุ้ยหาแบงค์ย่อยมาซื้อหนังสือกันให้ควั่ก... ตอนที่ผมซื้อหนังสือร้านที่ 4 ที่ยอมรับแบงค์พันผมเป็นครั้งแรก แทบจะกระโดดกอดแคชเชียร์เลยล่ะ (...แต่ดันเป็นผู้ชาย...ความปิติอันนั้นก็เป็นอันตกไป !! )

- สำนักพิมพ์ต่างๆ มาออกร้านกันเยอะเช่นเคยครับ หน้าใหม่ๆก็มาก หน้าเก่าๆก็มากันครบดี ซึ่งก็ตามธรรมเนียมครับ ว่าร้านใหญ่ๆ ที่เช่าพื้นทีเยอะๆ จะได้ Priority แรกๆ ในการเลือกพื้นที่จัดแสดง ไม่ต้องไปจับฉลากเหมือนร้านอื่นๆ...ดังนั้นท่านก็จะได้เห็นร้านเหล่านั้นอยู่ในพื้นที่เดิมๆ หรืออยู่ในโซนเดิมๆ เช่นทุกปีนั่นเอง

-  และแน่นอนว่า...สองร้านเจ้าประจำแห่งแพลนนารี่ฮอลล์ สำนักพิมพ์ใยไหม และแจ่มใส...ก็ไม่เคยทำให้พวกเราผิดหวัง......เพราะสามารถดึงดูดลูกค้าจำนวนมหาศาล เทียบเท่ากับประชากรกึ่งหนึ่งในงาน ไปออกันอยู่ที่หน้าร้านได้เช่นทุกครา...ปิดกั้นทางเดินเส้นนั้นไปอย่างสมบูรณ์ ทั้งสาวน้อย สาวใหญ่ หรือกระทั่งหนุ่มๆก็ตามที่ ช่างน่าสงสารร้านข้างเคียงยิ่งนัก

หากจะให้อุปมา เปรียบทางเดินเป็นดั่งเส้นเลือด และผู้คนเป็นดั่งลิ่มเลือดแล้วล่ะก็...คาดว่าศูนย์ประชุมคงเป็นโรคหัวใจขาดเลือดไปเสีัยแล้วล่ะครับ OTL

- สารพัดมุขขายของตามธรรมเนียมในงานมหกรรมหนังสือ ก็จะได้พบเห็นกันเช่นทุกครั้ง ทั้งการขนสาวๆวัยรุ่นหน้าตาน่ารัก มาดึงดูดลูกค้าตามหน้าบูธ (บูธนายอินทร์-โซนนิยายรัก และบูธ Bliss-โซน Jbook...น้องๆน่ารักมาก! ฮา~) การคัดเลือกคนขายเสียงดีมาประกาศสรรพคุณหนังสือได้ตลอดวัน หรือกระทั่งการเดินไปทั่วงาน ชูป้ายขนาดใหญ่บิ๊ก ก็เรียกความสนใจได้ดีครับ

-  และนอกจากตัวมาสคอตน่ารักๆ หัวโตๆที่เดินทั่วงานแล้ว ครั้งนี้ก็มีน้องๆแต่งคอสเพลย์ตัวการ์ตูนโปรโมทหนังสือกันอีกมาก เช่นแต่งธีมฮัลโลวีน โปรโมท Dark Fantasy เป็นต้น...ดูแล้วก็ยิ้มได้ครับ ^^

-  ผมรีบๆเดินไปหน่อย และคนก็เยอะมาก เลยไม่ค่อยได้เจอหน้าเพื่อนๆ exteen เท่าไหร่ (แต่ก็อุดหนุนหนังสือมาหลายเล่ม^^) อย่างวันเสาร์ที่ไปนี้ ก็มีคิวคุณแป้น ไปขึ้นเวทีโปรโมทการ์ตูนไอ้แป้นเหมือนกัน...เสียดาย เวลามันคลาดเคลื่อน เลยอดไปฟัง และไม่ได้ขอลายเซ็นต์เลย...ยังก็หวดมาเล่มนึงแล้วนะครับ

-  ร้าน Snack Bar ก็ยังกระจายอยู่ตามมุมต่างๆเหมือนทุกครั้ง และคราวนี้ก็มีเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ใครหิวน้ำหิวข้าว ก็แวะซื้อพวกน้ำขวด น้ำอัดลม ฮอตดอก ขนมปัง และของอื่นๆเดินทานได้ครับ ราคาหลากหลาย ตั้งแต่ลูกชิ้นไม้ละ 10 บาท ขนมปัง 30 บาท ไล่ไปจนถึงไส้กรอก 70 บาทกันเลยทีเดียว !!

- Option ที่ผมชอบเป็นพิเศษ ก็คือพวกเก้าอี้จากกระดาษลังนี่เอง ไอเดียดีนะเนี่ย ประหยัด เบา เคลื่อนย้ายง่าย และใช้ซ้ำได้อีกต่างหาก ^^ ปีนี้ก็ยังมีเยอะครับ

- และตอนนี้ บันไดกลางอันใหม่ ที่อยู่ตรงระหว่างโซน C ชั้นหนึ่งกับชั้นสอง ก็ได้ฤกษ์เปิดเต็มๆแล้วครับ ใหญ่โต กว้างขวางมากทีเดียว...ซึ่งแน่นอนว่า กลายเป็นที่นั่งชั้นดี ที่่จุคนได้มากขึ้นนั่นเอง...ใครชอปปิ้งมาเหนื่อยๆ หิ้วของมาหนักๆ ก็มานั่งพักได้นะครับ แต่อย่าขวางทางคนขึ้นลงละกัน ฮา

- ใครที่คิดถึงพวกรถลาก รถเข็น หรือกระเป๋าเดินทางของเหล่าเพื่อนร่วมงาน...ไม่ต้องกังวลไปครับ ก็ยังพบเห็นได้ทั่วไปเหมือนเดิม...ถือซะว่า ใครไม่เคยสะดุด ไม่เคยโดนทับเท้า และไม่เคยเดินชนกระเป๋า...แสดงว่ายังไม่ได้มางานหนังสือละกัน....ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ (หัวเราะแห้งๆ)

บางคนจำเป็นต้องใช้จริงๆ ก็คงว่ากันไม่ได้ แต่ที่อยากบอกคือน้องๆหนุ่มๆสาวๆมัธยมหลายๆคน ยังอุตส่าห์ลากใบเบ้งมางานอีกด้วย...วัยรุ่นน่ะนะน้องเอย จงใช้พลังงานให้เต็มที ถือหนังสือด้วยตัวเองเถิดหมู่เฮา !!

- แผนผังจัดแสดง สามารถขอได้ตามบูธประชาสัมพันธ์ ซึ่งช่วยในการหาสำนักพิมพ์ที่ต้องการได้ดีมากๆ แต่เวลาจะเปิดอ่าน ควรจะหลบมุม ไปกางอยู่ข้างทางนะครับ...เพราะวันนี้้นี่ ผมเดินชนคนที่จู่ๆก็กางแผนที่ไม่มีปี่มีขลุ่ย อยู่กลางทางเดินถึงสามครั้ง ! โอ้ว พี่น้องเอ๋ย ไม่ใช่เกมส์ RPG นะครับ ที่กดเข้าเมนู เปิดดูแผนที่แล้ว ชาวบ้านข้างๆจะหยุดเดินกันหมดซะที่ไหนเล่า !!

- มีประเด็นสุขภาพมาแถม...สถานที่ปิด ที่รวมคนหมู่มากไว้แบบนี้ (เช่นเดียวกับในห้าง ในลิฟต์ หรือในโรงภาพยนตร์) เอื้อต่อการแพร่กระจายของเชื้อที่ติดต่อทางการหายใจได้ อย่างเช่นไข้หวัด(รวมถึงหวัด 2009) หรือวัณโรค เป็นต้น  เพื่อนผมหลายคนจะค่อนข้างซีเรียส และไม่อยากมาเดินงานแบบนี้...ถ้าท่านไหนไม่สบายใจ จะหา Mask-หน้ากากอนามัยมาใส่ตอนเดินซื้อของก็ได้นะครับ เห็นมีคนใช้กันบ้างเหมือนกัน ไม่ต้องอายไป เพราะเรื่องสุขภาพก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว กันไว้ ดีกว่าแก้แน่นอน

-  และสำคัญที่สุด...พึงระลึกไว้ด้วยว่า นี่เป็นเพียงช่วงกลางเดือนเท่านั้น...หากท่านใช้จ่ายอย่างเมามัน หมดเงินไปเป็นพันเป็นหมื่น...ระวังจะชักหน้าไม่ถึงหลัง แล้วจะหาว่าไม่เตือน !

...

.....

.......ก็ถือว่าเล่าสู่กันฟังสนุกๆนะครับ ใครไปเดินมาวันไหน เห็นหน้าใคร เจออะไร  ซื้อเล่มไหนมา ก็มาคุยกันได้นะ

ขอให้สนุกกับการเลือกซื้อหนังสือนะครับ

.

รักหนังสือดีราคาประหยัด

รักคนอ่านครับ

.

สวัสดีเพื่อนๆครับ

วันที่ 5 กรกฎาคมนี้ เป็นวันครบรอบขวบปีที่สาม ของบล็อก My Life, My Mania ครับ ^^ เพื่อเป็นการแสดงความยินดี ที่ตัวเองสามารถคงความเป็น "บล็อกที่บ่นสะเปะสะปะ รีวิวเรื่อยเปื่อย และยำใหญ่สาระกับบันเทิงมั่วซั่วจนแทบหาคอนเซปต์ไม่ได้" (ตามที่หลายคนเข้าใจกัน) ไปได้อีกปี...ผมก็เลยเขียนเอนทรีนี้ขึ้นมา เพื่อใช้เป็น milestone เผื่อจะได้กลับมาอ่านเล่นในอนาคตครับ

และเนื่องจากไม่แน่ใจว่า ช่วงวันเกิดบล็อกจริงๆจะว่างรึเปล่า และเพื่อเป็นการเฉลี่ยๆกับปีที่แล้ว ที่อัพช้าไปหลายวัน ก็ขอยกมาอัพล่วงหน้าก่อนเลยละกัน ^^

------------------------------------

 

นึกย้อนกลับไปหลายปีก่อน ช่วงที่ยังทำตัวเป็น "คนอ่าน" ซุกซ่อนอยู่ตามหลืบบล็อกชาวบ้านเค้า เวลาก็ผ่านไปนานนม จนได้มาทำอาชีพเสริมเป็น "คนเขียน" เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง...แต่งานหลักของผม ก็ยังคงเป็นการตามอ่านเอนทรีของคนอื่น ไม่เปลี่ยนแปลง

หลังจากได้มาเขียนเอนทรีด้วยตัวเองเป็นร้อย และได้อ่านเอนทรีเพื่อนๆอีกหลายร้อย...มาช่วงหลังนี่ ผมได้เริ่มที่จะมีความสุข ในการให้ความสนใจกับสิ่งอื่น นอกเหนือจากแค่ "เนื้อหา" ของเอนทรีนั้นๆครับ

...นั่นก็คือ "อารมณ์" ที่ซุกซ่อนอยู่หลังเนื้อหาเอนทรีนั่นเอง

-----------------------------------

อย่างที่เข้าใจตรงกัน ว่า  exteen เป็นที่รวมของผู้คนมากมายหลายอาชีพ หลายที่มา...เอนทรีที่เขียนออกมาวันละเป็นร้อยเป็นพัน ก็หลากหลายไม่ซ้ำซาก...แค่กวาดตาดูผ่านๆ เราก็จะได้เห็นเอนทรีสอนทำอาหาร พากินพาเที่ยว วิเคราะห์ข่าวบ้านการเมือง รีวิวภาพยนตร์ แนะนำหนังสือ แจกไฟล์ บ่นตัดพ้อชีวิต แปะบทกลอน อวดชีวิตรักแสนหวาน โชว์ภาพถ่ายคอสเพลย์ อัพเดทแวดวงเกมส์ กรี๊ดกร๊าดดารานักร้อง เรื่อยไปจนถึงการพูดคุยสัพเพเหระ ฮาวทู การเรียนการทำงาน เป็นต้น

แต่โดยส่วนตัว ผมเห็นว่า สิ่งที่น่าสนใจนอกจากตัวเอนทรีที่เขียนแล้ว...การสังเกต "ข้อความระหว่างบรรทัด" ของผู้เขียน ก็เป็นความสนุกอีกอย่างนึง ที่ทำให้เราอ่านบล็อกได้อย่างมีความสุขมากขึ้นครับ

เอนทรีที่สร้างสรรค์ออกมา จะเกี่ยวกับอะไรก็ตาม มักสะท้อนให้เห็นถึง "อารมณ์" ที่ท้นออกมาของผู้เขียน ไมว่ามันจะสอดรับ หรือคัดค้านกับเนื้อหามากน้อยแค่ไหนก็ตาม...ก็ทำให้เรา "เข้าถึง" ความรู้สึกของผู้เขียนได้มากกว่าที่เคยเป็น

ในเอนทรีรีวิวภาพยนตร์ของคนสองคน ที่แม้จะเป็นการพูดถึงภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน ในเชิงเนื้อหาและสำนวนที่ไม่แตกต่าง...ก็ยังสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่เคยเหมือนกัน คนหนึ่งชื่นชม คนหนึ่งตำหนิ

เอนทรีแปะข่าว และวิจารณ์พอเป็นพิธี...คนหนึ่งให้ความรู้สึกเป็นกลาง นำข่าวสารมาเสนอ อีกคนให้ความรู้สึกเชิงลบ ต่อต้านและไม่พอใจอย่างเงียบๆ

เอนทรีกรี๊ดกร๊าดดารานักร้อง...คนหนึ่งรักอย่างมั่นใจ ไม่ต้องการเหตุผล อีกคนรักอย่างกล้าๆกลัวๆ การแสดงออก

เอนทรีแนะนำหนังสือซักเล่ม...คนหนึ่งประเมินคุณค่าจากเพียงความรู้สึกอิ่มที่ได้รับ หลังจากอ่านจบ อีกคนยกทฤษฎีวิชาการมารองรับมากมาย เพื่อชี้ให้เห็นความงามของวรรณกรรม

---------------------------------------------

...กระทั่งเอนทรีของผู้เขียนคนเดียว แต่มาจากต่างกรรมต่างวาระ ก็ยังสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกที่ไม่เหมือนกัน

แม้สำนวนจะไม่แตกต่าง แม้โทนของเอนทรีจะยังเหมือนเดิม การโพสต์รูป การวิจารณ์ การเล่าเรื่อง ตลอดจนการพูดคุยแต่ละครั้ง เราก็จะได้เห็นว่า ผู้เขียนกำลังอยู่ในช่วงที่มีความสุข ไม่พอใจ อยากอวด ตัดพ้อ  ประชดประชัน หรืออาจกระทั่ง พยายามดั้นด้นหาเรื่องมาเขียน

การอ่านเอนทรี โดยจับกระแสที่ถ่ายทอดออกมา จึงเหมือนเป็นการเติมความมีชีวิตให้กับหน้ากระดาษ เราสามารถเข้าถึงตัวเนื้อหา และเข้าใจความรู้สึกที่อาจไม่ตรงไปตรงมา ของผู้เขียนได้ชัดเจนขึ้น

หลายครั้ง ที่ได้กลับไปเอนทรีเก่าๆของตัวเอง ผมก็ยังสัมผัสได้ ถึงอารมณ์ความรู้สึกที่เขียน ณ ตอนนั้น...

บางครั้ง ผมดูกระดี๊กระด๊าซะเหลือเกิน ที่ได้มาแนะนำหนังสือหรือเกมส์ที่ตัวเองรัก

บางครั้ง ผมรู้สึกคลายความทุกข์ลงได้ เมื่อได้มาลองแชร์ชีวิตส่วนตัวที่ทั้งกดดันและเร่งเร้า ในมุมมองที่ดูน่าขัน

บางครั้ง ผมดูไม่มีความสุขเสียเลย เหมือนสักแต่ว่ามาปล่อยเอนทรีออกมาซักอัน ราวกับเป็นหน้าที่

บางครั้ง ผมอยู่ว่างๆเหงาๆ ไม่มีอะไรทำ ก็ออกมาเป็นเอนทรี ที่ให้ความรู้สึกแห้งแล้งเปล่าเปลี่ยวซะเต็มประดา

ฯลฯ

.

....แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน มีเอนทรีออกมาเท่าไหร่ และสะท้อนความรู้สึกเชิงบวกเชิงลบเช่นไรออกมานั้น สิ่งที่ผมได้เรียนรู้มาตลอดหลายปี จากทั้งที่เป็นคนเขียนและคนอ่าน ก็คือความคิดที่ว่า การเขียนบล็อกอย่างมีความสุข ไม่ว่าตัวเราจะอยู่ในอารมณ์ขึ้นหรือลงเพียงไรก็ตามนั้น...

สิ่งสำคัญอยู่ที่ การเข้าใจ"อารมณ์" ของตัวเอง และถ่ายทอดมันออกมาอย่างตรงไปตรงมา ไม่หลอกลวง ไม่ปิดบัง...หากทำได้ดังนั้น ความรู้สึกของตัวเรา ก็จะถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ฝืน ไม่เร่งเร้า

คนเขียนก็บรรลุวัตถุประสงค์ในการเขียน คนอ่านก็เข้าถึงเนื้อหาได้อย่างไม่ประดักประเดิด

ทุกคนก็จะแฮปปี้ มีความสุข จากทั้งการเขียนบล็อก และการอ่านบล็อกครับ ^^

>>เอนทรี HBD ปีที่หนึ่ง<<

>>เอนทรี HBD ปีที่สอง<< 

.

-------------------------------------------------

Trivia

- เจ้าของบล็อก ชอบเลข 7 เป็นการส่วนตัว...และเมื่อสามปีก่อน ก็หมายมั่นปั้นมือมาก ว่าอยากจะสร้างบล็อกในวัน่ที่ 7 เดือน 7...แต่ที่ออกมาเป็นวันที่ 5 เดือน 7 นั้น...ก็เพราะว่า จำวันผิดไปเอง

....จนถึงวันนี้ บอกใครไป ก็มีแต่คนหาว่าเล่นมุข

. 

- นอกจากรีวิวสื่อบันเทิงแบบประปรายแล้ว บล็อก My Life ,My Mania ก็มีซีรีย์เอนทรียาวออกมามากมาย อันได้แก่ 20 ปีกับไฟนอล แฟนตาซีในความทรงจำ ที่เป็นการสรุปเล่าเรื่องซีรีย์เกมส์โปรด / Medicine in Fiction ที่เป็นการเล่าเนื้อหาสาระความรู้ โดยหยิบยกตัวอย่างมาจากสื่อบันเทิงต่างๆเพื่อง่ายต่อการเข้าถึง / มองนิยามของชีวิต ผ่านการ์ตูนและสังคม ที่เป็นการรึวิวการ์ตูนเนื้อหาที่หนักไปอีกขึ้น ในเชิงวิจารณ์สังคมที่รุนแรงกว่าปกติ / My Exam ที่เป็นการเล่าเรื่องชีวิตการสอบหฤโหดของนักศึกษาแพทย์ และเอนทรียิบย่อย เล่าชีวิตความเป็นอยู่ อีกหลายเอนทรี

....ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงนี้ มีเอนทรีที่จบสมบูรณ์ไปแล้ว แค่ My exam เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

. 

- มีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนธีมบล็อกใหม่ ให้เป็น Season 5 (เปลี่ยนฤดูตามอารมณ์) มาประมาณครึ่งปีที่แล้ว ถึงขั้นให้เพื่อนช่วยเขียนมาสคอตให้ใหม่...แต่เนื่องจากวิกฤตการณ์ Harddisk เจ๊งกระบ๊งไปเมื่อสี่เดือนก่อน ข้อมูลและภาพอันสำคัญยิ่งชีพมากมาย ก็หายไปจนสิ้น...ไม่มีหน้าไปพบเพื่อนคนไหนได้อีกเลย

. 

- สมัยเดือนแรกๆที่สร้างบล็อกขึ้นมา มียอดผู้ชมประมาณเพียงวันละ 20-30 hits (และเป็นเจ้าของบล็อกเองซะเกือบ 10)...จนถึงวันนี้ ที่ได้มีสังคมที่ใหญ่ขึ้น ได้รู้จักเพื่อนฝูงต่างอายุ ต่างวิชาชีพมากมาย ทำให้บล็อกไม่เงียบเหงา ถึงขั้นร้างอีกต่อไป แม้ในช่วงที่ไม่อัพบล็อกเลย ก็ยังมีคนแวะมาเยี่ยมเยียน มาขุดคุ้ยเอนทรีเก่าๆอ่านเล่น จนยอดผู้ชมเพิ่มขึ้นเป็นแสนๆได้อย่างไม่น่าเชื่อ

อยากขอบคุณจากใจ ทั้งขาประจำและขาจร ทั้งขาเมนท์และขามุด ที่หมั่นเข้ามาอ่าน เข้ามาตอบ เข้ามาดู และหมั่นเขียนอะไรให้อ่านอย่างสม่ำเสมอว่า...ดีใจจริงๆ ที่ได้รู้จักกัน

ขึ้นปีที่สี่แล้ว ฝาก My Life, My Mania อีกเช่นเดิมนะครับ ^^

.

รักการเขียนบล็อก

รักคนอ่านครับ