.

สวัสดีเพื่อนๆครับ

หายหน้าไปพักนึง เพราะงานยุ่งเอาเรื่องอีกเช่นเดิม...เล่นง่ายเหลือเกิน ก็เป็นข้ออ้างเดิมๆเสมอมานั่นเอง น่าเบื่อจริงๆ ^^"

เรื่องเลิกงานดึก นอนดึกยังพอทน แต่ต้องตื่นเช้าตีสี่ตีห้าต่อเนื่องเป็นอาทิตย์ๆนี่ มันเกินจะทานทนจริงๆครับ...การแหกขี้ตามานั่งสรุปรายงานคนไข้อย่างเดียวดาย และออนMSNอย่างโดดเดี่ยว ยามตีสี่ครึ่งนี่...มันช่างสิ้นหวังซะจริงๆ...Don't do this at home !!

ตั้งแต่วันนี้ก็จะว่างแล้ว เลยเขียนรีวิวออกมาเปลี่ยนอารมณ์ตัวเอง และเป็นการแนะนำการ์ตูนเรื่องโปรดอีกเรื่องนึงครับ...มาคุยเรื่อง เซ็นต์ เซย์ย่าในตำนานกันเถอะ!!

คนที่มีอายุหน่อย  คงคุ้นเคยดีอยู่แล้ว กับเรื่องราวสุดคลาสสิค ว่าด้วยหนุ่มน้อยหน้าตาแก่เกินวัย เ็ด็กเส้นตำแหน่งต้อยต่ำแต่ไม่เคยตายก่อนหัวหน้า การต่อสู้เพื่อรองรับอารมณ์เทพขี้โมโหทั้งหลาย ท่าไม้ตายที่ต้องคอยโพสต์ท่าเปลี่ยนฉากหลัง การกระเด็นกระดอนที่ต้องเอาหัวลงเสมอ ชุดเกราะที่มีพลังขั้นเทพแต่ต้องถอดให้หมดก่อนเข้าสู้ การจิ้มตาตัวเองให้บอดเล่นๆเป็นกิจวัตร และสารพัดมุขอมตะอีกมาก ที่ถ้าจะพูด คงยืดยาว สนุกสนานมากทีเดียว...

แต่พักพวกนั้นไว้ก่อน วันนี้เรามาว่ากันที่ภาคใหม่ล่า ในชื่อ เซ็นต์ เซย์ย่า ภาคจ้าวนรกฮาเดส (Saint Seiya - The Lost Canvas) นั่นเอง~~

Saint Seiya - The Lost Canvas

(ลิขสิทธิ์ไทย สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ ปัจจุบันออกถึงเล่ม 12 )

ตั้งแต่ยุคสมัยเทพนิยาย การเผชิญหน้ากันระหว่างสองเทพผู้ยิ่งใหญ่ - เทพีแห่งการศึก อาธีน่า กับยมเทพผู้ครองนรก ฮาเดส เป็นไปอย่างดุเดือดนับครั้งไม่ถ้วน...หากแต่ว่า เมื่อถึงเวลาแห่งการปะทะครั้งสำัคัญ ที่รู้จักกันในนาม"สงครามศักดิ์สิทธิ์"นั้น ทั้งสองจักต้องเฟ้นหามนุษย์ที่เหมาะสม ในการเป็น"ร่างจุติ" ไว้ใช้รองรับวิญญาณในการอวตารมาปรากฏกายบนโลกมนุษย์

เนื้อหาภาคดั้งเดิมของเซนต์ เซย์ย่าฉบับคลาสสิคนั้น เป็นเหตุการณ์ภายหลังจากสงครามศักดิ์สิทธิ์ครั้งล่าสุดมาร่วมสองร้อยหลายสิบขวบปี ซึ่งเป็นช่วงที่หายนะเกิดมาจากผนึกของกองทัพฮาเดสได้คลายลง และการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ก็หวนกลับมาอีกหน...พร้อมกับปัญหาความขัดแย้งใน หมู่เซนต์แห่งอาเธน่า การเมืองภายใน การช่วงชิงอำนาจ และการรับศึกหลายด้าน ฯลฯ

แต่เรื่องราวของเซนต์เซย์ย่าภาคใหม่ ในชื่อ "จ้าวนรกฮาเดส" (Saint Seiya - The Lost Canvas) เป็นเนื้อหาที่หยิบยกเหตุการณ์ใหญ่ในอดีตครั้งนั้น ที่เคยได้แต่อ้างอิงในภาคหลัก เอามาขยายความให้ชัดเจนขึ้น โดยจับความที่สงครามศักดิ์สิทธิ์ครั้งก่อนหน้า เมื่อ 243 ปีก่อน ที่เทพีอาธีน่าจะต้องอวตารมายังโลกเพื่อปกปักษ์เหล่ามวลมนุษย์จากศัตรูตัว ฉกาจ ฮาเดส ผู้เป็นทั้งเทพเจ้าแห่งความตาย และศัตรูอมตะตั้งแต่ครั้งเทพนิยายบรรพกาล

ละครโศกนาฎกรรมครั้งนั้น เกิดขึ้นที่ประเทศอิตาลี ท่ามกลางเหล่าเด็กกำพร้าที่อยู่รวมกันอย่างยากลำบาก ยังมีกลุ่มเด็กน้อยสามคน ที่สนิทสนมกลมเกลียว และผูกพันธ์กันด้วยสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเกินคาดคิด

เท็มมะ เป็นเด็กน้อยสัญชาติญี่ปุ่น ที่มีนิสัยโผงผาง กล้าเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร และไม่เคยลังเลที่จะต่อสู้เพื่อคนที่เขาต้องการปกป้อง

อาโรน เป็นเด็กชายผู้อ่อนโยน รักในการวาดภาพ และมีจิตใจที่บริสุทธิ์เหนือคนทุกผู้

ซาช่า เป็นสาวน้อยผู้งดงามและจิตใจดี เจ้าหล่อนเป็นที่รักใคร่ของผู้คน และคอยอยู่เคียงข้างเทมมะ เพื่อนสนิท กับอาโรน ผู้เป็นพี่อยู่เสมอ

ช่วงแห่งความสงบสุขผ่านไป...โดยที่ไม่ทันได้รู้ตัว กงล้อแห่งโชคชะตาของทั้งสามก็เริ่มเคลื่อนไหว...ซาช่าถูกรับตัวไปเลี้ยงดูยังดินแดนที่ห่างไกล...เหลือไว้เพียงอาโรนที่ยังคงเฝ้าวาดภาพเขียนของตน และเท็็มมะที่ตัดสินใจจะคอยดูแลเพื่อนผู้อ่อนแอต่อไป

และแล้ว เมื่อถึงวันแห่งชะตากรรม...ฟันเฟืองทุกชิ้นก็เริ่มที่จะหมุนด้วยตัวของมันเอง...เท็มมะค้นพบพลังพิเศษที่ยิ่งใหญ่ประดุจห้วงอวกาศภายในร่างกายของตน ซึ่งถูกเรียกว่า "พลังคอสโม" และตัดสินใจที่จะเดินทางไปฝึกฝนเป็นนักรบผู้แข็งแกร่งใต้สังกัดเทพีแห่งการศึก ที่รู้จักในชื่อ "เซ็นต์แห่งอาธีน่า"

เขาร่ำลาอาโรนเพื่อนรัก และมาฝึกฝนอย่างหนักหน่วงที่แซงค์ทัวรี่ ก่อนที่จะได้สำเร็จตำแหน่ง "เซ็นต์เพกาซัส" ภายในเวลาไม่นานนัก

แต่ความเป็นจริงที่น่าตกตะลึงก็คือ เมื่อได้พบกันพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง...ซาช่า เพื่อนสาวแต่ครั้งเยาวว์วัยของเขา กลับมาอยู่ในตำแหน่งสำคัญยิ่ง ที่จะต้องปกปักษ์รักษาโลกมนุษย์ทั้งใบ ในฐานะที่เป็น"ร่างจุติ" ของเทพีแห่งการศึก อาธีน่า นั่นเอง

เท็มมะให้สัญญา จะปกป้องสาวน้อยอย่างสุดความสามารถ แม้จะแลกด้วยชีวิต...และในที่สุด จุดเิริ่มต้นของห้วงเวลาแห่งการตัดสินก็มาถึง...ฮาเดสได้คัดเฟ้นร่างจุติที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตน และอวตารลงยังโลกมนุษย์อีกครั้ง พร้อมกับเหล่าทหารหาญจากนรกทั้ง 108 ตน

...และร่างเนื้อสุดแสนล้ำค่านั้น ก็มิใช่ใครอื่น แต่เป็น "อาโรน" หนุ่มน้อยผู้อ่อนโยน ผู้เป็นคนสำคัญของเท็มมะและซาช่าเสมอมา !!!

...ภาพเขียนของอาโรนที่เคยเปี่ยมไปด้วยพลังด้านบวก...ณ ตอนนี้กลับสะท้อนเพียงความโศกเศร้าและทุกข์ทนของเหล่าสิ่งมีชีวิตในโลก ...ทุกสิ่งที่ถูกถ่ายทอดลงบนผืนผ้าใบ กลับถูกสาปราวกับต้องมนต์มรณะ..."สิ่งมีชีวิต" ในภาพวาดของฮาเดส ค่อยๆดับสิ้นลงไปตามลำดับ

และแล้ว ภาพเขียนสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็ได้ถูกร่างขึ้นอย่างเยือบเย็น โดยใช้โลกทั้งใบเป็นผืนผ้า และใช้เลือดสดๆของชีวิตอันต่ำต้อยเป็นสีแต่งแต้ม...หากภาพวาดมรณะ "The Lost Canvas" นี้เสร็จสิ้นลงเมื่อไร..."การปลดเปลื้อง" ที่ยมเทพกล่าวอ้างก็จะเริ่มต้นขึ้น ...ชีวิตของคนทุกผู้บนผืนพิภพ ก็จะดับดิ้น ร่วงลงสู่ขุมนรกไปชั่วนิรันดร์ !!!

สงครามศักดิ์สิทธิ์เริ่มต้นขึ้นอีกหนึ่งคำรบ...ความลังเลและว้าวุ่น ไม่อาจหยุดยั้งหายนะที่มาพร้อมกับหยดเลือดและเสียงกรีดร้องของผู้คนได้อีกแล้ว...ในฐานะผู้นำทัพ...เทพีอาธีน่า ได้ประกาศเริ่มต้นการต่อสู้ และให้เหล่าเซ็นต์ใต้บัญชาทุกคน มุ่งมั่นต่อสู้ และปิดฉากศึกเทพยุทธครั้งนี้โดยทันที !

เซ็นต์เซย์ย่า ภาค เจ้านรกฮาเดส แต่งเรื่องราวโดยอ.มาซามิ คุรุมาดะ เจ้าของผลงานต้นฉบับ และวาดภาพโดยอ.ชิโอริ เทชิโรกิ นักเขียนหญิงที่สามารถปรับรูปแบบผลงานตัวเอง ให้เข้ากับการ์ตูนผู้ชายได้อย่างน่าดูชม

เซ็นต์เซย์ย่าฉบับคลาสสิคนั้น ลงตีพิมพ์เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ในนิตยสารจัมป์รายสัปดาห์...ด้านความนิยมของเรื่อง ถือว่าอยู่ในระดับสูง มีแฟนๆที่ติดตามผลงานอยู่มาก ทั้งชายและหญิง แม้จนถึงในยุคปัจจุบัน ก็ยังคงพบเห็นบรรดาแฟนคลับ ประเด็นวิเคราะห์ถกเถียง หรือสินค้าจากตัวเรื่องออกมาไม่ได้ขาด

จุดเด่นสำคัญของเรื่องคืออะไร? แฟนแต่ละคนก็ย่อมจะมีเหตุผลเป็นของตัวเอง

สำหรับนักอ่านชายแล้ว หลายคนอาจจะถูกใจกับเนื้อหาแนวแอคชันต้นตำรับ ที่ยึดคอนเซปต์ดั้งเดิมว่าด้วยความพยายาม มิตรภาพ และชัยชนะ ซึ่งเข้าถึงง่าย และเข้าใจง่ายเสมอมา...หลายคนก็ประทับใจกับชุดคล็อธที่สวยงาม ซึ่งเป็นทั้งอุปกรณ์ป้องกัน และเครื่องหมายแสดงความภาคภูมิใจของเหล่านักรบผู้ทรงเกียรติ...หลายคนก็ตื่นตาตื่นใจกับพลอตเรื่องที่ดูยิ่งใหญ่ ว่าด้วยการปะทะกันระหว่างเหล่าทวยเทพ ที่ต้องการพิชิตโลก กับเทพีแห่งการศึุกที่อวตารมาเพื่อยุติหายนะ ฯลฯ

สำหรับนักอ่านสาวแล้ว หลายคนก็ถูกอกถูกใจกับสารพัดตัวละครชายหนุ่มหน้าใส รูปร่างงดงาม วงแขนขาวเนียน ที่ล้วนมีหน้าตาเป็นผู้ใหญ่เจนโลกเกินอายุ มาพร้อมกับคาแรกเตอร์หลากหลาย ตั้งแต่สไตล์พ่อพระผู้ยึดมั่นในความถูกต้อง หนุ่มน้อยผู้มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเพื่อนสนิท เรื่อยไปจนถึงชายโฉดผู้จงรักภักดีต่อนายเหนือหัวไม่เคยหวั่นไหว ฯลฯ

แม้ตัวเรื่องหลักจะจบลงไปหลายปีดีดัก...องค์ประกอบหลายๆอย่าง ยังคงเป็นที่พูดถึงกันอยู่เป็นระยะ บ่งบอกถึงความนิยมของเรื่องได้ดี ไม่ว่าจะออกไปในแนวชื่นชม จิกกัด พูดแซว หรือขบขันก็ตามที

ในภาค Lost Canvas นี้ จะมีตัวละครหลักอยู่สามคน คือเหล่าเด็กน้อยที่ล้วนเคยสนิทชิดเชื้อกันมา แต่โชคชะตาทำให้ต้องก้าวไปในเส้นทางแห่งความขัดแย้ง...อาโรน ผู้อ่อนโยน ก็กลายเป็นร่างจุติของฮาเดส และเริ่มที่จะสูญเสียจิตวิญญาณของตัวเองเข้าไปทีละน้อย ซาช่าร่างจุิติของอาเธน่า ก็จำต้องกล้ำกลืน เผชิญหน้ากับพี่ชายผู้แสนดีของตัวเองอย่างไม่มีทางเลี่ยง และเท็มมะ ผู้ปรารถนาจะปกป้องคนสำคัญ ก็กลายมาเป็นเซ็นต์เปกาซัส วิญญาณที่มีดวงผูกพันธ์กับเทพทั้งสองมาตั้งแต่สมัยเทพนิยาย และเป็นผู้ที่อยู่ข้างกายเทพีแห่งการศึกในการเผชิญหน้ากับยมเทพเสมอมา

 

เพียงแค่การจัดวางเนื้อหาเปิดตัวดังกล่าว ก็สามารถเอื้อให้เนื้อหาขยายออกไปในเชิงดราม่าได้อย่างดี..."ความขัดแย้ง" ในความสัมพันธ์และโชคชะตาของคนทั้งสาม จึงเป็นหัวใจสำคัญของภาค ที่ผู้อ่านต่างเฝ้ารอที่จะเห็นบทสรุป

แต่การเดินเรื่องโดยทั่วไปของ ภาคนี้ จะเน้นหลักไปที่่ตัวศึกเทพยุทธ ที่เป็นการปะทะกันของเหล่านักรบใต้บัญชาฮาเดส ที่เรียกขานกันในนาม"สเปคเตอร์" สังกัดดาวมารทั้ง 108 ตน กับเหล่าคนกล้าใต้อาณัติแห่งอาธีน่า... "เซ็นต์" ผู้สังกัดกลุ่มดาวพิทักษ์ประจำลักขณาราศี ทั้ง 88 ชีวิตนั่นเอง

และแน่นอนว่า ผู้รั้งตำแหน่งสูงสุดในหมู่นักรบ...กลุ่มชายที่กล้าแกร่งที่สุดของอาธีน่า ที่รู้จักกันในนาม "โกลเซนต์" ทั้ง 12 คน...จึงเป็นหัวหอกหลักในการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ และเป็นผู้ชูโรงของภาคนี้นี่เอง

Lost Canvas ได้หยิบยกตัวละครมากมายจากภาคหลัก มาปรับปรุงให้เป็นบุคคลตำแหน่งนั้นๆในชาติภพก่อนหน้า และพยายามใส่ความมีมิติของตัวละครเข้าไปอย่างเต็มที่ ทำให้ได้ออกมาเป็นตัวละครใหม่ ที่ล้วนมีสเน่ห์ สมจริง และน่าหลงไหลมากขึ้น จนเกิดเป็นเสียงตอบรับที่น่าพอใจในหมู่ผู้อ่านทั้งหลาย

ด้านลายเส้น นั้น ตัวผู้เขียนได้แสดงความตั้งใจในงานภาพของตัวเองอย่างเห็นได้ชัด ทำให้องค์ประกอบต่างๆ (ที่พยายามจะไม่ให้เพี้ยนไปจากต้นฉบับ) อย่างเช่นความวิจิตรของชุดคล็อธ หรือความยิ่งใหญ่ของท่วงท่าโจมตีก็ทำออกมาได้สวย ไม่น้อยหน้าฉบับดั้งเดิม

...หากจะมีให้ติดใจ ก็คงเป็นเรื่องของ"ความต่อเนื่อง"  ระหว่างช่องต่อช่อง ที่ดูขัดตาในหลายๆโอกาส ทำให้ฉากแแอคชันเป็นไปอย่างติดขัดอยู่บ้าง ได้ความรู้สึกของนักเขีัยนแนวการ์ตูนผู้หญิง ที่มักจะให้ความสำคัญสูงสุดกับการลงรายละเอียดภาพนิ่งช่องใหญ่ มากกว่ามุ่งเ้น้นความเชื่อมโยงของฉากเคลื่อนไหวกับช่องข้างเคียง

โดยสรุปแล้ว ฉาก "สงครามศักดิ์สิทธิ์" อันหมายถึงศึกเทพยุทธระหว่างอาธีน่ากับฮาเดสนั้น เป็นหนึ่งในเนื้อหาที่สำคัญของเรื่อง เพราะเป็นความขัดแย้งที่ดำเนินมาเนิ่นนานตั้งแต่ยุคเทพนิยายบรรพกาล ต่างฝ่ายต่างขนกองทัพหลักของตัวเอง ผลัดกันเผยไพ่ตาย ชิงไหวชิงพริบกันไม่ว่างเว้น จึงทำให้ภาคฮาเดสในฉบับต้นตำรับนั้น เป็นภาคที่ได้รับความนิยมมากที่สุดภาคหนึ่งของเรื่องเลยทีเดียว

เมื่อภาคที่เคยได้รับเสียงตอบรับอย่างดี ถูกนำมาขยายความเพิ่มเติม โดยนักเขียนคนใหม่แล้ว จึงเลี่ยงไม่ได้ ที่แฟนๆจำนวนมากจะต้องเพ่งเล็ง และเฝ้าลุ้นไม่ให้ทำลายความรู้สึกดีๆจากผลงานเก่าๆไปเสียหมด

ซึ่งถ้ามองจากเวลาปัจจุบัน เสียงตอบรับโดยรวมที่มีต่อเนื้อหาที่ดำเนินไปได้หนึ่งร้อยกว่าตอน กับรวมเล่มอีกกว่าสิบเล่มแล้ว ก็ต้องบอกว่า Saint Seiya : The Lost Canvas นี้ ทำได้ดี และเป็นที่ชื่นชอบอย่างน่าพอใจ น่าจะเพียงพอให้เดินเรื่องไปจนจบได้ ตามความคาดหวังของแฟนๆอย่างสวยงาม...

.

รักเหล่าเด็กเส้นไม่ยอมตาย

.

รักคนอ่านครับ #_#/

สรุปม้วนเดียวจบ

.

ข้อดี และจุดที่เด่น

- พยายามหยิบยกเอาฉากเหตุการณ์ และองค์ประกอบหลายๆอย่างจากภาคต้นฉบับมาปรับใช้ เพื่อให้เกิดความรู้สึกหวนระลึก 

- สร้างตัวละครมีมิติมาก เข้าได้ดีกับเนื้อหาที่พยายามเน้นจุดขายหลักอยู่ที่ความดราม่า 

- การนำเสนอ ทำได้ทันสมัย น่าจะดึงดูดลูกค้ารุ่นใหม่ได้ ในระดับเพียงพอที่แฟนรุ่นเก่าจะไม่รู้สึกขัดใจ

- งานแปล เลือกใช้คำได้เพราะ และเข้าได้ดีกับโทนเรื่อง

-  งานภาพหน้าคู่หลายๆภาพ วาดได้สวย และดูอลังการงานสร้างสมความตั้งใจ

- รักษาจุดขายเดิมๆ ที่สามารถดึงดูดผู้อ่านทั้งสองเพศไว้ได้ ไม่ต่างจากต้นฉบับ

.

ข้อด้อย และจุดที่อาจไม่ปลื้ม

- การเลือกเขียนเรื่องราวท่อนที่ผู้อ่านรู้บทสรุปส่วนสำคัญอยู่แล้ว ทำให้หลายๆเหตุการณ์ ลดความน่าลุ้นลงไปมาก

- งานภาพที่พยายามใส่ลายละเอียดมาก และลงหมึกเข้มข้น ทำให้บางฉากดูรายละเอียดไม่รู้เรื่องอย่างน่าเสียดาย

- การออกแบบชุดคล็อธใหม่ๆ ที่สวยงามสู้ต้นฉบับไม่ได้เลย

- ความต่อเนื่องของฉากเคลื่อนไหว ไม่เพียงพอจะใช้ได้ดีในการ์ตูนแอคชัน

- การแต่งภาพที่ชอบใส่เสียงเอฟเฟคขนาดมหึมา จะคอยบดบังองค์ประกอบของภาพให้ขัดใจอยู่เป็นระยะ

.

 In many ways, the work of a critic is easy. We risk very little, yet enjoy a position over those who offer up their work and their selves to our judgment.

                                                                                                         Anton Ego - Ratatouille 

สวัสดีเพื่อนๆครับ

วันนี้ผมลากกระเป๋า กลับจากโรงพยาบาลทหารเรือ มานอนสลบที่บ้านเป็นที่เรียบร้อย...จบสิ้นการทำงานวอร์ดอายุรกรรมไปได้หนึ่งเดือน...ยังมาไม่ถึงครึ่งทางเลยแฮะ

พรุ่งนี้เช้ามีนัดไปทำบุญกับคุณแม่ครับ ไม่ได้ทำอะไรด้วยกันมานานแล้ว ครั้งนี้ถือโอกาสซักหน่อย...ช่วงแค่ไม่ถึงเดือนที่ผ่านมา ผมทำบาปไปเยอะพอดู...คนไข้ผมหลายๆคน ต้องออกจากโรงพยาบาลไปอย่างฟูมฟาย โดยที่อาการจากโรครักษาให้หายขาดไม่ได้...หรือคนไข้อีกหลายๆคน ก็ไม่มีโอกาสได้กลับไปบ้านอีกเลย...ความรู้สึกแย่ๆแบบเดิมๆของผม ก็กลับมาอีกระลอก หลังจากวิ่งหนีวอร์ดนี้มาเป็นปีๆ....เฮ่อ ขอเวลาตั้งหลักซักวันสองวันดีกว่า

วันนี้จะมาพูดในเรื่องของ "การวิจารณ์ และงานสร้างสรรค์" ที่เราพบเห็นได้ทั่วไปตามสังคม แต่ก็มักทำให้เกิดความขัดแย้ง และทะเลาะกันรุนแรงอยู่บ่อยครั้งจากทั้งสองฝ่าย

แม้จะไม่ค่อยได้รับผลกระทบโดยตรงกับตัวเอง...แต่เรื่องพวกนี้ ก็ทำผมเกือบปรี๊ดแตกมาหลายรอบ และตั้งใจจะเขียนถึงมานานแล้ว วันนี้ได้โอกาสเหมาะ อารมณ์กำลังได้ที่ เลยเขียนจนจบได้ครับ มาคุยกันดีกว่า

 

*: ว่าด้วยการวิพากย์วิจารณ์ในสังคม

ถ้าพูดถึงผลงานในหลายๆวงการแล้ว...หากจะแบ่งคนเป็นสองกลุ่มอย่างกว้างๆ ก็อาจได้เป็น ผู้สร้างสรรค์ผลงาน กับผู้วิจารณ์ผลงาน ซึ่งคนสองกลุ่มที่ยืนอยู่คนละขั้วนี้ ต่างก็เป็นกลไกสำคัญของกันและกัน ที่จะผลักดันให้เกิดการพัฒนาต่อไป...เสียงตอบรับทางบวก จะทำให้ผลงานก้าวไปข้างหน้า...เสียงตอบรับทางลบ ก็จะทำให้เกิดการหยุดพัก หันมาคิดปรับปรุงจุดด้อยที่มี

แต่หลายครั้ง บทบาทที่ฟังดูเข้าท่าบนหน้ากระดาษเช่นนั้น ก็อาจไม่เป็นไปอย่างที่หวัง...เพราะสิ่งที่จะต้องมีควบคู่ไปด้วยกันก็คือ เจตนาที่ตรงไปตรงมา ในการวิจารณ์ผลงาน...ที่จะไม่ใช่ทั้งคำวิพากย์ในเชิงบวกอย่างไม่ลืมหูลืมตา...และไม่ใช่ความเห็นเชิงลบที่ไม่สนใจเหตุผลรองรับ

"การติเพื่อก่อ" เป็นคำสวยหรู ที่ฟังดูดี และถูกใช้กันพร่ำเพรื่อเสมอมา เหมือนเป็นยันต์กันผลต่อเนื่องอย่างสุภาพว่า..."อย่ามาโมโหคำวิจารณ์ของฉันนะ"

จริงๆถ้าว่ากันตามทฤษฎีแล้ว การพูดเช่นนี้ก็นับว่าถูก หากเรากล้าที่จะนำผลงานมาแสดงในที่สาธารณะ ก็ต้องพร้อมที่จะเผชิญเสียงตอบรับที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้...แต่ปัญหาคือ ในทางปฏิบัติ มันดูไม่เป็นไปในกรอบที่คาดกันไว้

---------- 

เป็นเรื่องน่าประหลาด และน่าแปลกใจมากทีเดียว ที่เกินกว่าครึ่งของคำวิจารณ์ (ในยุคที่ข้อมูล ความคิดเห็นเดินทางได้กว้างขวางสะดวกสบายเช่นนี้) กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกโอนเอียงที่รุนแรงเป็นพิเศษ...อย่างแย่น้อยหน่อย ก็มีการพยายามใช้คำสุภาพ เพื่อถ่ายทอดประโยคเชือดเฉือนไม่ให้ดูน่าเกลียดโจ่งแจ้ง...อย่างร้ายมากหน่อย ก็ถึงขึ้นใช้คำพูดระดับตัดเนื้อ เฉือนกระดูกแบบไม่ไว้หน้า ไม่รักษาน้ำใจของเจ้าของผลงาน...ด้วยข้ออ้างสวยหรูที่คุ้นเคย ว่าเหล่านี้คือ "การติเพื่อก่อ"

ภาพนี้คนถ่ายไม่ได้เรื่องเลย

รูปนี้คนวาดฝีมือไม่เข้าขั้น

งานเขียนนี้ความคิดเห็นอ่อนหัดมาก

คอสเพลย์เซตนี้ไม่ได้ดูหน้าตัวเองซักนิด

รีวิวอันนีมุมมองทั้งแคบและตื้น

เพลงอันนั้นห่วย...คนที่ฟังก็ ไม่ต่างกัน

หนังอันนั้นเห่ย...คนที่ชอบก็ พอกันเลย

ฯลฯ

 

*: ว่าด้วยความเหมาะสม และสามัญสำนึก

หลังจากที่ได้ทำงาน และใช้ชีวิตท่ามกลางผู้คนหลากหลายรูปแบบมานานปี...ประเด็นเพียงหนึ่งเดียว ที่ตัวผมถือเป็นหลักมาตลอด ว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเด็ดขาด ก็คือเรื่องของ "สามัญสำนึก" (Common Sense - ที่หมายถึงมุมมอง ความคิดเห็นของแต่ละคน ที่จะหยาบกร้าน หรือละเอียดอ่อนแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ชีวิตที่สั่งสมมา)...เพราะถือว่า แต่ละคนย่อมมีบรรทัดฐาน จุดยืน และนิยามต่อ"สิ่งที่เหมาะสม" ไม่เหมือนกัน

...จึงไม่ใช่เรื่องเลย ที่เราจะต้องไปคอยจ้ำจี้จำไช หรือก้าวก่ายทุกครั้ง ให้คนนั้นคนนี้เข้าใจตรงกับเราว่า ตัวเขานั้นมีความคิดก้าวร้าว มีพฤติกรรมคุกคาม มีทัศนคติรุนแรง หรือมีวาจาที่จะไม่มีทางเข้าหูใคร

---------- 

ในส่วนตัวผมเอง ก็เป็นเช่นคนอื่นๆ ที่มีโอกาสสวมบทบาทมาแล้ว ทั้งในฐานะผู้สร้างสรรค์ และผู้วิจารณ์...ทำให้ได้เห็นรูปแบบที่ออกจะ "ไม่เท่าเทียม" กันอยู่เสมอ

ในฐานะของผู้สร้างสรรค์ผลงาน หลังที่เรากระทำการสรรสร้างสิ่งใดขึ้นมา ย่อมต้องมีองค์ประกอบมากมายที่ใส่ลงไป ทั้งความตั้งใจ ความคาดหวัง ความทุ่มเท และเวลาที่มากเพียงพอ...เราจะวาดภาพ เขียนบทความ แต่งนิยาย วิจารณ์หนัง วิเคราะห์สังคม บรรยายในที่ประชุม แต่งคอสเพลย์ หรือกระทั่งการตั้งกระทู้เล็กๆขึ้นมาซักกระทู้หนึ่ง...เชื่อว่าทุกคนก็ต้องเตรียมใจ และเฝ้ารอเสียงตอบรับที่จะตามมาทั้งสิ้น

ในฐานะของผู้วิจารณ์ผลงาน มันกลับง่ายกว่ามาก ที่จะถ่ายทอดสิ่งที่คิด ออกมาเป็นงานวิจารณ์ที่จับต้องได้...หากเทียบกับในฐานะของผู้สร้างสรรค์แล้ว แม้เราก็จะต้องทุ่มเทความตั้งใจลงไปในงานวิจารณ์ของเรา แต่ก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนลงแรง หรือใส่ความเสี่ยงลงไปในงานวิจารณ์ของเรามากถึงเพียงนั้น ก็ได้"ชิ้นงาน"ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ในฐานะของผู้ประเมิน ที่ดูจะยืนอยู่สูงชั้นกว่าเสมอ

 

ก็เหมือนกับการที่เราต้องขึ้นไปยืนพูดปาฐกถาบนโพเดียม ต่อหน้าผู้คนหลายพันหลายหมื่น

ในมุมมองของคนพูดแล้ว...มันช่างโดดเดี่ยว ต้องใช้ความสามารถ ความกล้า ความพยายามอย่างมาก ที่จะถ่ายทอดสิ่งที่อยากจะเสนอออกมา ต่อหน้าสายตากดดันหลายพันคู่

แต่ในมุมมองของคนฟังคนหนึ่ง...มันช่างง่ายดาย และไร้ความเสี่ยงจริงๆ ที่จะวิจารณ์ทับถมผู้พูด ทั้งแซว ทั้งแขวะ หรือด่าทอการแต่งกายตั้งแต่หัวจรดเท้ 

...ยิ่งน่าเสียดาย ที่สังคมในปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ว่า "การวิจารณ์" สามารถทำได้ง่ายดาย กระจายกว้างขวาง และเอื้อให้คนเรามีความรับผิดชอบกับคำพูดของตัวเอง น้อยลงทุกทีๆ

ยังไม่ต้องพูดถึงสังคมไซเบอร์ ที่ทุกคนหลบเร้นอยู่หลังหน้าจอสี่เหลี่ยมที่ห่างกันไปคนละซีกของเมือง ปะปนอยู่กลางทะเลดิจิตอล คอยกดพลิกดู"ผลงานสร้างสรรค์" อย่างผ่านๆ เปรยตามองอย่างเหยียดๆ ประเมินอย่างหยาบๆ แล้วก็ใส่ความเห็น สาดไปโดยไม่จำเป็นต้องกรอง และไม่ต้องเห็นแก่ผู้อ่าน

*: ว่าด้วยราคาของความคิดเห็น 

เมื่อประมาณสองปีก่อน ผมได้มีโอกาสดูภาพยนตร์อนิเมชันของบริษัท Pixar เรื่อง Ratatouille ที่กล่าวถึงหนูน้อยที่มีความฝ้นอยากจะเป็นพ่อครัวมือฉกาจ

นอกจากตัวหนังจะถ่ายทอดเรื่องราวความฝันและความพยายามที่ให้ความรู้สึกด้านบวกแล้ว ยังมีประโยคเด็ดๆสอดแทรกมาตลอดเรื่อง...หนึ่งในนั้นเป็นประโยคปิดเรื่อง ที่เสียดสีสังคมได้ชัดเจน ตอกหน้าเหล่านักวิจารณ์ และคนที่ชอบวางฐานะ"นักประเมินค่า"ของตัวเองให้สูงกว่าเหล่าผู้สร้างสรรค์ทั้งหลาย ให้ต้องอึ้งกันไปหลายตลบ ด้วยประโยคเช่นข้างต้นว่า

In many ways, the work of a critic is easy. We risk very little, yet enjoy a position over those who offer up their work and their selves to our judgment.

We thrive on negative criticism, which is fun to write and to read. But the bitter truth we critics must face, is that in the grand scheme of things, the average piece of junk is probably more meaningful than our criticism designating it so

...เพราะหลายครั้ง ที่แค่คำพูดส่งๆของคนๆหนึ่่งๆไม่กี่คำ ก็สามารถผลักดันผลงาน และสร้างอนาคตของคนหลายๆคนได้ มากเท่าๆกับที่มันสามารถตัดโอกาส และทำลายความฝันของพวกเขาให้แหลกไปในรูปแบบเดียวกัน...

----------

บทความนี้ ผมเขียนขึ้นเพื่อจุดประสงค์หลักในการกระตุ้นเตือนสติเหล่า "นักวิจารณ์" หลายต่อหลายคน ซึ่งมีฝีปากกล้า วาทะเยี่ยม และสำนวนคมคาย ที่มักเข้าใจผิดอยู่เสมอ ว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของงานสร้างสรรค์ และอยู่ในฐานะที่เหนือกว่าเสียเต็มประดา...สามารถแบ่งสวยแบ่งทราม และถ่มถุยความตั้งใจของผู้คนได้อย่างไม่ต้องไว้หน้า และไม่ต้องอธิบายเหตุผลประกอบ

...อย่างที่กล่าวไปแต่แรกว่า ทั้งผู้สร้างผลงาน และผู้วิจารณ์ผลงาน ต่างช่วยผลักดันกันและกัน ให้เกิดเป็นการพัฒนาที่ดีขึ้นๆไป...แต่ปัญหาทั้งหลาย ล้วนเกิดจากคนเราเข้าใจจุดยืน และบทบาทของตัวเองผิดไปทีละนิด ทีละหน่อย...นานวันเข้า ก็กลับลืมไปเสียจริงๆว่า "สิ่งที่เราทำได้" และ "สิ่งที่เราต้องทำ" มันคืออะไรกันแน่

มาลองค่อยๆนึกทบทวนกันดีกว่า ว่าทำเช่นไร จึงจะเอื้อประโยชน์ต่อทั้งเราและเขาได้อย่างแท้จริง เพราะบางครั้ง ประโยคที่นักวิจารณ์มักถูกโต้กลับมาว่า "ลองมาเป็นคนทำดูบ้างสิ"...ก็อาจไม่ใช่แค่ประโยคแนวขี้แพ้ชวนตี ที่มาจาก"ผู้สร้างสรรค์" ไร้ฝีมือ ที่งอแงกับคำติด่าของเราเสมอไป

...ไม่แน่ว่า มันอาจมีความหมายเช่นนั้นจริงๆ...ความหมายที่เรียกร้องมุมมองที่กว้างขึ้น เป็นธรรมขึ้น และมาทำหน้าที่เตือนสติ ให้ผลงานใดๆในโลกนี้ ก้าวไปข้างหน้าได้จริงๆ

.

รักคำวิจารณ์ที่สร้างสรรค์

รักผลงานที่สรรสร้าง

รักคนอ่านครับ ^^/