My-Mania

.

สวัสดีเพื่อนๆครับ

ไม่ได้เจอหน้ากันตั้งนาน...เพราะอย่างที่เกริ่นๆไว้ครั้งก่อน ว่ากำลังจะเข้าสู่เดือนที่ยุ่งที่สุดของปี...ซึ่งก็ไม่ได้เกินเลยไปกว่าที่เคยพูดเลยซักนิด...งานหนักแบบเหลือเชื่อจริงๆ แทบไม่มีเวลาว่างเลยตลอดทั้งสัปดาห์...

บทความดราก้อน เควสต์ ภาค 7 มาแล้วนะครับ...กระแสตอบรับดีกว่าที่คิดไว้มากๆเลย ช่วงที่หายไปเป็นเดือนๆ มีคนมาเร่ง มาทวง มาดัน ให้เขียนต่อมากมายจริงๆ ^^"...ยังไงถ้ามีคนอ่าน คนเขียนก็ดีใจครับ ขอบคุณเพื่อนๆที่ติดตามจากเวปต่างๆด้วยนะครับ รับรองว่า ยาวสะใจ หายคิดถึง และไม่กล้าทวงภาคต่อไปแน่นอน ฮา

อย่างที่บอกไว้ว่า เวลาว่างแทบไม่มี ภาคนี้เลยใช้เวลาในการเขียนนานมากๆจริงๆครับ เพราะไม่ต่อเนื่องซักที (เขียนได้วันละครึ่งชั่วโมงก่อนนอน อะไรแบบนี้) ยังไม่ต้องนับว่า นี่เป็นอีกภาคที่มี"ประเด็น"ให้เขียนมากที่สุดภาคนึง...ก็พยายามตัดทอนไปมากแล้ว หวังว่าจะอ่านได้ไม่ติดขัด และขอให้อ่านสนุกนะครับ ^^

>>ลิงค์หน้าหลักบทความ<<

~ Dragon Quest Reminiscence ~

~ Part VII ~

.

1.

พลิกย้อนกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านพ้นมาเนิ่นนาน ได้บังเกิดสงครามครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด ระหว่างผู้สร้างสรรค์สรรพสิ่ง-"พระเจ้า"(God) กับมารร้ายผู้หวังกลืนทุกชีวิตให้จ่อมจมอยู่ในความมืด-จอมเทพปีศาจ"ออโก้เดมีร่า" (Orgodemir)

สงครามครั้งนั้น ดำเนินต่อเนื่องไปหลายร้อยปี ต่างฝ่ายต่างคัดเฟ้น สรรหากองกำลังของตัวเองออกมาเผชิญหน้ากันอย่างดุเดือด...ชีวิตและความเสียหายที่มากเกินคณานับนั้น จบชีวิตของเหล่าผู้กล้าทั่วแผ่นดิน เหลือไว้เพียงซากศพและผืนดินที่นองไปด้วยเลือด

ในกองทัพของพระเป็นเจ้านั้น มีชายมากฝีมืออยู่คนหนึ่ง ที่เป็นกำลังหลักในการต่อสู้กับความชั่วร้าย...โจรสลัดหนุ่มหน้าคม ผู้พิชิตทุกท้องทะเล นาม "ชาร์คอาย" (Sharkeye)...ชายหนุ่มรับบทบาทสำคัญในการไล่ต้อนเหล่าศัตรูอย่างไม่หยุดหย่อน แม้จะต้องจากคนรัก เจ้าหญิงอานิสผู้งดงาม กับลูกในท้องไว้ยังสถานที่ห่างไกล...แต่เขาก็ยังสู้ยิบตา กับกองกำลังปีศาจที่ดูจะไม่มีสิ้นสุด

ที่สุดของที่สุด จอมมารออโก้เดมีร่า ได้ใช้เวทย์ขั้นสูง แช่แข็งชาร์คอายและลูกเรือที่เขาภาคภูมิใจ ไว้ในสุสานน้ำแข็งขนาดมหึมา...ทั้งห้วงเวลา พลังชีวิต และอนาคตของชายหนุ่ม ก็เป็นอันหยุดนิ่ง จบสิ้นอยู่เพียงแค่นั้น

 

2.

เมื่อสูญเสียทหารฝีมือดีไปมากเข้า ฝ่ายพระเจ้าก็เริ่มที่จะเพลี่ยงพล้ำ และรอวันที่จะพินาศสิ้น..พระเจ้าตัดสินใจเข้าเผชิญหน้า ปะทะกับจอมมารขั้นแตกหัก ด้วยพลังทั้งหมดเท่าที่จะเหลืออยู่

แต่ราวกับจะรู้ชะตาของตัวเอง...พระเจ้าได้ทิ้งไพ่ตายใบสุดท้าย โดยฝากความหวังไว้ที่ "เมลวิน" (Melvin) ผู้กล้าเพียงคนเดียวที่ยังเหลือรอด...ผนึกนักรบเฒ่าผู้นั้นไว้อย่างดิบดี ก่อนเข้าเผชิญหน้ากับออโก้เดมีร่า

การต่อสู้เป็นไปอย่างรุนแรงและดุเดือด...และแล้ว แม้จะทำให้จอมมารบอบช้ำ สิ้นแรงลงอย่างมาก จนถึงขั้นไม่สามารถสำแดงอำนาจใดๆได้เช่นแต่ก่อน...หากแต่ว่า พลังแห่งความมืดอันไร้ก้นบึ้งนั้น พุ่งตรงทะลวงกลางร่างเนื้อของพระเป็นเจ้า...ผู้สร้างสรรพสิ่ง ถูกพลังมืดผนึกกั้น จบชีวิตลงไปในที่สุด !!

แล้วสงครามก็จบลงอย่างไร้คำตอบ ประวัติศาสตร์ก็ดำเนินไปอย่างกำกวม...และเวลาก็ผ่านพ้นไป...

3.

ตั้งแต่ครั้งจำความได้...เด็กหนุ่ม พระเอกของเรา ผู้เป็นลูกชายของชาวประมงมือฉมัง ก็อาศัยอยู่ในเกาะเล็กๆ ที่เป็นสถานที่เพียงแห่งเดียวในโลกที่แสนกว้างใหญ่ไพศาล...รอบด้านนั้น รายล้อมด้วยทะเลที่กว้างสุดลูกหูลูกตา...ความโดดเดี่ยวเช่นนี้ มีมาแต่เพียงไร ก็ไม่มีใครทราบ และไม่มีใครคิดจะสนใจ

หากแต่ สันติสุขอันหอมหวานเช่นนั้น กลับไม่สามารถเติมเต็มความรู้สึกของชายหนุ่ม และเพื่อนสนิทผู้สูงศักดิ์ เจ้าชายคีฟา (Kiefer) แห่งปราสาทเอสตาร์คได้เลย...จิตใจที่รักการผจญภัยของทั้งสอง ปรารถนามาโดยตลอดว่าจะออกเดินทาง ค้นหาภาพความเป็นจริงเบื้องหลังโลกที่แสนเงียบเหงาและว่างเปล่านี้เอง

และวันหนึ่ง โชตชะตาก็นำพาให้ทั้งสองไปพบกับความลับที่ซ่อนเร้นอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์มาเนิ่นนาน...ทั้งสองค้นพบเส้นทางลับ ใต้วิหารเก่าแก่กลางเกาะ ที่นำไปสู่โบราณสถานขนาดใหญ่โต ซึ่งเต็มไปด้วยแท่นบูชาจำนวนมาก และประตูหลายต่อหลายบานที่เปิดไม่ออก

4.

แค่เพียงเหตุการณ์เล็กๆนั้น ก็ช่วยสร้างความตื่นเต้นให้ทั้งสองไม่น้อย จนแม้แต่มารีเบล (Maribel) เพื่อนสาวคนสนิท ลูกสาวจอมเอาแต่ใจของมหาเศรษฐี ยังจับพิรุธได้ และตามติดทั้งสองไม่ให้คลาดสายตา

โชคชะตากำลังเปลี่ยนแปลง...เมื่อบานสลักได้เปิดออก ตัวต่อหลายๆชิ้นที่เคยกระจัดกระจาย ก็เริ่มที่จะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง คณะเด็กหนุ่ม ได้เริ่มค้นพบเศษ"แผ่นหิน"ลึกลับ จากสถานที่ต่างๆทีละชิ้น ซึ่งแม้จะดูไม่มีความหมายอะไร แต่มันกลับให้ความรู้สึกพิศวงอย่างแปลกประหลาด...และเมื่อรวบรวมได้มากเข้า ทั้งหมดก็พบว่า พวกมันสามารถมาประกอบเป็นภาพใหญ่ที่สมบูรณ์...เป็นภาพสลักนูนต่ำของ"เกาะ" จำนวนมาก ที่สามารถบรรจุลงไปในแท่นบูชาทั้งหลายได้อย่างพอดิบพอดี !!

สิ่งเหนือจินตนาการเริ่มก่อเกิด...เมื่อตัวต่อเผยให้เห็นภาพที่ครบถ้วนเมื่อไร...วังวนแห่งแสงสีฟ้าก็พลันก่อเกิด ทำหน้าที่ต่างประตูมิติ ดูดนักรบที่ถูกเลือก เดินทางข้ามผ่านห้วงเวลาไปยังอดีตแต่หนหลังในทันที

 

*****

* หมู่บ้านวู๊ดพัลน่า (Rexwood) มีเรื่องเล่าขาน ถึงยอดนักรบหนุ่ม ผู้ตัดสินใจบุกเดี่ยวไปยังรังปีศาจร้าย เพื่อเปิดทางให้คนในหมู่บ้านเคลื่อนกำลังพลตามมาในภายหลัง...แต่เมื่อถึงเวลาสำคัญ ทุกคนกลับรักตัวกลัวตาย หลบเร้นอย่างขลาดเขลาอยู่ภายในรั้วบ้าน...จนชายหนุ่มนัีกรบคนกล้า ต้องจบชีวิตลงอย่างเดียวดาย

...และน้องสาวของนักรบที่ถูกทิ้งอยู่เพียงตัวคนเดียว ก็เริ่มจะก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งความโกรธแค้นและชิงชัง...

***** 

* หมู่บ้านไดอาแลค (Dialac)  ที่ผจญภัยแล้งมาเนิ่นนาน เพาะปลูกสิ่งใดไม่เป็นผล...หลังจากคำสวดอ้อนวอนด้วยแรงศรัทธาของผู้คนในหมู่บ้าน...ฝนห่าใหญ่ที่เฝ้ารอคอยมานานปี กลับเป็นพลังของปีศาจชั่ว ที่สาปทุกคนให้กลายเป็นหินไปจนหมดสิ้น ประวัตศาสตร์ต่างๆ ก็ถูกชะล้างหายไปกับสายฝนอันดำสนิทนั้นเอง

...ชายเพียงหนึ่งเดียว ที่รอดพ้นจากเหตุการณ์หายนะครั้งนั้นมาได้ กลับต้องจ่อมจมอยู่กับความเดียวดาย ท่ามกลางรูปปั้นหินของคนใกล้ชิด...แล้วเวลากว่าครึ่งศตวรรษก็ผ่านพ้นไป...

ฯลฯ

***** 

5.

ทั้งสามได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับวิกฤตการณ์ต่างๆในสารพัดเกาะเหล่านั้น และเริ่มที่จะประติดประต่อเรื่องราวได้ว่า...เกาะน้อยใหญ่เหล่านี้ ต่างเคยดำรงอยู่ในโลกที่กว้างใหญ่นี้ทั้งสิ้น...แต่เมื่อครั้งก่อนที่จอมเทพปีศาจจะสิ้นอำนาจไป มันได้ใช้พลังแห่งความมืด "ตัดแบ่ง" ชิ้นส่วนของโลกให้กระจัดกระจาย และผนึกดินแดนเหล่านั้นไว้ในความมืดมิด เพื่อบั่นทอนกำลังของพระเป็นเจ้า ริดรอนความหวังของผู้คน และทำลายความเป็นไปได้ทั้งหมด ทีี่จะมีผู้หาญกล้ารวมกำลังมาต่อต้านตน

พลังแห่งแผ่นศิลาเหล่านั้น นำพาคณะเดินทางย้อนกลับไปในห้วงเวลาต้องสาป ที่แต่ละดินแดนต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมาน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจว่า ต้นตอของหายนะที่แตกต่างกันทั้งหมดนั้น...ล้วนเกิดจากเหล่าสมุนมารของออโก้เดมีร่าทั้งสิ้น 

และเมื่อคลายสะกด แก้วิกฤติในดินแดนนั้นๆได้แล้ว เกาะทั้งเกาะก็จะถูกปลดปล่อยจากห้วงเวลาต้องสาป กลับมาอยู่ในกระแสแห่งเวลาที่มันควรจะเป็น และปรากฎขึ้นมาในแผนที่โลกยุคปัจจุบันในที่สุด !!

 

* Shape the Present

จนถึงปัจจุบัน มีเรื่องแต่งนับไม่ถ้วน หลากหลายรูปแบบ ที่เดินเรื่องในลักษณะของ "การย้อนกลับไปแก้ไขเหตุการณ์ในอดีต" และส่วนไฮไลท์ที่สุดของเรื่องราวเหล่านั้น คือการที่พวกเราจะได้เห็น "การเปลี่ยนแปลง" ของยุคปัจจุบัน ที่สืบเนื่องจากการกระทำของเหล่าตัวเอกในยุคอดีตนั่นเอง

แน่นอนว่า ดรากอน เควสต์ 7 ก็ไม่ต่างกัน...เมื่อคณะเดินทางร่วมแก้ปัญหา และกลับมาในยุคปัจจุบันแล้ว ก็จะได้พบกับการเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้าน ที่นอกไปจากตำนานเล่าขานอันน่าภูมิใจเกี่ยวกับตัวพวกเขาแล้ว ก็ยังเจอไอเดียสนุกๆเกี่ยวกับตัวหมู่บ้านที่พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น และเต็มไปด้วยอารมณ์ขันในสไตล์ดราเก้นั่นเอง

***** 

*หมู่บ้านเอนโก (Engow) ตั้งอยู่ในขอบเขตการพิทักษ์ของจิตวิญญาณแห่งไฟ และทุกๆปีั จะมีพิธีบูชาเทพเจ้าอย่างยิ่งใหญ่...โดยที่ผู้คนทั้งหมด จะถือคบไฟเจิดจ้า ต่อแถวเดินขึ้นไปยังปากปล่องภูเขาไฟ กล่าวขอบคุณเบื้องบน ที่ประทานความร้อน ความอบอุ่น และเชื้อเพลิงที่ไม่มีวันหมดมาให้แก่ดินแดน ก่อนที่จะโยนคบเพลิงเหล่านั้นลงไปยังก้นภูเขาไฟตามลำดับ

สมุนจอมมารจึงฉวยโอกาสนำพิธีกรรมนี้ มาใช้เป็นเหตุในการก่อหายนะ ด้วยวางแผนจะดูดซับพลังแห่งเปลวเพลิง จากคบไฟที่โยนลงมามากมายนี้ กระตุ้นให้ภูเขาไฟเอนโกระเบิดออก กลืนกินชีวิตทั้งหลายให้ดับสิ้น !

เมื่อเราช่วยทำลายแผนของปีศาจร้ายได้แล้ว ย้อนกลับมายังหมู่บ้านเอนโกในยุคปัจจุบัน ก็จะพบว่า หมู่บ้านแห่งนี้ อยู่ดีมีสุข และยังศรัทธากับจิตวิญญาณแห่งไฟอยู่อย่างเหนียวแน่น...แต่ก็มีการปรับใช้ให้เข้ากับยุคสมัย โดยการผันตัวเองมาเป็นดินแดนแห่งการท่องเที่ยว ซึ่งมีจุดขายอยู่ที่บ่อน้ำพุร้อนระอุตลอดปี และโชว์การแสดงพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์แต่หนหลังนั่นเอง ! หัวการค้าซะไม่มี !

***** 

*หมุ่บ้านออลเฟ่ (Orph) ถูกรุกรานโดยปีศาจร้าย ที่ใช้พลังมืด สลับร่างกายของชาวบ้าน ให้กลายเป็นสรรพสัตว์ และเปลี่ยนร่างสัตว์เลี้ยงทั้งหลาย ให้มีรูปลักษณ์ดุจคนเดินดิน...สร้างความฉงนให้กับพระเอกของเราเป็นอย่างมาก เมื่อได้พบกับคนทั้งหลายที่ไม่พูดไม่จา หรือเจอกับสัตว์มากมายที่ทำตัวประหนึ่งเจ้าของบ้าน

พวกเขาได้พบเจอกับหนุ่มน้อยกาโบ (Gabo) ที่ถูกล่ามคอไว้ในคอกไม้ ก่อนที่จะได้รู้ว่า เจ้ามนุษย์จำแลงนี้ มีร่างดั้งเดิมเป็นสมาชิกของ"ฝูงหมาป่าศักดิ์สิทธิ์" ที่พยายามต่อสู้ไล่ต้อนมารร้ายเสมอมา ก่อนที่จะถูกสาปเป็นคนจนสิ้นท่าเช่นนี้...กาโบ้ดีอกดีใจที่ถูกช่วยเหลือ และได้ร่วมเดินทางไปกับตัวเอกของเรา จนสะกดปีศาจร้ายไว้ในโลงหิน และปลดปล่อยคำสาปทั้งหมดได้ในที่สุด

อนิจจา พลังเฮือกสุดท้ายของมารร้าย ทำให้มีเพียงกาโบ้ที่ไม่อาจกลับเป็นหมาป่าได้ดังเดิม...แต่นั่นไม่ได้สร้างความลำบากให้กับหนุ่มน้อยอารมณ์ดีคนนี้เลยซักนิด...และเมื่อทุกคนได้แวะเวียนไปเยี่ยมตัวหมู่บ้านในยุคปัจจุบัน ก็จะพบว่า...ณ ตอนนี้ได้มีประเพณีประจำปี เพื่อฉลองขอบคุณเหล่าสัตว์ที่มีบุญคุณกับหมู่บ้าน ด้วยการให้ทุกคนสรรหาชุดสัตว์หลากชนิด มาแต่งแฟนซีหมูหมากาไก่ และเต้นรำกันอย่างเพลิดเพลิน  !! ...หรือหากกลับไปยังโลงศพที่ผนึกปีศาจร้ายเมื่อหนหลัง ก็ยังจะได้พบกับเจ้าปีศาจที่หมดสิ้นพลัง กลายเป็นคุณลุงใจดี พร้อมกับมอบแผ่นศิลาให้เราอีกต่างหาก !!

ฯลฯ

6.

คณะเดินทางได้ค้นหาเศษแผ่นหินมหัศจรรย์ที่กระจัดกระจาย แล้วค่อยๆนำมาประกอบเป็นภาพเกาะที่สมบูรณ์ทีละแห่ง พร้อมกับค่อยๆปลดปล่อยดินแดนทั้งหลายไปทีละเปลาะ ตามแต่โชคชะตาแห่งแผ่นศิลาจะนำพา...แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งแล้ว พระเอกของเราก็ค่อยๆรู้สึกตัวได้ว่า ในชีวิตการเดินทางของแต่ละคนนั้น ล้วนผูกอยู่กับเส้นด้ายแห่งพรหมลิขิตของตน...เราทุกผู้ ล้วนมีพันธะ และอนาคตที่จะต้องมุ่งไปด้วยตัวคนเดียว...เพื่อการนั้น "การพานพบ" ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ง่ายดาย ไม่ต่างจาก "การสูญเสีย" และ "การจากลา"...

***** 

* ณ ทุ่งร้างที่กว้างสุดลูกหูลูกตา พระเอกของเราได้เดินทางมาพบกับชนเผ่าเร่ร่อนในตำนาน ชนเผ่าเดจา (Deja) ซึ่งเดินทางรอนแรมไปทั่วผืนดินมาหลายชั่วอายุคน...โดยมีพันธกิจสูงสุดที่สืบทอดมา ในการ "ฟื้นคืนชีพ พระผู้เป็นเจ้า" นั่นเอง...พวกเขาเชื่อว่า ด้วยสายเลือดผู้พิทักษ์ของจิตวิญญาณแห่งพสุธาที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น...หากสามารถค้นหาแ่ท่นพิธีแห่งพระเจ้า และให้นักดนตรีมากพรสวรรค์ บรรเลงบทเพลงจากเครื่องสายตูล่า และนางระบำผู้ถูกเลือก ร่ายรำบูชาทวยเทพแล้ว..พระผู้สร้าง จะสามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ในที่สุด

จะมองว่าเป็นศรัทธาอันแรงกล้า หรือเพียงแค่ความเชื่อที่งมงายก็ตาม...เจ้าชายคีฟา ผู้ปรารถนาการเดินทางไล่ตามหัวใจของตน และรังเกียจพันธะอันน่าเบื่อหน่าย อย่างการเป็นเจ้าชายเสมอมา...ได้แสดงความสนใจหน้าที่อันมีเกียรติของชนเผ่าเดจาเข้าอย่างจัง...ยังไม่ต้องพูดถึงการถูกตาต้องใจไลล่า เจ้าของสายเลือดจากวิญญาณแห่งพสุธา และรับตำแหน่งนางระบำผู้งดงามอีกด้วย

พวกเขาได้ช่วยเหลือเผ่าเดจาฝ่าฝันอันตรายทั้งหลาย จนไปถึงแท่นพิธีที่เฝ้าค้นหากันมาหลายศตวรรษ...แต่อนิจจา ด้วยเวลา วาระ และชะตากรรมไม่เป็นใจ พิธีการฟื้นคืนชีพของพระเจ้า กลับไม่สำเร็จดังหวัง...และนี่เอง ที่เป็นชนวนของความขัดแย้งครั้งใหญ่ ด้วยการกระตุ้นศึกรักสามเส้าของเจน นักดนตรีตูล่า ไลร่า นางระบำ และคีฟา ผู้เสนอตัวขอเป็นผู้คุ้มครองคนใหม่ ของชนเผ่าที่ไร้หลักแหล่งนี้เอง !!

คีฟาจากลาเพื่อนพ้อง ขอไล่ตามความฝันและหัวใจของตัวเองอยู่ในห้วงเวลาที่แสนห่างไกล...เหล่าคณะเดินทางไร้คำพูดจะเอ่ย ได้เพียงเดินทางเพื่อทำ "หน้าที่" ของตัวเองให้บรรลุต่อไป

7.

พวกเขาได้ก้าวไปข้างหน้า จนสามารถเดินตามรอยเท้า เข้าสู่ขอบเขตชั้นต้น ในแผนการณ์ของพระเป็นเจ้า ด้วยการค้นพบ และปลดผนึกผู้กล้าคนสุดท้าย เมลวิน ให้ตื่นจากหลับไหลได้อีกครั้ง...นักรบเฒ่าไม่รอช้า ขอติดตามคณะเด็กหนุ่ม สืบสานภารกิจดั้งเดิม แก้แค้นให้นายเหนือของตนนั่นเอง

และในห้วงเวลาที่เลยผ่านอดีตทั้งปวงมาหลายศตวรรษนี้เอง...พวกเขาได้พบกับสายเลือดของชาวเผ่าเดจาอีกครั้ง และได้มีโอกาสรู้จักกับ ไอร่า (Aira) สาวงามผู้สืบทอดคุณสมบัติในการเป็นนางระบำคนปัจจุบัน...เจ้าหล่อนเป็นนักรบสาวผู้มาดมั่น ที่กล้าคิดกล้าทำ และมักเลือกที่จะเริ่มลงมือ มากกว่จะมาคอยความหวังอย่างลมๆแล้งๆ...ไลร่าได้รู้ถึงภารกิจแห่งพระเป็นเจ้าของคณะเดินทาง และขอร่วมเดินทางไปด้วยทันที เพื่อค้นหานักดนตรีตูล่าในตำนานให้ได้โดยเร็วที่สุด

...จากบรรยากาศที่คุ้นเคย อุปนิสัยที่คุ้นตา และสัมผัสที่ชวนระลึกถึง...เด็กหนุ่มรู้สึกลึกๆในใจว่า...จิตวิญญาณ และความมุ่งมั่นของเพื่อนเก่าแก่ที่จำต้องจากลากันคนนั้น ได้สืบทอดมาจนถึงยุคปัจจุบันนี้โดยมิได้เลือนไปเลย

 

*: System

ดรากอน เควสต์ 7 - Warriors of Eden นำระบบ "Class System" เจ้าเก่า ที่เคยได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากในภาคก่อนหน้า มาพัฒนาให้มีความละเอียดซับซ้อนมากยิ่งขึ้น...การเลือกเรียนรู้อาชีพขั้นพื้นฐานหลายๆอัน เพื่อเปิดทางต่อยอดไปยังอาชีพขั้นสูง ก็ยังคงมีอยู่ และได้เพิ่มระบบ "Hybrid Ability" ที่ใช้ในการเรียนรู้"อบิลิตี้พิเศษ" จากอาชีพที่เกี่ยวเนื่องกัน...ยกตัวอย่างเช่นหากศึกษา"สายนักดาบ" ไปถึงจุดนึงแล้ว หันกลับมาศึกษา"สายนักเต้น" อย่างต่อเนื่อง ก็จะปลดล๊อคท่าพิเศษ "ระบำดาบ" ที่ทำให้ผู้กล้าของเรา ร่ายรำ ฟาดฟันสี่ครั้งในหนึ่งเทิร์น กำราบบอสได้อย่างง่ายดาย !!

และในภาคนี้ เราจะได้มี"อาชีพมอนสเตอร์"เพิ่มเติมขึ้นมา ซึ่งจะเรียนรู้ได้จากการเก็บสะสมไอเทม"หัวใจมอนสเตอร์" จากเหล่าศัตรู เพื่อให้เรานำมาเรียนรู้ได้ และต่อยอดไปยังอาชีพมอนสเตอร์ระดับสูงได้ไม่ต่างกัน...เมื่อรวมเบ็ดเสร็จแล้ว จึงได้ว่ามีอาชีพให้เลือกเรียนรู้ได้ทั้งหมดกว่า 50 อาชีพกันเลยทีเดียว !!!

ระบบในภาคก่อนๆ ก็ได้มีการหยิบยกมาใช้ไม่ได้ขาด ทั้งเรื่องคาสิโน เวทีประกวด วิหารดาร์มาไว้เปลี่ยนอาชีพ ประสาทราชาเหรียญเล็กไว้แลกของ  การเซฟในโบสถ์ ฯลฯ ...ส่วนระบบอื่นๆที่เพิ่มเติมขึ้นมา ก็ดังเช่นการจับมอนสเตอร์มาเลี้ยงในฟาร์ม การค้นหาพิมพ์เขียวมาสร้างถิ่นที่อยู่ไว้รองรับ การสร้างเมือง การเสาะหาผู้คนมาอยู่อาศัย พร้อมพัฒนาตัวเมืองไปในทิศทางที่เราต้องการ ไมว่าจะเป็นวิหาร สลัม ย่านค้าขาย คาสิโน ซึ่งแต่ละแห่ง ก็จะมีอุปกรณ์ระดับสุดยอดที่แตกต่างกันออกไปวางขายอยู่ ฯลฯ...ทั้งหลายทั้งปวงนี้ สามารถดึงดูดให้คนเล่นเสียเวลาไปกับตัวเกมส์ได้หลายร้อยชั่วโมง ถ้าหากยังมีไฟอยู่

 

8.

เมื่อปลดปล่อยดินแดนแห่งสุดท้าย ให้กลับคืนสู่ผืนโลกในยุคปัจจุบันได้สำเร็จ...โลกที่เคยถูกตัดแบ่ง ผนึกไว้ในความมืดมิดมาเนิ่นนาน ก็เป็นอันกลับคืนมาสู่สภาพดั้งเดิมเป็นผลสำเร็จ

หน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่เหลืออยู่ คือการย้อนกลับไปยังช่วงเวลาสำคัญ...ห้วงมิติเพียงแห่งเดียว ที่จะพบเจอ และกำจัดรากเหง้าของความชั่วร้ายได้อย่างสมบูรณ์...คณะผู้กล้าของเรา ใช้แผ่นหินมหัศจรรย์ที่ซุกซ่อนอยู่ในเหล่าดินแดนที่คลายผนึก ย้อนกลับไปยังห้วงเวลาสำคัญเมื่อหลายร้อยปีก่อน...กลับไปสู่ ศึกตัดสินระหว่างพระเป็นเจ้า กับจอมมารออโกเดมีร่าอีกครั้ง !!

ในช่วงเวลานั้น ภาพอดีตต่างๆกำลังดำเนินไปตามเส้นทางของมัน...พระเจ้าผนึกเมลวินไว้ยังหินผาสุก และเข้าปะทะกับจอมมาร ก่อนถูกทำลายจนดับสิ้นไปตามประวัติศาสตร์...และได้ทิ้งจิตวิญญาณแห่งธาตุทั้งสี่อันยิ่งใหญ่ไว้รักษาสมดุลในโลกต่อไป

---------- 

...แม้จะบอบช้ำไร้เรี่ยวแรง แต่จอมมารออโก้เดมีร่าก็ยิ้มร่า ที่สามารถสังหารพระเจ้า ศัตรูตัวฉกาจของตนได้สำเร็จ...หากแต่จอมมารยังไม่ทันได้นั่งบัลลังค์ ลิ้มรสชาติแห่งชัยชนะได้นานพอ...ผู้กล้าของเรา ก็ปรากฎกายขึ้นเบื้องหน้า และลงดาบสุดท้าย กำจัดออโก้เดมีร่าได้ในที่สุด !

"ทำไม! ทำไมต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อพระเจ้าที่จืดชืดเช่นนั้น! แต่...ยังหรอก! มันยังไม่จบ! ข้าคือออโก้เดมีร่า ร่างรวมของความชั่วช้าในโลกหล้า! แม้ร่างกายจะสูญสิ้น แต่จิตวิญญาณจะยังคงอยู่ ! ข้าคือผู้บรรเลงท่วงทำนองของชีวิตอันต่ำต้อยทั้งปวง ฮว้ากกกกกกกกก"

ขาดคำ จอมมารก็สลายไป และเกาะแห่งสุดท้ายที่ถูกผนึก...ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเจ้า ก็หวนกลับคืนมายังโลกยุคปัจจุบัน

9.

จอมเทพปีศาจพ่ายแพ้ไปแล้ว แต่พันธกิจสุดท้ายของเหล่าผู้กล้ายังไปไม่ถึงจุดสิ้นสุด...หากพวกเขาสามารถสานต่อพิธีกรรมสำคัญที่เคยล้มเหลวไป ให้สำเร็จได้อีกครั้ง..."การชุบชีวิตพระเป็นจ้า" ก็จะไม่ใช่เพียงความฝันอีกต่อไป

อีกครั้ง กับการพบเจอทายาทแห่งเผ่าเดจา...ครั้งนี้ ทั้งเวลา และวาระต่างครบถ้วนสมบูรณ์ดี...ผู้กล้าได้ค้นหานักดนตรีผู้สามารถใช้ตูล่าได้ และให้ไอร่าสวมอาภรณ์พิสุทธิ์ ร่ายรำทำพิธีปลุกชีพอีกครั้ง...และแล้ว แสงสว่างก็พลันบังเกิดขึ้น..พระเจ้า ผู้สร้างที่แสนยิ่งใหญ่ กลับคืนชีวิตขึ้นมาอีกครา !!

งานเลี้ยงฉลองดำเนินไปข้ามวันข้ามคืน น้ำตา รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความปลื้มปิติ...ไม่มีค่ำคืนไหนที่จะยาวนานและน่ายินดีไปกว่านี้อีกแล้ว...ช่วงเวลาแห่งสันติภาพอันยั่งยืนกำลังเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง...และเสียงโห่ร้องของผู้คนก็จะดำเนินไปตลอดกาล

 ~ Dragon Quest VII ~

FiN.........?

 

10.

วันคืนผ่านไปเนิ่นนาน หลังจากจอมเทพปีศาจพินาศสิ้น พระเจ้าได้ประทับยังหอคอยคริสตัลพาเลซอันยิ่งใหญ่ ซึ่งเกณฑ์ผู้คนมหาศาลจากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมกันสร้าง เมลวินก็ได้เป็นหัวหน้าองครักษ์ อยู่เคียงข้างนายเก่า ส่วนผู้กล้า มารีเบล ไอร่า และกาโบ ต่างก็แยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตน

หากแต่...ยังมีบางสิ่งบางอย่าง ที่ค้างคาอยู่ในใจของคนหลายผู้...แม้จอมมารสูญสิ้นไปแล้ว ซ้ำพระเจ้าก็ยังฟื้นคืนมา...แต่บางสิ่งบางอย่าง ยังดูไม่ถูกต้อง...ยิ่งนานวันเข้า ความมืดมิดที่เคยห่างหาย กลับค่อยๆคืบคลานเข้ามา ทิศทางของโลกกำลังก้าวไปในอาณาเขตแห่งความมืดอีกครั้ง...คำสั่งที่ดูผิดปกติจากพระเป็นเจ้า เริ่มทยอยประกาศออกมาเป็นระยะ...จนถึงปัจจุบัน แม้การสร้าง และสะสมอาวุธต่างๆ ก็ยังมิอาจทำได้

จนเมื่อความคับข้องใจถึงขีดสุด เมลวินถูกใส่ความว่าก่อการมิชอบต่อพระเป็นเจ้า ถึงขั้นต้องหนีตายหายหน้าไป

...และแล้ว ความมืดมิดที่ไร้ผู้ยับยั้ง...ก็กลับมาปกคลุมโลกทั้งใบอย่างไม่น่าเชื่ออีกครา !!

 

11.

ในการที่จะปลดปล่อยโลกอีกครั้ง ผู้กล้าไม่อาจปักใจเชื่อในพระเจ้า ณ ตอนนี้ได้เลย...ทั้งหมดจึงจำเป็นต้องแสวงหาพลังอำนาจที่ทัดเทียมกัน...พลังอำนาจแห่ง"จิตวิญญาณทั้งสี่"  (Four Spirits)ที่เป็นผลงานสร้างสรรค์ของพระเจ้า ซึ่งถูกสร้างมาพร้อมๆกับเหล่ามนุษย์ เมื่อครั้งที่โลกถือกำเินิดมา

การเดินทางท่องโลกที่ถูกปิดผนึก เป็นไปอย่างยากลำบาก เวทย์มนตร์เดินทางใดๆล้วนไร้ผลเสียแล้ว...ผู้กล้าได้รับความช่วยเหลือจากเมลวินที่อยู่หลบหนีอยู่ห่างไกล และจากโจรสลัดชาร์คอายที่หลุดพ้นจากอำนาจแห่งจอมเทพปีศาจ...การเดินทางที่ดูเป็นไปไม่ได้ จึุงค่อยๆสำเร็จลงทีละเปลาะ

และในที่สุด เมื่อสัญลักษณ์ที่มือของชาร์คอายและผู้กล้า พลันเปล่งแสงวาบขึ้น..."เส้นทาง" ก็พลันเปิดกว้าง...ผนึกสุดท้ายของเทพแห่งวารีได้คลายออก...จิตวิญญาณทั้งสี่ ฟื้นขึ้นจากหลับใหลแล้ว !!

 

12.

บทสรุปของวาทะระหว่างเหล่าวิญญาณ และพระผู้สร้าง จบลงด้วยความขัดแย้ง...ด้วยพลังแห่งธาตุที่ปล่อยใส่ผู้ให้กำเนิด...เผยร่างที่แท้จริงออกมา พร้อมกับความเป็นจริงอันน่าตระหนกว่า...สิ่งที่"ฟื้นคืนชีพ" ขึ้นมาจากพิธีอันศักดิ์สิทธิ์เมื่อครั้งนั้น หาใช่พระเจ้าไม่...แต่กลับเป็น จอมเทพปีศาจ ออโก้เดมีร่า นั่นเอง !!

ปีศาจร้ายหัวเราะร่า หยุดละครฆ่าเวลาที่เล่นตลกกับศรัทธาของเหล่ามนุษย์ และใฃ้พลังอันยิ่งใหญ่ กำจัดจิตวิญญาณทั้งสี่ให้กระเด็นกระดอน พร้อมเปิดเผยสภาพที่แท้จริงของคริสตัลพาเลท ให้เห็นว่าถูกเปลี่ยนแปลงเป็นหอคอยทมิฬที่แสนชั่วช้าไปเสียแล้ว

...หายนะที่รุนแรงที่สุด เท่าที่ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติจะจารึกไว้ ได้เริ่มขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว ในสภาพการณ์ที่เลวร้ายกว่าจะคิด...ผู้กล้ากระจัดกระจาย ความหวังริบหรี่ และแม้พระผู้สร้างก็ยังดับสิ้น

เหล่านักรบที่ยังหลงเหลือ ค่อยๆรวมตัวกันอีกครั้ง และมุ่งหน้าสู่รังของปีศาจชั่ว เพื่อจะปิดฉากหายนะแห่งหน้าประวัติศาสตร์นี้ลงอย่างสมบูรณ์ !!

Dragon Quest VII

~ Fin ~  

 

 

*: Presentation

Dragon Quest VII - Warriors of Eden...เป็นหนึ่งในภาคที่มี "จังหวะ" การเดินเรื่องที่แปลก และมี "การนำเสนอ"ที่ฉีกขนบธรรมเนียมของซีรีย์ไปอย่างมาก ส่งผลให้เกิดกระแสตอบรับที่สุดขั้วไปคนละฝั่ง

ช่วงครึ่งแรกของเรื่อง ใช้การแบ่งเนื้อหาเป็นบทย่อยๆ ผ่านการเดินทางย้อนเวลากลับไปแก้วิกฤติในยุคสมัยเก่าก่อน เพื่อที่จะนำดินแดนต่างๆที่ถูกผนึกไว้ กลับมาสู่โลกในยุคปัจจุบัน...จุดเด่นของการเดินเรื่องเช่นนี้ คือ"ความหลากหลาย" ของเนื้อหา ที่เป็นเหมือนการนำพลอตยิบย่อย ต่างสถานที่ หลายสถานการณ์มาให้ผู้เล่นต้องเผชิญ บางอันขำขันสั้นกระชับ บางอันรุนแรงยิ่งใหญ่และยืดยาว เพื่อให้ได้รสชาติของการผจญภัยที่ไม่จำเจ

แต่ข้อเสียที่สุดของการเดินเรื่องเช่นนี้ ก็ไม่พ้น"ความรู้สึกซ้ำซาก" ในภาพรวม...ด้วยเพราะรูปแบบการเดินเรื่องเช่นนี้ ย่อมจะทำให้ผู้เล่นต้องพบกับวังวนแบบเดิมๆ (...รวบรวมหิน สู่ดินแดนใหม่ เรียนรู้วิกฤติในโลกนั้น บุกดันเจียนข้างๆ ปราบบอส ปลดปล่อยเกาะ รวบรวมหิน สู่ดินแดนใหม่...ฯลฯ) กว่า 20 หน ทำให้หลายครั้ง ที่จะรู้สึกเหมือนย่ำอยู่กับที่ ไม่ได้ขยับเนื้อเรื่องหลักไปไหนเสีัยที

แน่นอนว่า ตัวเกมส์มีการพยายามที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการเดินเรื่องให้ไม่จำเจอยู่บ้าง เช่นการแก้วิกฤติปัญหาลูกโซ่ ที่ต้องย้อนกลับไปกลับมาระหว่างช่วงเวลาหลายต่อหลายครั้ง หรือการสอดแทรกเรื่องราวบทสำคัญๆ มาเป็นระยะ ซึ่งล้วนเป็นปัญหาระดับใหญ่ ที่อลังการงานสร้าง และกระตุ้นให้คนเล่นไม่เบื่อหน่ายได้ตรงจังหวะ (ตอนที่ประทับใจมากเป็นการส่วนตัว ดังเช่น บทการปฎิวัติวิหารดาร์มาที่ถูกปีศาจยึดครอง /บทภารกิจมหาเวทย์มาจัสติสที่ลบล้างเวทย์มนตร์ได้ทุกชนิด / บทสงครามเครื่องจักร และความรักระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนตร์ /บทภารกิจปลุกชีพพระเจ้าของเผ่าเดจา เป็นต้น)

 

*: Time paradox

หากจะว่าไปแล้ว สารพัดปัจจัยที่บั่นทอนกำลังใจของผู้เล่นนั้น ก็เริ่มตั้งแต่ครั้งเปิดเกมส์มา...ด้วยเซตติ้งที่วางไว้ถึงโลกอันแสนสงบสุข...ทำให้ผู้เล่นจะต้องใช้เวลาตลอดช่วงต้น วิ่งไปวิ่งมา คุยกับผู้คนมากมาย แก้ปริศนาที่ไม่ได้ท้าทายหลายต่อหลายตลบ ผ่านดันเจียนอย่างเนือยๆอีกหลายชั้น...กว่าที่จะได้เจอกับศัตรูตัวแรกของเกมส์ - สไลม์เจ้าประจำ ก็ต้องใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงเต็ม...และกว่าจะได้เข้าถึงท่อนของวิหารดาร์มา ที่นำเสนอระบบหลักของภาค - ว่าด้วยการเปลี่ยนอาชีพ ก็ต้องใข้เวลาเกือบ 20 ชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ !!

เมื่อเทียบกับทุกๆภาคที่ออกมาก่อนหน้า (หรือกระทั่งนับรวมภาคที่ออกในภายหลัง) ก็พอจะบอกได้ว่า DQ 7 เป็นภาคที่มีเนื้อหาหลัก "ยืดยาว" กว่าภาคอื่นอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยกินเวลากว่า 80 ชั่วโมงโดยประมาณ ในการจบเกมส์แบบปกติ และใช้เวลาไม่น้อยกว่าสองเท่าหลังจากนั้น ในการตามเก็บปริศนาทั้งหมดที่ยังหลงเหลืออยู่

...นอกจากเรื่องการแบ่งบทย่อยมากมาย /การเสียเวลาสองต่อ (เพราะต้องสำรวจสถานที่เดียวกันในต่างช่วงเวลา) /การยัดระบบอาชีพ ระบบมอนสเตอร์ที่เสียเวลามากกว่าที่เคย (กับการต้องต่อสู้ปั๊มเลเวลเป็นพันๆครั้ง) และสารพัดความท้าทายจำนวนนับไม่ถ้วน ที่ตัวเกมส์พยายามอย่างมาก ในการใส่ลงให้เต็มความจุแล้ว...ย่อมทำให้จังหวะของเรื่องเชื่องช้า ไม่กระชับอย่างที่เคย

ถึงแม้ว่าเนื้อหาช่วงครึ่งหลัง จะให้ความรู้สึกของการผจญภัย-ปราบจอมมาร และกอบกู้โลก ในสไตล์ดราเก้อันแสนคุ้นเคย และเป็นท่อนที่สนุกสนานเป็นอย่างมาก...แต่ก็ไม่ใช่ผู้เล่นทุกคน ที่จะอดทน ตั้งหน้าตั้งตาฝ่าฟันไปได้จนถึงเนื้อหาในช่วงท้ายเช่นนั้น

 

*: Hidden Truth 

...ด้วยเพราะประเด็นที่เด่นที่สุดของภาค 7 นี้ (ที่เป็นทั้งหมัดเด็ด และจุดตายในเวลาเดียวกัน) ก็คือการ"เขียนบท" ในสเกลที่ใหญ่มากที่สุด เท่าที่ซีรีย์จะเคยทำมา...ตลอดทั้งเกมส์ เราจะได้พบเจอกับผู้คนจำนวนมาก จากเมืองต่างๆ ที่ต่างมีบทบาทสำคัญในช่วงเวลาของตัวเอง มีบุคลิกที่จำเพาะ มีความฝันที่แตกต่าง และมีเรื่องราวชีวิตที่โดดเด่นมากมายหลายสิบชีวิต...ยังไม่นับถึงบรรดาชาวบ้านตัวประกอบ ที่มีมากกว่าหนึ่งร้อยคน กระจัดกระจาย คอยเล่าเรื่องราวต่างๆอยู่ทุกหัวมุมเมือง

...ซึ่งในบรรดาชีวิตที่แตกต่างเหล่านั้น กลับสามารถเชื่อมโยง สร้างเป็นภาพใหญ่ได้อย่างน่าทึ่ง...หากเล่นไปเรื่อยๆ เราจะเริ่มเห็นภาพรวมของ"ประวัติศาสตร์โลก" จากมุมมองต่างช่วงยุคสมัย ว่าล้วนมีจังหวะ และท่วงทำนองที่เกี่ยวเนื่องกัน...ผู้คนบางคนที่เราได้เคยเห็นแววปัญหามาในเมืองก่อนๆ ก็อาจจะเป็นชนวนให้เกิดเหตุการณ์สำคัญในเมืองอื่นๆ...หรือบางครั้ง ความขัดแย้งของเหตุการณ์ใหญ่ที่ดูเหมือนจะไม่มีบทสรุปในช่วงครึ่งแรก ก็อาจจะได้มาเห็นจุดยุติในช่วงครึ่งหลังอีกครั้ง จากคำบอกเล่าของผู้คนจากอีกซีกโลก 

ซึ่งแน่นอนว่า ทั้งหมดทั้งปวงนี้ ได้นำเสนอในรูปแบบ"เติมคำในช่องว่าง" ตามสไตล์ดราก้อน เควสต์ ที่จะไม่ได้บอกเรื่องทั้งหมดมาโดยตรงตามฉากอีเวนท์ (แม้ว่าจะเป็นเนื้อหาที่สำคัญมากแค่ไหน) แต่จะสอดแทรกมา อยู่ในรูปแบบของเรื่องเล่า ตำนานของชาวเมือง และบทสนทนามากมาย ที่อาจทำให้คนเล่นผ่านหูผ่านตาไปอย่างง่ายดาย โดยไม่ทันรู้ถึงความสำคัญของมัน

 

*: Bloodline

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือเนื้อหาท่อนสำคัญ ว่าด้วยประเด็น "ชาติกำเนิด" ของเด็กหนุ่มของเรา ที่หลายคนอาจเล่นจนจบเรื่องไปโดยเข้าใจว่า ลูกชาวประมงคนนี้ เป็นผู้กล้าคนแรก ที่ขัดธรรมเนียมหลักของ DQ ว่าด้วย"สายเลือด"ของตัวเอก ที่มักวางเซตติ้งไว้อย่างยิ่งใหญ่เสมอมา...ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว เรื่องทั้งหมดได้มีการแอบเฉลยไว้อย่างกว้างๆ ในบทใหญ่อีกหนึ่งบท ว่าด้วยเนื้อหาท่อนของชาร์คอาย โจรสลัดหนุ่มผู้สืบทอดสายเลือดจิตวิญญาณแห่งวารี...และเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของพระเป็นเจ้า ที่ภายหลังถูกแช่แข็งไปนั่นเอง...ชายหนุ่มยอมทิ้งภรรยาคนสวย เจ้าหญิงอานิส กับลูกในท้องไว้ แต่กลับต้องถูกเวทย์ต้องห้ามเล่นงานเข้าไปเต็มๆ ขนาดที่ว่า แม้จอมมารจะสิ้นอำนาจไปแล้ว แต่ชาร์คอายกับลูกเรือ ก็จะต้องหยุดนิ่งอยู่เช่นนั้นไปอีกหลายร้อยปี...

ด้วยความรักที่มั่นคง อานิสได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าแห่งท้องทะเล ขอเปลี่ยนร่างตนเป็นนางเงือก ซึ่งมีชีวิตยืนยาว...แม้เจ้าหล่อนอาจจะไม่สามารถกลับร่างเดิมได้อีกต่อไป แต่มันก็จะเพิ่มความเป็นไปได้ ที่หญิงสาวจะได้พบหน้าชายคนรักอีกครั้ง ในซักวันหนึ่งของอนาคตที่แสนห่างไกล...

แล้วลูกในท้องของเจ้าหล่อนเล่า?...สิ่งเดียวที่ผู้เล่นจะได้รับฟังอย่างแจ่มชัดตามท้องเรื่อง ก็คือว่าจิตวิญญาณแห่งวารี ได้ปกปักษ์ลูกชายคนสำคัญคนนั้นไว้ และนำพาเด็กน้อย ข้ามผ่านห้วงมิติเวลา ไปยังอนาคตที่ข้างหน้าที่ปลอดจากภัยอันตรายใดๆ...

เมื่อรวมเข้ากับเบาะแสอีกมาก ที่ตัวเรื่องแอบหย่อนไว้ไม่ได้ขาด ทั้งเรื่องของ"ปาน"ประหลาดที่ข้อมือของเด็กหนุ่ม ที่มักตอบสนองรุนแรงต่อสถานที่ในสังกัดวิญญาณวารี...เค้าหน้าของผู้กล้าหนุ่ม ที่ละม้ายคล้ายคลึงกับยอดโจรสลัด ขนาดที่คนใกล้ชิดยังหวั่นไหว...บรรยากาศคุ้นเคยรอบๆตัว ที่ทำให้สัตว์เลี้ยงแสนรักของชาร์คอายยอมเข้าใกล้...จนถึงฉากไคลแมกซ์ ที่เด็กหนุ่มและชาร์คอาย รวมพลังของปานสัญลักษณ์ทั้งสองเป็นหนึ่งเดียว ปลุกชีพจิตวิญญาณแห่งวารีได้นั่นเอง ที่สามารถยืนยันที่มาที่ไปทั้งหมด ของสายสัมพันธ์อันแสนลึกซึ้งของทั้งสองได้ในที่สุด !!

 

*: After Ending & Misc.

- ในระหว่างการเดินทาง เราจะมีโอกาสพบเจอ "แผ่นหินมหัศจรรย์ปริศนา" (? Shard) จำนวนมาก ที่จะเปิดทางไปยังดันเจียนลับหลังจบเกมส์ได้...เมื่อผ่านพ้นศัตรูหฤโหดทั้งหลายไปจนสุดทางแล้ว เราจะได้พบกับ "พระเจ้า" ตัวจริงเสียงจริง ที่เหน็ดเหนื่อยอิดโรย พร้อมทั้งกล่าวว่า ตัวท่านได้วางมือจากเรื่องทั้งหลายไปเนิ่นนานแล้ว...ขอทิ้งไว้เพียงพลัง และความหวังทั้งปวง ให้กับเผ่าพันธ์มนุษย์ ได้มีโอกาสสร้างสรรค์อนาคตที่พวกเราต้องการ...แต่ถ้าหากยังไม่แน่ใจใน "ความเป็นไปได้อันไม่สิ้นสุด"เหล่านั้น...ท่านก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่จะลดตัวลงมาเผชิญหน้า ต่อสู้ให้เรารู้ถึงขีดจำกัดของตัวเองโดยพลัน !!

- การต่อสู้กับพระเจ้าเป็นไปอย่างยากเย็น หากเอาชนะได้ใน 20 เทิร์น ก็จะสามารถขอไอเทมพิเศษมาได้ทีละชิ้น...และเมื่อได้แผ่นหินมหัศจรรย์อีกชุด เพิ่มเติมมาจากพระเจ้าแล้ว ก็จะเปิดทางไปดันเจียนลับแห่งที่สอง (!?) ที่จะนำทางไปสู่เหล่าจิตวิญญาณทั้งสี่ตัวเป็นๆ ที่พร้อมจะต่อสู้สุดกำลัง ไม่ยอมให้ผู้กล้า หรือใครหน้าไหน เข้าไปรบกวนพระเจ้าได้เป็นอันขาด...หากเอาชนะทั้งสี่ได้แล้ว จะได้พบกับพระเจ้าอีกครั้ง และท่านจะตัดสินใจ ขอใช้ช่วงเวลาในยุคสมัยนี้ เข้ามาอยู่ร่วม กับเหล่ามนุษย์ที่เคยสร้างไว้เมื่อกาลก่อน...โดยจะลงมาประทับยังเมืองผู้อพยพที่เราสร้างไว้นั่นเอง !!

- ฉบับหนังสือการ์ตูน ดราก้อน เควส 7 ผู้กล้าแห่งอีเดน (ลิขสิทธิ์ไทย สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ ออกมาแล้ว 14 เล่ม จบภาคแรก) เดินเรื่องช่วงแรกแบบ"ตามแนวทาง"ของเกมส์อย่างเคร่งครัด ทำให้ได้อารมณ์เส้นตรงอันแสนเนิบนาบมาชัดเจนจนน่าใจหาย...แต่เมื่อภายหลังผู้เขียนได้สอดแทรกแนวคิด ตัวละครใหม่ และเนื้อหาออริจินอลของตัวเองเข้าไปแล้ว ทำให้ครึ่งหลังอ่านสนุกขึ้นมาก ทั้งยังได้เขียนถึงเนื้อหาท่อนสำคัญ ว่าด้วยตัวเจ้าชายคีฟา ที่สืบทอด"สายเลือดแห่งโรโตะ" มาจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านเหล่าผู้กล้าในอดีตนั่นเอง !! (ประเด็นนี้ ได้มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการมาแล้ว ในภาค Caravan Heart ของเครื่อง Gameboy Advance)

- ภาค 7 นี้ ใช้เวลาในการผลิตยาวนานกว่า 4 ปี ผ่านการเลื่อนแล้วเลื่อนอีกจนนับไม่ถ้วน ตามเอกลักษณ์ของซีรีย์...จนกว่าจะออกวางขายนั้น ก็เป็นช่วงปลายยุคสมัยของเครื่อง Play Station 1 ไปเสียแล้ว...และจากขนบของตัวซีรีย์ ที่ไม่เคยถูกจริตผู้เล่นต่างชาติ ทั้งตัวกราฟฟิค มูวี่ ระบบ รูปแบบการนำเสนอ หรือความละเอียดอ่อนที่ไปคนละทางกับเกมส์ภาษาซีรีย์อื่นๆ...ทำให้เสียงตอบรับของผู้เล่นต่างชาติ เป็นไปในทางเงียบเหงา...แม้ในบ้านเราเอง ก็หาคนที่เล่นภาคนี้อย่างจริงจังได้น้อยเต็มที

- แต่สำหรับประเทศญี่ปุ่นแล้ว นี่เป็นอีกหนึ่งครั้ง ที่ดราก้อน เควสต์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า สามารถเข้าไปอยู่ในหัวใจของผู้เล่นได้เหนียวแน่นเพียงไร ด้วยเสียงตอบรับเชิงบวกมหาศาล และยอดขายอันถล่มทลาย กว่าสามล้านห้าแสนชุด...เป็นหนึ่งในเกมส์ที่ขายได้ดีที่สุดในยุคของ PS1 เลยทีเดียว !

- หากให้พูดถึงความรู้สึกโดยภาพรวม ที่มีต่อภาค 7...ผมกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า นี่เป็น"ภาคที่ดี" อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ไม่ใช่เป็น "ภาคที่สนุก" สำหรับทุกคน...ด้วยเพราะตัวเกมส์ได้ใส่องค์ประกอบต่างๆไปอย่างมหาศาล ซึ่งล้วนแล้วแต่ละเอียดยิบ กินเวลาผู้เล่นไปหลายสิบหลายร้อยชั่วโมง...ทั้งยังเขียนบทที่ซับซ้อน ลึกซึ้งในสเกลที่ใหญ่เสียจนน่ากุมขมับ

...นี่จึงอาจไม่ใช่ภาคที่ผู้เล่นทั่วๆไปที่ไม่ได้ติดตามซีรีย์ จะ "เข้าถึงง่าย" "เข้าใจง่าย" และ "สนุกไปกับมัน" ได้เลย...และแม้ผมเองจะถูกชะตากับภาคนี้ในหลายๆประเด็น ก็ไม่เคยคิดจะแนะนำให้ผู้เล่นใหม่ๆ ได้หยิบภาคนี้มาลองก่อนอย่างแน่นอน

- แต่สำหรับแฟนเจ้าประจำแล้ว ผมก็พร้อมที่จะเชิญชวนหลายๆคนที่ลังเล ปวดหัว หรือไม่ปลื้มกับหลายๆส่วนของภาคนี้ ว่าให้ลองเปิดใจ และพยายามเข้าหามันอีกครั้ง ด้วยเพราะนี่เป็นอีกหนึ่งมาสเตอร์พีชของเกมส์ภาษาสัญชาติญี่ปุ่น ที่ทำออกมาอย่างพิถีพิถัน และเป็นหนึ่งในดรากอน เควสต์ ภาคที่ยังคงบรรยากาศอันชวนหวนระลึกได้ ในระดับที่น่าพอใจมากทีเดียว...

...

...

แม้ในห้วงวิกฤติที่ไร้ที่พึ่ง เหล่ามนุษย์ก็ยังสามารถค้นพบความหวัง...ตอนหน้าพบกับ มรดกชั่วร้ายจากอดีตกาล ระหว่างการเดินทางที่สวนทางกันของหนึ่งมารชั่วที่ถูกผนึก กับหนึ่งราชาที่ถูกสาป ในดราก้อน เควสต้ 8 ครับ

แล้วพบกันใหม่

แท่ด แท่ด แท่ด

.

สวัสดีเพื่อนๆครับ

หายหน้าไปพักนึง เพราะงานยุ่งเอาเรื่องอีกเช่นเดิม...เล่นง่ายเหลือเกิน ก็เป็นข้ออ้างเดิมๆเสมอมานั่นเอง น่าเบื่อจริงๆ ^^"

เรื่องเลิกงานดึก นอนดึกยังพอทน แต่ต้องตื่นเช้าตีสี่ตีห้าต่อเนื่องเป็นอาทิตย์ๆนี่ มันเกินจะทานทนจริงๆครับ...การแหกขี้ตามานั่งสรุปรายงานคนไข้อย่างเดียวดาย และออนMSNอย่างโดดเดี่ยว ยามตีสี่ครึ่งนี่...มันช่างสิ้นหวังซะจริงๆ...Don't do this at home !!

ตั้งแต่วันนี้ก็จะว่างแล้ว เลยเขียนรีวิวออกมาเปลี่ยนอารมณ์ตัวเอง และเป็นการแนะนำการ์ตูนเรื่องโปรดอีกเรื่องนึงครับ...มาคุยเรื่อง เซ็นต์ เซย์ย่าในตำนานกันเถอะ!!

คนที่มีอายุหน่อย  คงคุ้นเคยดีอยู่แล้ว กับเรื่องราวสุดคลาสสิค ว่าด้วยหนุ่มน้อยหน้าตาแก่เกินวัย เ็ด็กเส้นตำแหน่งต้อยต่ำแต่ไม่เคยตายก่อนหัวหน้า การต่อสู้เพื่อรองรับอารมณ์เทพขี้โมโหทั้งหลาย ท่าไม้ตายที่ต้องคอยโพสต์ท่าเปลี่ยนฉากหลัง การกระเด็นกระดอนที่ต้องเอาหัวลงเสมอ ชุดเกราะที่มีพลังขั้นเทพแต่ต้องถอดให้หมดก่อนเข้าสู้ การจิ้มตาตัวเองให้บอดเล่นๆเป็นกิจวัตร และสารพัดมุขอมตะอีกมาก ที่ถ้าจะพูด คงยืดยาว สนุกสนานมากทีเดียว...

แต่พักพวกนั้นไว้ก่อน วันนี้เรามาว่ากันที่ภาคใหม่ล่า ในชื่อ เซ็นต์ เซย์ย่า ภาคจ้าวนรกฮาเดส (Saint Seiya - The Lost Canvas) นั่นเอง~~

Saint Seiya - The Lost Canvas

(ลิขสิทธิ์ไทย สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ ปัจจุบันออกถึงเล่ม 12 )

ตั้งแต่ยุคสมัยเทพนิยาย การเผชิญหน้ากันระหว่างสองเทพผู้ยิ่งใหญ่ - เทพีแห่งการศึก อาธีน่า กับยมเทพผู้ครองนรก ฮาเดส เป็นไปอย่างดุเดือดนับครั้งไม่ถ้วน...หากแต่ว่า เมื่อถึงเวลาแห่งการปะทะครั้งสำัคัญ ที่รู้จักกันในนาม"สงครามศักดิ์สิทธิ์"นั้น ทั้งสองจักต้องเฟ้นหามนุษย์ที่เหมาะสม ในการเป็น"ร่างจุติ" ไว้ใช้รองรับวิญญาณในการอวตารมาปรากฏกายบนโลกมนุษย์

เนื้อหาภาคดั้งเดิมของเซนต์ เซย์ย่าฉบับคลาสสิคนั้น เป็นเหตุการณ์ภายหลังจากสงครามศักดิ์สิทธิ์ครั้งล่าสุดมาร่วมสองร้อยหลายสิบขวบปี ซึ่งเป็นช่วงที่หายนะเกิดมาจากผนึกของกองทัพฮาเดสได้คลายลง และการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ก็หวนกลับมาอีกหน...พร้อมกับปัญหาความขัดแย้งใน หมู่เซนต์แห่งอาเธน่า การเมืองภายใน การช่วงชิงอำนาจ และการรับศึกหลายด้าน ฯลฯ

แต่เรื่องราวของเซนต์เซย์ย่าภาคใหม่ ในชื่อ "จ้าวนรกฮาเดส" (Saint Seiya - The Lost Canvas) เป็นเนื้อหาที่หยิบยกเหตุการณ์ใหญ่ในอดีตครั้งนั้น ที่เคยได้แต่อ้างอิงในภาคหลัก เอามาขยายความให้ชัดเจนขึ้น โดยจับความที่สงครามศักดิ์สิทธิ์ครั้งก่อนหน้า เมื่อ 243 ปีก่อน ที่เทพีอาธีน่าจะต้องอวตารมายังโลกเพื่อปกปักษ์เหล่ามวลมนุษย์จากศัตรูตัว ฉกาจ ฮาเดส ผู้เป็นทั้งเทพเจ้าแห่งความตาย และศัตรูอมตะตั้งแต่ครั้งเทพนิยายบรรพกาล

ละครโศกนาฎกรรมครั้งนั้น เกิดขึ้นที่ประเทศอิตาลี ท่ามกลางเหล่าเด็กกำพร้าที่อยู่รวมกันอย่างยากลำบาก ยังมีกลุ่มเด็กน้อยสามคน ที่สนิทสนมกลมเกลียว และผูกพันธ์กันด้วยสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเกินคาดคิด

เท็มมะ เป็นเด็กน้อยสัญชาติญี่ปุ่น ที่มีนิสัยโผงผาง กล้าเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร และไม่เคยลังเลที่จะต่อสู้เพื่อคนที่เขาต้องการปกป้อง

อาโรน เป็นเด็กชายผู้อ่อนโยน รักในการวาดภาพ และมีจิตใจที่บริสุทธิ์เหนือคนทุกผู้

ซาช่า เป็นสาวน้อยผู้งดงามและจิตใจดี เจ้าหล่อนเป็นที่รักใคร่ของผู้คน และคอยอยู่เคียงข้างเทมมะ เพื่อนสนิท กับอาโรน ผู้เป็นพี่อยู่เสมอ

ช่วงแห่งความสงบสุขผ่านไป...โดยที่ไม่ทันได้รู้ตัว กงล้อแห่งโชคชะตาของทั้งสามก็เริ่มเคลื่อนไหว...ซาช่าถูกรับตัวไปเลี้ยงดูยังดินแดนที่ห่างไกล...เหลือไว้เพียงอาโรนที่ยังคงเฝ้าวาดภาพเขียนของตน และเท็็มมะที่ตัดสินใจจะคอยดูแลเพื่อนผู้อ่อนแอต่อไป

และแล้ว เมื่อถึงวันแห่งชะตากรรม...ฟันเฟืองทุกชิ้นก็เริ่มที่จะหมุนด้วยตัวของมันเอง...เท็มมะค้นพบพลังพิเศษที่ยิ่งใหญ่ประดุจห้วงอวกาศภายในร่างกายของตน ซึ่งถูกเรียกว่า "พลังคอสโม" และตัดสินใจที่จะเดินทางไปฝึกฝนเป็นนักรบผู้แข็งแกร่งใต้สังกัดเทพีแห่งการศึก ที่รู้จักในชื่อ "เซ็นต์แห่งอาธีน่า"

เขาร่ำลาอาโรนเพื่อนรัก และมาฝึกฝนอย่างหนักหน่วงที่แซงค์ทัวรี่ ก่อนที่จะได้สำเร็จตำแหน่ง "เซ็นต์เพกาซัส" ภายในเวลาไม่นานนัก

แต่ความเป็นจริงที่น่าตกตะลึงก็คือ เมื่อได้พบกันพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง...ซาช่า เพื่อนสาวแต่ครั้งเยาวว์วัยของเขา กลับมาอยู่ในตำแหน่งสำคัญยิ่ง ที่จะต้องปกปักษ์รักษาโลกมนุษย์ทั้งใบ ในฐานะที่เป็น"ร่างจุติ" ของเทพีแห่งการศึก อาธีน่า นั่นเอง

เท็มมะให้สัญญา จะปกป้องสาวน้อยอย่างสุดความสามารถ แม้จะแลกด้วยชีวิต...และในที่สุด จุดเิริ่มต้นของห้วงเวลาแห่งการตัดสินก็มาถึง...ฮาเดสได้คัดเฟ้นร่างจุติที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตน และอวตารลงยังโลกมนุษย์อีกครั้ง พร้อมกับเหล่าทหารหาญจากนรกทั้ง 108 ตน

...และร่างเนื้อสุดแสนล้ำค่านั้น ก็มิใช่ใครอื่น แต่เป็น "อาโรน" หนุ่มน้อยผู้อ่อนโยน ผู้เป็นคนสำคัญของเท็มมะและซาช่าเสมอมา !!!

...ภาพเขียนของอาโรนที่เคยเปี่ยมไปด้วยพลังด้านบวก...ณ ตอนนี้กลับสะท้อนเพียงความโศกเศร้าและทุกข์ทนของเหล่าสิ่งมีชีวิตในโลก ...ทุกสิ่งที่ถูกถ่ายทอดลงบนผืนผ้าใบ กลับถูกสาปราวกับต้องมนต์มรณะ..."สิ่งมีชีวิต" ในภาพวาดของฮาเดส ค่อยๆดับสิ้นลงไปตามลำดับ

และแล้ว ภาพเขียนสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็ได้ถูกร่างขึ้นอย่างเยือบเย็น โดยใช้โลกทั้งใบเป็นผืนผ้า และใช้เลือดสดๆของชีวิตอันต่ำต้อยเป็นสีแต่งแต้ม...หากภาพวาดมรณะ "The Lost Canvas" นี้เสร็จสิ้นลงเมื่อไร..."การปลดเปลื้อง" ที่ยมเทพกล่าวอ้างก็จะเริ่มต้นขึ้น ...ชีวิตของคนทุกผู้บนผืนพิภพ ก็จะดับดิ้น ร่วงลงสู่ขุมนรกไปชั่วนิรันดร์ !!!

สงครามศักดิ์สิทธิ์เริ่มต้นขึ้นอีกหนึ่งคำรบ...ความลังเลและว้าวุ่น ไม่อาจหยุดยั้งหายนะที่มาพร้อมกับหยดเลือดและเสียงกรีดร้องของผู้คนได้อีกแล้ว...ในฐานะผู้นำทัพ...เทพีอาธีน่า ได้ประกาศเริ่มต้นการต่อสู้ และให้เหล่าเซ็นต์ใต้บัญชาทุกคน มุ่งมั่นต่อสู้ และปิดฉากศึกเทพยุทธครั้งนี้โดยทันที !

เซ็นต์เซย์ย่า ภาค เจ้านรกฮาเดส แต่งเรื่องราวโดยอ.มาซามิ คุรุมาดะ เจ้าของผลงานต้นฉบับ และวาดภาพโดยอ.ชิโอริ เทชิโรกิ นักเขียนหญิงที่สามารถปรับรูปแบบผลงานตัวเอง ให้เข้ากับการ์ตูนผู้ชายได้อย่างน่าดูชม

เซ็นต์เซย์ย่าฉบับคลาสสิคนั้น ลงตีพิมพ์เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ในนิตยสารจัมป์รายสัปดาห์...ด้านความนิยมของเรื่อง ถือว่าอยู่ในระดับสูง มีแฟนๆที่ติดตามผลงานอยู่มาก ทั้งชายและหญิง แม้จนถึงในยุคปัจจุบัน ก็ยังคงพบเห็นบรรดาแฟนคลับ ประเด็นวิเคราะห์ถกเถียง หรือสินค้าจากตัวเรื่องออกมาไม่ได้ขาด

จุดเด่นสำคัญของเรื่องคืออะไร? แฟนแต่ละคนก็ย่อมจะมีเหตุผลเป็นของตัวเอง

สำหรับนักอ่านชายแล้ว หลายคนอาจจะถูกใจกับเนื้อหาแนวแอคชันต้นตำรับ ที่ยึดคอนเซปต์ดั้งเดิมว่าด้วยความพยายาม มิตรภาพ และชัยชนะ ซึ่งเข้าถึงง่าย และเข้าใจง่ายเสมอมา...หลายคนก็ประทับใจกับชุดคล็อธที่สวยงาม ซึ่งเป็นทั้งอุปกรณ์ป้องกัน และเครื่องหมายแสดงความภาคภูมิใจของเหล่านักรบผู้ทรงเกียรติ...หลายคนก็ตื่นตาตื่นใจกับพลอตเรื่องที่ดูยิ่งใหญ่ ว่าด้วยการปะทะกันระหว่างเหล่าทวยเทพ ที่ต้องการพิชิตโลก กับเทพีแห่งการศึุกที่อวตารมาเพื่อยุติหายนะ ฯลฯ

สำหรับนักอ่านสาวแล้ว หลายคนก็ถูกอกถูกใจกับสารพัดตัวละครชายหนุ่มหน้าใส รูปร่างงดงาม วงแขนขาวเนียน ที่ล้วนมีหน้าตาเป็นผู้ใหญ่เจนโลกเกินอายุ มาพร้อมกับคาแรกเตอร์หลากหลาย ตั้งแต่สไตล์พ่อพระผู้ยึดมั่นในความถูกต้อง หนุ่มน้อยผู้มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเพื่อนสนิท เรื่อยไปจนถึงชายโฉดผู้จงรักภักดีต่อนายเหนือหัวไม่เคยหวั่นไหว ฯลฯ

แม้ตัวเรื่องหลักจะจบลงไปหลายปีดีดัก...องค์ประกอบหลายๆอย่าง ยังคงเป็นที่พูดถึงกันอยู่เป็นระยะ บ่งบอกถึงความนิยมของเรื่องได้ดี ไม่ว่าจะออกไปในแนวชื่นชม จิกกัด พูดแซว หรือขบขันก็ตามที

ในภาค Lost Canvas นี้ จะมีตัวละครหลักอยู่สามคน คือเหล่าเด็กน้อยที่ล้วนเคยสนิทชิดเชื้อกันมา แต่โชคชะตาทำให้ต้องก้าวไปในเส้นทางแห่งความขัดแย้ง...อาโรน ผู้อ่อนโยน ก็กลายเป็นร่างจุติของฮาเดส และเริ่มที่จะสูญเสียจิตวิญญาณของตัวเองเข้าไปทีละน้อย ซาช่าร่างจุิติของอาเธน่า ก็จำต้องกล้ำกลืน เผชิญหน้ากับพี่ชายผู้แสนดีของตัวเองอย่างไม่มีทางเลี่ยง และเท็มมะ ผู้ปรารถนาจะปกป้องคนสำคัญ ก็กลายมาเป็นเซ็นต์เปกาซัส วิญญาณที่มีดวงผูกพันธ์กับเทพทั้งสองมาตั้งแต่สมัยเทพนิยาย และเป็นผู้ที่อยู่ข้างกายเทพีแห่งการศึกในการเผชิญหน้ากับยมเทพเสมอมา

 

เพียงแค่การจัดวางเนื้อหาเปิดตัวดังกล่าว ก็สามารถเอื้อให้เนื้อหาขยายออกไปในเชิงดราม่าได้อย่างดี..."ความขัดแย้ง" ในความสัมพันธ์และโชคชะตาของคนทั้งสาม จึงเป็นหัวใจสำคัญของภาค ที่ผู้อ่านต่างเฝ้ารอที่จะเห็นบทสรุป

แต่การเดินเรื่องโดยทั่วไปของ ภาคนี้ จะเน้นหลักไปที่่ตัวศึกเทพยุทธ ที่เป็นการปะทะกันของเหล่านักรบใต้บัญชาฮาเดส ที่เรียกขานกันในนาม"สเปคเตอร์" สังกัดดาวมารทั้ง 108 ตน กับเหล่าคนกล้าใต้อาณัติแห่งอาธีน่า... "เซ็นต์" ผู้สังกัดกลุ่มดาวพิทักษ์ประจำลักขณาราศี ทั้ง 88 ชีวิตนั่นเอง

และแน่นอนว่า ผู้รั้งตำแหน่งสูงสุดในหมู่นักรบ...กลุ่มชายที่กล้าแกร่งที่สุดของอาธีน่า ที่รู้จักกันในนาม "โกลเซนต์" ทั้ง 12 คน...จึงเป็นหัวหอกหลักในการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ และเป็นผู้ชูโรงของภาคนี้นี่เอง

Lost Canvas ได้หยิบยกตัวละครมากมายจากภาคหลัก มาปรับปรุงให้เป็นบุคคลตำแหน่งนั้นๆในชาติภพก่อนหน้า และพยายามใส่ความมีมิติของตัวละครเข้าไปอย่างเต็มที่ ทำให้ได้ออกมาเป็นตัวละครใหม่ ที่ล้วนมีสเน่ห์ สมจริง และน่าหลงไหลมากขึ้น จนเกิดเป็นเสียงตอบรับที่น่าพอใจในหมู่ผู้อ่านทั้งหลาย

ด้านลายเส้น นั้น ตัวผู้เขียนได้แสดงความตั้งใจในงานภาพของตัวเองอย่างเห็นได้ชัด ทำให้องค์ประกอบต่างๆ (ที่พยายามจะไม่ให้เพี้ยนไปจากต้นฉบับ) อย่างเช่นความวิจิตรของชุดคล็อธ หรือความยิ่งใหญ่ของท่วงท่าโจมตีก็ทำออกมาได้สวย ไม่น้อยหน้าฉบับดั้งเดิม

...หากจะมีให้ติดใจ ก็คงเป็นเรื่องของ"ความต่อเนื่อง"  ระหว่างช่องต่อช่อง ที่ดูขัดตาในหลายๆโอกาส ทำให้ฉากแแอคชันเป็นไปอย่างติดขัดอยู่บ้าง ได้ความรู้สึกของนักเขีัยนแนวการ์ตูนผู้หญิง ที่มักจะให้ความสำคัญสูงสุดกับการลงรายละเอียดภาพนิ่งช่องใหญ่ มากกว่ามุ่งเ้น้นความเชื่อมโยงของฉากเคลื่อนไหวกับช่องข้างเคียง

โดยสรุปแล้ว ฉาก "สงครามศักดิ์สิทธิ์" อันหมายถึงศึกเทพยุทธระหว่างอาธีน่ากับฮาเดสนั้น เป็นหนึ่งในเนื้อหาที่สำคัญของเรื่อง เพราะเป็นความขัดแย้งที่ดำเนินมาเนิ่นนานตั้งแต่ยุคเทพนิยายบรรพกาล ต่างฝ่ายต่างขนกองทัพหลักของตัวเอง ผลัดกันเผยไพ่ตาย ชิงไหวชิงพริบกันไม่ว่างเว้น จึงทำให้ภาคฮาเดสในฉบับต้นตำรับนั้น เป็นภาคที่ได้รับความนิยมมากที่สุดภาคหนึ่งของเรื่องเลยทีเดียว

เมื่อภาคที่เคยได้รับเสียงตอบรับอย่างดี ถูกนำมาขยายความเพิ่มเติม โดยนักเขียนคนใหม่แล้ว จึงเลี่ยงไม่ได้ ที่แฟนๆจำนวนมากจะต้องเพ่งเล็ง และเฝ้าลุ้นไม่ให้ทำลายความรู้สึกดีๆจากผลงานเก่าๆไปเสียหมด

ซึ่งถ้ามองจากเวลาปัจจุบัน เสียงตอบรับโดยรวมที่มีต่อเนื้อหาที่ดำเนินไปได้หนึ่งร้อยกว่าตอน กับรวมเล่มอีกกว่าสิบเล่มแล้ว ก็ต้องบอกว่า Saint Seiya : The Lost Canvas นี้ ทำได้ดี และเป็นที่ชื่นชอบอย่างน่าพอใจ น่าจะเพียงพอให้เดินเรื่องไปจนจบได้ ตามความคาดหวังของแฟนๆอย่างสวยงาม...

.

รักเหล่าเด็กเส้นไม่ยอมตาย

.

รักคนอ่านครับ #_#/

สรุปม้วนเดียวจบ

.

ข้อดี และจุดที่เด่น

- พยายามหยิบยกเอาฉากเหตุการณ์ และองค์ประกอบหลายๆอย่างจากภาคต้นฉบับมาปรับใช้ เพื่อให้เกิดความรู้สึกหวนระลึก 

- สร้างตัวละครมีมิติมาก เข้าได้ดีกับเนื้อหาที่พยายามเน้นจุดขายหลักอยู่ที่ความดราม่า 

- การนำเสนอ ทำได้ทันสมัย น่าจะดึงดูดลูกค้ารุ่นใหม่ได้ ในระดับเพียงพอที่แฟนรุ่นเก่าจะไม่รู้สึกขัดใจ

- งานแปล เลือกใช้คำได้เพราะ และเข้าได้ดีกับโทนเรื่อง

-  งานภาพหน้าคู่หลายๆภาพ วาดได้สวย และดูอลังการงานสร้างสมความตั้งใจ

- รักษาจุดขายเดิมๆ ที่สามารถดึงดูดผู้อ่านทั้งสองเพศไว้ได้ ไม่ต่างจากต้นฉบับ

.

ข้อด้อย และจุดที่อาจไม่ปลื้ม

- การเลือกเขียนเรื่องราวท่อนที่ผู้อ่านรู้บทสรุปส่วนสำคัญอยู่แล้ว ทำให้หลายๆเหตุการณ์ ลดความน่าลุ้นลงไปมาก

- งานภาพที่พยายามใส่ลายละเอียดมาก และลงหมึกเข้มข้น ทำให้บางฉากดูรายละเอียดไม่รู้เรื่องอย่างน่าเสียดาย

- การออกแบบชุดคล็อธใหม่ๆ ที่สวยงามสู้ต้นฉบับไม่ได้เลย

- ความต่อเนื่องของฉากเคลื่อนไหว ไม่เพียงพอจะใช้ได้ดีในการ์ตูนแอคชัน

- การแต่งภาพที่ชอบใส่เสียงเอฟเฟคขนาดมหึมา จะคอยบดบังองค์ประกอบของภาพให้ขัดใจอยู่เป็นระยะ