My-Sight

.

" นี่...ขอปรึกษาหน่อยนะ

อยากรู้ว่า....จะมีวิธีอะไรให้เลือกบ้าง

...

......

..........ถ้าเราอยากจะเอาเด็กในท้องออก ? " 

.

เป็นเวลาก่อนเที่ยงคืน ของเมื่อหลายปีก่อน...เพื่อนสาวคนหนึ่งของผม ที่ไม่ได้ติดต่อกันมานานตั้งแต่สมัยก่อนเข้ามหาวิทยาลัย...โทรศัพท์มาหาตัวผมอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย และไม่เสียเวลาที่จะเกริ่นนำอะไรก่อนหน้าให้มากมาย...กลับยิงคำถามเข้าใส่อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

...เป็นคำถามที่ตอบได้อย่างยากเย็นเสียด้วย...

บนระนาบของความเป็นตาย : ภาคต้น - Birth

ย้อนกลับไปเมื่อสมัยที่เพิ่งขึ้นชั้นปีที่สี่ใหม่ๆ...จำได้ว่าเป็นช่วงชีวิตที่สำคัญอีกปีหนึ่ง ของเหล่านักศึกษาแพทย์หน้าละอ่อนทั้งหลาย ที่จะได้ใส่เสื้อกาวน์อย่างถูกกฎหมาย และขึ้นไปปฎิบัติงานบนหอผู้ป่วยตึกต่างๆเป็นครั้งแรก

ถ้ามองกลับไปจากตอนนี้ ก็ออกจะน่าหัวเราะตัวเองอยู่เหมือนกัน ที่เป็นช่วงเวลาที่ฮึกเหิมเกินหน้าเกินตา และมีโอกาสจะได้มาหยุดคิดน้อยครั้งเหลือเกิน...ว่าตัวเรามีความรู้จำกัดแค่ไหน และเราทำอะไรได้จิ๊บจ๊อยเพียงไร...เมื่ออยู่ตัวคนเดียว

...ใช้เวลาไม่นานนัก ที่เด็กๆทั้งหลายจะได้รู้ถึงขีดความสามารถของตัวเอง และเริ่มที่จะตั้งเป้าหมายในการเรียนรู้อย่างจริงจัง...แต่ก็เหมือนกับการประชดประชันอยู่เหมือนกัน ที่คนใกล้ชิดหลายๆคน มักมองข้ามองค์ประกอบที่(ดูเหมือนจะ)เล็กน้อยเหล่านั้น...และเหมารวมว่า คนในสายวิชาชีพแพทย์ทุกคน สมควรที่จะ"ให้คำแนะนำ" ในข้อข้องใจต่างๆได้ โดยไม่มีเงื่อนไข

...หลายปีที่ผ่านมา จึงมักมีเพื่อนๆ และญาติๆหลายๆคน ติดต่อสอบถามเรื่องนั้นเรื่องนี้กับผมอยู่เป็นระยะ ตั้งแต่ปัญหาสุขภาพหยุมหยิม จนถึงเรื่องแผนการรักษาแบบคอขาดบาดตาย...บางเรื่องผมพอจะมีความรู้ ตอบกล้อมแกล้มไปตามทฤษฎีได้ แต่หลายข้อ ก็ต้องบอกรับกันไปตรงๆว่า ไม่ทราบเอาจริงๆ ไปหาหมอตัวเป็นๆซะเถอะนะ...

........

ผ่านช่วงเวลานั้นมาหลายปี ถึงทุกวันนี้ ก็พอจะใจชื้นว่า ตัวเองสามารถตอบสารพัดคำถามจากคนรอบข้างได้มากขึ้น มีความรู้ในการ "ช่วยคน" ได้ในระดับที่จะ 'ก่อประโยชน์' ได้มากกว่าจะ 'สร้างปัญหา'...แต่คำถามหลายๆข้อที่ค้างคามาจากอดีตหลายต่อหลายปี ก็ยังคาใจผมอยู่ไม่น้อย คอยตามหลอกหลอนอยู่เป็นระยะ

กลับมาที่เรื่องเพื่อนสาวคนดังกล่าว...ที่หากจะสรุปสาระสำคัญ (ซึ่งเจ้าตัวใช้เวลาอธิบายมันน้อยเหลือเกิน) ก็พอจะพูดคร่าวๆได้ว่า เจ้าหล่อน-ที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยปีสุดท้าย ตั้งครรภ์ และด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง ทำให้ลูกในท้องของเธอ จะไม่มีพ่อ

ประสบการณ์การทำงานสอนผมเสมอว่า ชีวิตจริงมันดราม่าได้มากกว่านิยายและภาพยนตร์...แค่เพียงแต่ไม่มีจังหวะการเดินเรื่องกระชากอารมณ์ที่คาดเดาได้ ไม่มีดนตรีประกอบคอยสะท้อนความรู้สึก และไม่มีหน้าปกที่จะดึงดูดให้คนรอบข้างหันมาสนใจได้ ในเวลาที่เราต้องการ...

ผมฟังคำถามของเธออย่างเงียบๆ และพอจะเข้าใจได้ว่า เจ้าหล่อนไม่มีเหตุผลที่จะโทรศัพท์มาพูดคุยเรื่องส่วนตัวที่ละเอียดอ่อนแบบนี้ กับผม-ผู้ชาย-ที่ไม่ได้คุยกันมาหลายปี เพียงเพื่อต้องการคำพูดปลอบใจบ้านๆ หรือคำเสริมกำลังใจที่สามารถหาฟังได้อย่างไม่ยากเย็น จากคนรอบตัวเธอ

เธอต้องการคำแนะนำจากคนในสายวิชาชีพทางการแพทย์ ที่จะสามารถแนะว่า เธอจะทำอย่างไรได้บ้าง กับเด็กในท้อง ที่แสดงความจำนงแน่ชัดว่าไม่พร้อมที่จะให้คลอดออกมา

.....

........ 

โดยปกติ คำถามที่พูดในที่ชุมชนลำบากแบบนี้ (ถุงยางมีปัญหา คลำได้ก้อนที่เต้านม มีตกขาวไหลผิดปกติ เจอตุ่มน้ำใสในที่ลับ ฯลฯ) หลายๆคนมักมาถามผมโดยการกล่าวอ้างว่าเป็นปัญหาของคนใกล้ชิด...ดังนั้น เพื่อตอบรับความตั้งใจของเธอที่ถามมาตรงๆ...ตัวผมในตอนนั้นอยากจะช่วยเหลือเธอเต็มที่ พร้อมบอกยอมรับกับความรู้อันน้อยนิดของตัวเอง (ซึ่งยังเป็นช่วงที่ยังไม่มีความรู้สูติศาสตร์แม้แต่น้อย และยังเข้าใจอยู่ว่า...คนเราใช้เวลาก่อนคลอดกัน 9 เดือน) ขอเวลาหาข้อมูล ก่อนที่จะไปพบเธอที่มหาวิทยาลัยในวันรุ่งขึ้น

พี่รหัสคนสนิทของผม ส่ง PowerPoint มาให้สองตัว แทนคำแนะนำอะไรที่มากความ...ซึ่งหากจะให้พูดตอนนี้ ผมก็คงบอกได้เต็มปากว่า เธอเป็นทั้งคุณพี่สาว และคุณหมอที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ 

*: ว่าด้วยการทำแท้ง

ทุกวันนี้ การทำให้ทารกในครรภ์แท้งก์นั้น มีวิธีให้เลือกมากมายเหลือเกิน ไม่ว่าจะถูกหรือผิดกฎหมาย...เรามีทั้งยา ทั้งกรรมวิธีมากมายหลายชนิด ที่ชักนำการคลอดให้เร็วกว่าปกติ...  

PowerPoint อันแรกที่ผมเปิดให้เจ้าหล่อนดู เป็นเรื่องของ"การทำแท้ง" ด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งตามขนบ และนอกกรอบเกณฑ์ เช่นการใช้เครื่องมือขูดมดลูก ใช้ยาเหน็บช่องคลอด ใช้ยากิน กระตุ้นการหดตัวของมดลูก ฯลฯ 

ถ้าพูดถึงประเด็นทางกฎหมายแล้ว...การจะอนุญาตให้ผู้หญิงซักคน"ทำแท้ง" จบชีวิตทารกในครรภ์ได้นั้น เป็นเรื่องที่ใหญ่โตมากทีเดียว ต้องมีการยื่นเรื่องเข้าคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มีการสอบเรื่อง มีการพิจารณาสภาพพื้นฐาน และอันตรายที่จะเกิดขึ้นหากมีการตั้งครรภ์ต่อไป รวมถึงเงื่อนไขทางสังคมอื่นๆ ฯลฯ

และแม้จะได้รับอนุญาตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...ก็ใช่ว่าเรื่องทั้งหมดจะราบรื่นเสียทั้งหมด เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่จะทำให้ชีวิตหนึ่งๆ ในท้องของหญิงสาวซักคน หมดโอกาสที่จะลืมตามาดูโลกกว้าง....ไม่ว่าเราจะใช้เครื่องมือที่ดูน่ากลัว ใช้ยาที่ดูอันตราย หรือใช้อุปกรณ์ที่ดูไม่เป็นมิตรเข้ามาช่วยเหลือ...ก็ล้วนแต่เป็นนรกของหญิงสาวอดีตว่าที่คุณแม่กันทั้งนั้น

จะวิธีการทำให้แท้งบุตรก็ดี ผลแทรกซ้อนจากการทำให้แท้งก็ดี ผลกระทบในระยะยาวต่อตัวหญิงสาวก็ดี หรือกระทั่ง"สิ่งหลงเหลือ" จากกรรมวิธีต่างๆเหล่านั้น ต่างไม่ใช่ภาพที่น่าดูเลยทั้งสิ้น ชนิดที่แค่จะหาภาพที่ดู "ไม่น่ามอง" น้อยหน่อยซักภาพมาให้ชม ก็ยังทำได้ยากยิ่ง ( มีวิธีการทำแท้งอย่างหนึ่ง ที่จะใช้สารละลายความเข้มข้นสูง - Hyperosmotic solution ฉีดเข้าไปในถุงน้ำคร่ำ เพื่อกระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูก และจบชีวิตของทารกในครรภ์ไปในเวลาเดียวกัน ก่อนจะขับ"ชิ้นส่วน"ทั้งหมดออกมาทางช่องคลอด...ความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผมอย่างหนึ่ง ก็คือการเผลอไปมองร่างจมน้ำ ที่ไร้ลมหายใจของเด็กน้อย ซึ่งถูกขับออกมาในภายหลัง...ทุกวันนี้มันก็ยังติดตาอยู่ไม่หายไปไหน)

*: ว่าด้วยการมีชีวิต

PowerPoint อันที่สอง พูดถึงเรื่องพัฒนาการของเด็กทารกในครรภ์

...มันเป็นเรื่องพื้นฐานอีกเรื่องที่ควรจะต้องรู้ นอกเหนือไปจากเรื่องปลายทางที่เธอสนใจ...จำได้ว่าผมตอบสายตาเชิงสงสัยของเธอไปแบบนั้น

หลังจากผ่านการว่ายฝ่าฟัน และแข่งขันกับเพื่อนฝูงมากมาย...จนเมื่อสเปิร์มตัวน้อย ได้เจาะเข้าไปผสมกับไข่ในท้องของผู้หญิงซักคน...ชีวิตเล็กๆก็เริ่มถือกำเนิดขึ้น ในรูปร่างกลมดิ๊กไม่มีรอยหยัก

เวลาหลายต่อหลายสัปดาห์ผ่านไป จากการแบ่งตัว และฟอร์มรูปร่างนับครั้งไม่ถ้วน ตัวอ่อนเอมบริโอน้อยของเรา ก็เริ่มที่จะมีอวัยวะต่างๆมากขึ้นตามลำดับ...แม้จะดูไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่ประสาท หัวใจ ตับ ไต ปอด แขน และขาของเรา ก็เริ่มที่จะปรากฎเป็นติ่งเล็กๆ ขึ้นตามส่วนต่างๆของร่างกาย...จนเมื่ออายุครรภ์ได้ 8 สัปดาห์...ว่าที่ "อวัยวะ" ทั้งหมดของร่างกาย ก็ปรากฎให้เห็นเกือบครบถ้วนแล้ว

...หลังจากพ้นระยะนั้นมาได้ ร่างกายของมนุษย์เวอร์ชันย่อส่วน ก็เตรียมตัวที่จะออกมาสู่โลกกว้าง...ทั้งกิน ทั้งขับถ่าย ทั้งเผาผลาญอาหาร...ในขณะที่ต้องเตรียมตัวที่จะหายใจด้วยตัวเอง ย่อยอาหารด้วยตัวเอง หรือกระทั่งเตรียมพร้อมที่จะสืบเผ่าพันธุ์ในอนาคต !

*: ว่าด้วยสิทธิ์ผูกขาด

อาจบอกได้ว่า ร่างกายมนุษย์เราเป็นผลผลิตที่ทั้งสวยงามและมหัศจรรย์ของธรรมชาติ...เรามีกระบวนการเติบโตและเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนนับครั้งไม่ถ้วน และสะท้อนความพยายามอย่างมาก ที่จะเกิด เติบโต และสืบทอดสิ่งต่างๆให้กับลูกหลาน...ซึ่งทุกขั้นตอน ต่างเต็มไปด้วยพลังชีวิตที่ดูรุนแรงและทรงพลัง

แต่เหมือนกับเป็นการประชดประชันอยู่เหมือนกัน ที่สิ่งที่จะมายับยั้ง หักล้าง และหยุดพลังที่แรงกล้าเหล่านั้นได้ กลับเป็นความรู้สึกขั้วตรงข้าม ที่ทั้งหดหู่ อ่อนแอ และไม่น่ามอง...เป็นความรู้สึกเชิงลบที่จะ "ทำลายชีวิต" ได้ง่ายดายอย่างไม่น่าเชื่อ...

ตัวผมเอง ได้เห็นอะไรหลายๆอย่าง จากการมองกระบวนการทั้งสองอย่างละเอียด...ทั้งความพยายามที่จะสร้างชีวิต และความพยายามที่จะยุติชีวิต....เรื่องของเหตุผล ความรู้สึก และที่มาที่ไปนั้น ก็คงสุดแล้วแต่คนจะหยิบยกขึ้นมาอธิบาย และไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมาคิดแทนใคร

แต่เมื่อถึงตอนที่ตัวเรา - คนที่เลือกจะถืออำนาจในการตัดสินความเป็นไปของชีวิตน้อยๆเหล่านั้น จะเอ่ยคำพูดสุดท้ายใดๆออกมา...อย่างน้อยก็ควรจะต้องตอบตัวเองให้ได้เสียก่อนว่า...เราเองนั้น เข้าใจได้มากน้อยเพียงไหน และตระหนักรู้เพียงไร...กับความรู้สึกที่ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่นั้นๆ

*: ว่าด้วยจุดเริ่มต้น

บทสรุปของเรื่องเป็นไปอย่างที่คนใกล้ชิดคาดการณ์ไว้แต่แรก...จะอย่างไรเสีย เพื่อนของผมก็จำเป็นจะต้องคลอดเด็กน้อยคนนั้นออกมาในที่สุด

"เหตุผล" ของเธอ ในมุมมองของหลายๆคน คงไม่มีน้ำหนักมากพอ ที่จะจบชีวิตน้อยๆนั้นไปได้...ข่าวสุดท้ายที่ผมได้รับรู้จากปากของเจ้าตัว ก็คือว่าเธอตัดสินใจที่จะคลอดลูกน้อยแต่เพียงผู้เดียว

...ผมเองก็สุดที่จะรู้ ว่าสิ่งที่ผมเคยพูดไป มีผลกระทบกับความคิดของเธอมากแค่ไหน...สายสัมพันธ์เล็กๆที่เธอแบกรับไว้ในท้อง จะส่งผลกับมุมมองของเธอมากเพียงไร...หรือเด็กน้อยที่เกิดออกมาคนนั้น จะสร้างความรู้สึกใดๆให้กับหญิงสาวที่อยู่ตัวคนเดียว...ผมไม่มีโอกาสรู้ และอาจไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้

.... 

แต่เรื่องในอดีต ก็จำต้องปล่อยมันให้พ้นไปเสีย...สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรจะต้องทำตอนนี้ ก็อาจเป็นเพียงแค่ คำกล่าวทักทายชีวิตน้อยๆ หนึ่งในชีวิตนับแสนนับล้าน ที่สู้ผ่าฝัน ดิ้นรน เติบโต และรอดปลอดภัยออกมาสู่โลกใบกลมๆ ที่อัดแน่นไปด้วยสารพัดความรู้สึกอันน่าพิศวงใบนี้ได้ในท้ายที่สุด

ยินดีต้อนรับ เด็กน้อยที่เปี่ยมด้วยพลังชีวิต...ในช่วงเวลาก่อนที่พวกเธอจะทันได้รู้ตัว...มีเรื่องทุกข์ เรื่องเศร้ามากมายได้เกิดขึ้น และผ่านพ้นไปแล้ว...อย่างไรเสีย พวกเธอก็ลืมตาขึ้นมาดูโลกเป็นที่เรียบร้อย...ชีวิตหลังจากนี้ เป็นของพวกเธอ

...สุขสันต์วันเกิด

 

...

.....

........ชีวิตดวงเล็กๆได้ผ่านพ้นความเสี่ยงและสารพัดปัญหามาในที่สุด...แต่พวกเขาและเธอ เพิ่งจะมายืนอยู่ที่จุดเริ่มต้นของเส้นทางชีวิตเพียงเท่านั้น...สุขและทุกข์ที่เหลือ เป็นเรื่องหลังจากนี้อีกยาวไกลนัก

ครั้งหน้ามาคุยกันต่อ กับเส้นทางสีขาว หรือกำแพงสีดำ ที่คนเราจะได้พบเจอ การตัดสินใจที่จะวิ่งต่อ หรือจบสิ้นเพียงแค่นั้น ก็เป็นสิทธิ์ของตัวเราเอง....ไว้พบกันใหม่

.

รักชีวิตน้อยๆที่ผ่าฟันมาสู่จุดเริ่มต้น

รักคนอ่านครับ


.

 In many ways, the work of a critic is easy. We risk very little, yet enjoy a position over those who offer up their work and their selves to our judgment.

                                                                                                         Anton Ego - Ratatouille 

สวัสดีเพื่อนๆครับ

วันนี้ผมลากกระเป๋า กลับจากโรงพยาบาลทหารเรือ มานอนสลบที่บ้านเป็นที่เรียบร้อย...จบสิ้นการทำงานวอร์ดอายุรกรรมไปได้หนึ่งเดือน...ยังมาไม่ถึงครึ่งทางเลยแฮะ

พรุ่งนี้เช้ามีนัดไปทำบุญกับคุณแม่ครับ ไม่ได้ทำอะไรด้วยกันมานานแล้ว ครั้งนี้ถือโอกาสซักหน่อย...ช่วงแค่ไม่ถึงเดือนที่ผ่านมา ผมทำบาปไปเยอะพอดู...คนไข้ผมหลายๆคน ต้องออกจากโรงพยาบาลไปอย่างฟูมฟาย โดยที่อาการจากโรครักษาให้หายขาดไม่ได้...หรือคนไข้อีกหลายๆคน ก็ไม่มีโอกาสได้กลับไปบ้านอีกเลย...ความรู้สึกแย่ๆแบบเดิมๆของผม ก็กลับมาอีกระลอก หลังจากวิ่งหนีวอร์ดนี้มาเป็นปีๆ....เฮ่อ ขอเวลาตั้งหลักซักวันสองวันดีกว่า

วันนี้จะมาพูดในเรื่องของ "การวิจารณ์ และงานสร้างสรรค์" ที่เราพบเห็นได้ทั่วไปตามสังคม แต่ก็มักทำให้เกิดความขัดแย้ง และทะเลาะกันรุนแรงอยู่บ่อยครั้งจากทั้งสองฝ่าย

แม้จะไม่ค่อยได้รับผลกระทบโดยตรงกับตัวเอง...แต่เรื่องพวกนี้ ก็ทำผมเกือบปรี๊ดแตกมาหลายรอบ และตั้งใจจะเขียนถึงมานานแล้ว วันนี้ได้โอกาสเหมาะ อารมณ์กำลังได้ที่ เลยเขียนจนจบได้ครับ มาคุยกันดีกว่า

 

*: ว่าด้วยการวิพากย์วิจารณ์ในสังคม

ถ้าพูดถึงผลงานในหลายๆวงการแล้ว...หากจะแบ่งคนเป็นสองกลุ่มอย่างกว้างๆ ก็อาจได้เป็น ผู้สร้างสรรค์ผลงาน กับผู้วิจารณ์ผลงาน ซึ่งคนสองกลุ่มที่ยืนอยู่คนละขั้วนี้ ต่างก็เป็นกลไกสำคัญของกันและกัน ที่จะผลักดันให้เกิดการพัฒนาต่อไป...เสียงตอบรับทางบวก จะทำให้ผลงานก้าวไปข้างหน้า...เสียงตอบรับทางลบ ก็จะทำให้เกิดการหยุดพัก หันมาคิดปรับปรุงจุดด้อยที่มี

แต่หลายครั้ง บทบาทที่ฟังดูเข้าท่าบนหน้ากระดาษเช่นนั้น ก็อาจไม่เป็นไปอย่างที่หวัง...เพราะสิ่งที่จะต้องมีควบคู่ไปด้วยกันก็คือ เจตนาที่ตรงไปตรงมา ในการวิจารณ์ผลงาน...ที่จะไม่ใช่ทั้งคำวิพากย์ในเชิงบวกอย่างไม่ลืมหูลืมตา...และไม่ใช่ความเห็นเชิงลบที่ไม่สนใจเหตุผลรองรับ

"การติเพื่อก่อ" เป็นคำสวยหรู ที่ฟังดูดี และถูกใช้กันพร่ำเพรื่อเสมอมา เหมือนเป็นยันต์กันผลต่อเนื่องอย่างสุภาพว่า..."อย่ามาโมโหคำวิจารณ์ของฉันนะ"

จริงๆถ้าว่ากันตามทฤษฎีแล้ว การพูดเช่นนี้ก็นับว่าถูก หากเรากล้าที่จะนำผลงานมาแสดงในที่สาธารณะ ก็ต้องพร้อมที่จะเผชิญเสียงตอบรับที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้...แต่ปัญหาคือ ในทางปฏิบัติ มันดูไม่เป็นไปในกรอบที่คาดกันไว้

---------- 

เป็นเรื่องน่าประหลาด และน่าแปลกใจมากทีเดียว ที่เกินกว่าครึ่งของคำวิจารณ์ (ในยุคที่ข้อมูล ความคิดเห็นเดินทางได้กว้างขวางสะดวกสบายเช่นนี้) กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกโอนเอียงที่รุนแรงเป็นพิเศษ...อย่างแย่น้อยหน่อย ก็มีการพยายามใช้คำสุภาพ เพื่อถ่ายทอดประโยคเชือดเฉือนไม่ให้ดูน่าเกลียดโจ่งแจ้ง...อย่างร้ายมากหน่อย ก็ถึงขึ้นใช้คำพูดระดับตัดเนื้อ เฉือนกระดูกแบบไม่ไว้หน้า ไม่รักษาน้ำใจของเจ้าของผลงาน...ด้วยข้ออ้างสวยหรูที่คุ้นเคย ว่าเหล่านี้คือ "การติเพื่อก่อ"

ภาพนี้คนถ่ายไม่ได้เรื่องเลย

รูปนี้คนวาดฝีมือไม่เข้าขั้น

งานเขียนนี้ความคิดเห็นอ่อนหัดมาก

คอสเพลย์เซตนี้ไม่ได้ดูหน้าตัวเองซักนิด

รีวิวอันนีมุมมองทั้งแคบและตื้น

เพลงอันนั้นห่วย...คนที่ฟังก็ ไม่ต่างกัน

หนังอันนั้นเห่ย...คนที่ชอบก็ พอกันเลย

ฯลฯ

 

*: ว่าด้วยความเหมาะสม และสามัญสำนึก

หลังจากที่ได้ทำงาน และใช้ชีวิตท่ามกลางผู้คนหลากหลายรูปแบบมานานปี...ประเด็นเพียงหนึ่งเดียว ที่ตัวผมถือเป็นหลักมาตลอด ว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเด็ดขาด ก็คือเรื่องของ "สามัญสำนึก" (Common Sense - ที่หมายถึงมุมมอง ความคิดเห็นของแต่ละคน ที่จะหยาบกร้าน หรือละเอียดอ่อนแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ชีวิตที่สั่งสมมา)...เพราะถือว่า แต่ละคนย่อมมีบรรทัดฐาน จุดยืน และนิยามต่อ"สิ่งที่เหมาะสม" ไม่เหมือนกัน

...จึงไม่ใช่เรื่องเลย ที่เราจะต้องไปคอยจ้ำจี้จำไช หรือก้าวก่ายทุกครั้ง ให้คนนั้นคนนี้เข้าใจตรงกับเราว่า ตัวเขานั้นมีความคิดก้าวร้าว มีพฤติกรรมคุกคาม มีทัศนคติรุนแรง หรือมีวาจาที่จะไม่มีทางเข้าหูใคร

---------- 

ในส่วนตัวผมเอง ก็เป็นเช่นคนอื่นๆ ที่มีโอกาสสวมบทบาทมาแล้ว ทั้งในฐานะผู้สร้างสรรค์ และผู้วิจารณ์...ทำให้ได้เห็นรูปแบบที่ออกจะ "ไม่เท่าเทียม" กันอยู่เสมอ

ในฐานะของผู้สร้างสรรค์ผลงาน หลังที่เรากระทำการสรรสร้างสิ่งใดขึ้นมา ย่อมต้องมีองค์ประกอบมากมายที่ใส่ลงไป ทั้งความตั้งใจ ความคาดหวัง ความทุ่มเท และเวลาที่มากเพียงพอ...เราจะวาดภาพ เขียนบทความ แต่งนิยาย วิจารณ์หนัง วิเคราะห์สังคม บรรยายในที่ประชุม แต่งคอสเพลย์ หรือกระทั่งการตั้งกระทู้เล็กๆขึ้นมาซักกระทู้หนึ่ง...เชื่อว่าทุกคนก็ต้องเตรียมใจ และเฝ้ารอเสียงตอบรับที่จะตามมาทั้งสิ้น

ในฐานะของผู้วิจารณ์ผลงาน มันกลับง่ายกว่ามาก ที่จะถ่ายทอดสิ่งที่คิด ออกมาเป็นงานวิจารณ์ที่จับต้องได้...หากเทียบกับในฐานะของผู้สร้างสรรค์แล้ว แม้เราก็จะต้องทุ่มเทความตั้งใจลงไปในงานวิจารณ์ของเรา แต่ก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนลงแรง หรือใส่ความเสี่ยงลงไปในงานวิจารณ์ของเรามากถึงเพียงนั้น ก็ได้"ชิ้นงาน"ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ในฐานะของผู้ประเมิน ที่ดูจะยืนอยู่สูงชั้นกว่าเสมอ

 

ก็เหมือนกับการที่เราต้องขึ้นไปยืนพูดปาฐกถาบนโพเดียม ต่อหน้าผู้คนหลายพันหลายหมื่น

ในมุมมองของคนพูดแล้ว...มันช่างโดดเดี่ยว ต้องใช้ความสามารถ ความกล้า ความพยายามอย่างมาก ที่จะถ่ายทอดสิ่งที่อยากจะเสนอออกมา ต่อหน้าสายตากดดันหลายพันคู่

แต่ในมุมมองของคนฟังคนหนึ่ง...มันช่างง่ายดาย และไร้ความเสี่ยงจริงๆ ที่จะวิจารณ์ทับถมผู้พูด ทั้งแซว ทั้งแขวะ หรือด่าทอการแต่งกายตั้งแต่หัวจรดเท้ 

...ยิ่งน่าเสียดาย ที่สังคมในปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ว่า "การวิจารณ์" สามารถทำได้ง่ายดาย กระจายกว้างขวาง และเอื้อให้คนเรามีความรับผิดชอบกับคำพูดของตัวเอง น้อยลงทุกทีๆ

ยังไม่ต้องพูดถึงสังคมไซเบอร์ ที่ทุกคนหลบเร้นอยู่หลังหน้าจอสี่เหลี่ยมที่ห่างกันไปคนละซีกของเมือง ปะปนอยู่กลางทะเลดิจิตอล คอยกดพลิกดู"ผลงานสร้างสรรค์" อย่างผ่านๆ เปรยตามองอย่างเหยียดๆ ประเมินอย่างหยาบๆ แล้วก็ใส่ความเห็น สาดไปโดยไม่จำเป็นต้องกรอง และไม่ต้องเห็นแก่ผู้อ่าน

*: ว่าด้วยราคาของความคิดเห็น 

เมื่อประมาณสองปีก่อน ผมได้มีโอกาสดูภาพยนตร์อนิเมชันของบริษัท Pixar เรื่อง Ratatouille ที่กล่าวถึงหนูน้อยที่มีความฝ้นอยากจะเป็นพ่อครัวมือฉกาจ

นอกจากตัวหนังจะถ่ายทอดเรื่องราวความฝันและความพยายามที่ให้ความรู้สึกด้านบวกแล้ว ยังมีประโยคเด็ดๆสอดแทรกมาตลอดเรื่อง...หนึ่งในนั้นเป็นประโยคปิดเรื่อง ที่เสียดสีสังคมได้ชัดเจน ตอกหน้าเหล่านักวิจารณ์ และคนที่ชอบวางฐานะ"นักประเมินค่า"ของตัวเองให้สูงกว่าเหล่าผู้สร้างสรรค์ทั้งหลาย ให้ต้องอึ้งกันไปหลายตลบ ด้วยประโยคเช่นข้างต้นว่า

In many ways, the work of a critic is easy. We risk very little, yet enjoy a position over those who offer up their work and their selves to our judgment.

We thrive on negative criticism, which is fun to write and to read. But the bitter truth we critics must face, is that in the grand scheme of things, the average piece of junk is probably more meaningful than our criticism designating it so

...เพราะหลายครั้ง ที่แค่คำพูดส่งๆของคนๆหนึ่่งๆไม่กี่คำ ก็สามารถผลักดันผลงาน และสร้างอนาคตของคนหลายๆคนได้ มากเท่าๆกับที่มันสามารถตัดโอกาส และทำลายความฝันของพวกเขาให้แหลกไปในรูปแบบเดียวกัน...

----------

บทความนี้ ผมเขียนขึ้นเพื่อจุดประสงค์หลักในการกระตุ้นเตือนสติเหล่า "นักวิจารณ์" หลายต่อหลายคน ซึ่งมีฝีปากกล้า วาทะเยี่ยม และสำนวนคมคาย ที่มักเข้าใจผิดอยู่เสมอ ว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของงานสร้างสรรค์ และอยู่ในฐานะที่เหนือกว่าเสียเต็มประดา...สามารถแบ่งสวยแบ่งทราม และถ่มถุยความตั้งใจของผู้คนได้อย่างไม่ต้องไว้หน้า และไม่ต้องอธิบายเหตุผลประกอบ

...อย่างที่กล่าวไปแต่แรกว่า ทั้งผู้สร้างผลงาน และผู้วิจารณ์ผลงาน ต่างช่วยผลักดันกันและกัน ให้เกิดเป็นการพัฒนาที่ดีขึ้นๆไป...แต่ปัญหาทั้งหลาย ล้วนเกิดจากคนเราเข้าใจจุดยืน และบทบาทของตัวเองผิดไปทีละนิด ทีละหน่อย...นานวันเข้า ก็กลับลืมไปเสียจริงๆว่า "สิ่งที่เราทำได้" และ "สิ่งที่เราต้องทำ" มันคืออะไรกันแน่

มาลองค่อยๆนึกทบทวนกันดีกว่า ว่าทำเช่นไร จึงจะเอื้อประโยชน์ต่อทั้งเราและเขาได้อย่างแท้จริง เพราะบางครั้ง ประโยคที่นักวิจารณ์มักถูกโต้กลับมาว่า "ลองมาเป็นคนทำดูบ้างสิ"...ก็อาจไม่ใช่แค่ประโยคแนวขี้แพ้ชวนตี ที่มาจาก"ผู้สร้างสรรค์" ไร้ฝีมือ ที่งอแงกับคำติด่าของเราเสมอไป

...ไม่แน่ว่า มันอาจมีความหมายเช่นนั้นจริงๆ...ความหมายที่เรียกร้องมุมมองที่กว้างขึ้น เป็นธรรมขึ้น และมาทำหน้าที่เตือนสติ ให้ผลงานใดๆในโลกนี้ ก้าวไปข้างหน้าได้จริงๆ

.

รักคำวิจารณ์ที่สร้างสรรค์

รักผลงานที่สรรสร้าง

รักคนอ่านครับ ^^/